<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวเศรษฐกิจ]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/index/id/112</link>
<atom:link href="https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/index/id/112" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ค้าภายในลุยตรวจสถานีขนส่ง ดอนเมือง จุดพักรถ ดูแลประชาชนเดินทางสงกรานต์]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/158752</link>
<guid isPermaLink="false">388d779ec90ac55b11db98952463c544</guid>
<pubDate>Fri, 10 Apr 2026 11:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/69d7579c59523.jpg" style="width: 800px; height: 532px;" /></p>

<p><strong>กรมการค้าภายในลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์สินค้าและค่าบริการ ที่สถานีขนส่ง สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ท่าอากาศยานดอนเมือง และจุดพักรถมอเตอร์เวย์ เพื่อดูแลประชาชนช่วงเดินทางกลับบ้านและท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ ย้ำผู้ประกอบการปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน ห้ามฉวยโอกาส เผยราคาสินค้าส่วนใหญ่ยังทรงตัว เมื่อเทียบกับช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา พร้อมเดินหน้าตรวจสอบข้อร้องเรียนราคาสินค้าต่อเนื่อง เผยล่าสุด 1 มี.ค.-8 เม.ย. มีถึง 567 คำร้อง</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าและค่าบริการในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ 2569 เพื่อดูแลความเป็นธรรมทางการค้าและสร้างความมั่นใจให้ประชาชนที่กำลังเตรียมเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว โดยได้เข้าตรวจสอบในพื้นที่สำคัญ ได้แก่ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (สายใต้ใหม่) สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (เอกมัย) สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (หมอชิต) สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ท่าอากาศยานดอนเมือง และจุดพักรถมอเตอร์เวย์ กม.49 (บางปะกง) พร้อมบูรณาการตรวจร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำชับผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยในการลงพื้นที่ กรมได้ตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค การแสดงอัตราค่าบริการรับส่งผู้โดยสาร ค่าบริการรับฝากสิ่งของ และค่าบริการรถเข็น ตลอดจนติดตามภาวะราคาจำหน่ายสินค้าและบริการในพื้นที่ ๆ มีประชาชนใช้บริการจำนวนมากในช่วงเทศกาล พบว่า ผู้ประกอบการในสถานีขนส่งผู้โดยสารสาธารณะ ท่าอากาศยาน และจุดพักรถ มีการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีกสินค้าและค่าบริการไว้อย่างถูกต้องและชัดเจน และได้กำชับให้ผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าและคิดค่าบริการให้ตรงกับราคาที่แสดงไว้ และห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในจุดให้บริการขนส่งสาธารณะ ภาพรวมราคาและปริมาณส่วนใหญ่ยังทรงตัว เมื่อเทียบกับช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 โดยราคาอาหารปรุงสำเร็จยังอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม เช่น ข้าวราดแกง 1 อย่าง ราคา 40-60 บาทต่อจาน ข้าวราดแกง 2 อย่าง ราคา 50-70 บาทต่อจาน ข้าวมันไก่ ราคา 50-70 บาทต่อจาน และก๋วยเตี๋ยวหมู ราคา 40-65 บาทต่อชาม ขณะที่เครื่องดื่มส่วนใหญ่ยังมีราคาทรงตัวเช่นกัน ส่วนค่าบริการรับฝากสัมภาระและค่าบริการขนสัมภาระ มีอัตราค่าบริการเริ่มต้น 30-90 บาทต่อชิ้น และตู้รับฝากสัมภาระแบบอัตโนมัติคิดค่าบริการ 40-80 บาทต่อชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขนาดของสัมภาระและตู้รับฝาก สะท้อนให้เห็นว่าภาวะราคาสินค้าในภาพรวมยังทรงตัว แม้บางรายการจะมีความแตกต่างกันบ้างตามทำเลและต้นทุนของผู้ประกอบการ แต่ยังไม่พบการปรับขึ้นผิดปกติ</p>

<p>นายจิรวุฒิกล่าวว่า การตรวจสอบราคาสินค้าทั่วไป กรมได้กำกับดูแลสถานการณ์สินค้าเชิงรุกอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามทั้งด้านราคาและปริมาณ โดยเฉพาะสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมเฝ้าระวังพฤติกรรมการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการ การจำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับป้ายราคา และการกักตุนสินค้าอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการตรวจสอบตามที่ประชาชนได้เรียนผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ซึ่งในช่วงวันที่ 1 มี.ค.-8 เม.ย.2569 มีการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนทางด้านราคาและปริมาณสินค้าไปแล้วทั้งหมด 567 คำร้อง แบ่งเป็นในพื้นที่กรุงเทพฯ 151 คำร้อง และต่างจังหวัด 416 คำร้อง ตรวจสอบแล้วเสร็จ 376 คำร้อง แยกเป็นกรุงเทพฯ 105 คำร้อง และต่างจังหวัด 271 คำร้อง<br />
<br />
โดยผลกการตรวจสอบพบการกระทำผิดกรณีที่ไม่ได้ปิดป้ายแสดงราคาสินค้า 33 ราย ได้มีการดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายแล้ว โดยพบในพื้นที่ เช่น เขตลาดพร้าว เขตวัฒนา เขตพญาไท เขตบางกอกน้อย จังหวัดชุมพร จังหวัดสกลนคร จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดลำพูน เป็นต้น และยังพบกรณีที่จำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับราคาที่แสดง 6 ราย ในพื้นที่เขตจัตุจักร เขตวัฒนา เขตพญาไท จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดสระบุรี และจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งได้มีการดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายแล้วเช่นเดียวกัน ส่วนกรณีปิดป้ายแสดงราคาไม่ชัดเจน พบ 1 ราย ในพื้นที่จังหวัดชัยนาท<br />
<br />
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องร้องเรียนในเรื่องของการจำหน่ายสินค้าเกินสมควรอีก 107 คำร้อง ซึ่งขั้นตอนในการดำเนินการหลังจากได้รับคำร้อง เจ้าหน้าที่จะได้มีการเรียกเอกสารมาวิเคราะห์ต้นทุน หากตรวจสอบพบว่ามีการตั้งราคาสูงเกินสมควร ก็จะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด ขณะเดียวกัน จากการตรวจสอบ ไม่พบการกระทำความผิดจำนวน 332 ราย และมีเรื่องที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบอยู่ 191 คำร้อง ซึ่งในส่วนนี้ กรมจะได้มีการตรวจสอบเชิงรุก เข้มงวดการคาดโทษและติดตามการตรวจสอบและรายงานตัวเลขการตรวจสอบต่อไป<br />
<br />
&ldquo;ขอให้ผู้ประกอบการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 โดยปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน จำหน่ายสินค้าตรงกับป้ายราคา ไม่ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา และไม่กักตุนสินค้า เพราะนอกจากจะช่วยสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการเอง ทั้งในด้านการสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า ลดข้อร้องเรียน ลดความเสี่ยงในการกระทำผิดกฎหมาย และช่วยให้การค้าขายเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม อันจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของร้านค้าในระยะยาว&rdquo;นายจิรวุฒิกล่าว<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบผู้ประกอบการไม่ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีกสินค้าและค่าบริการ หรือพบการกระทำความผิด เอารัดเอาเปรียบ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ โดยหากตรวจสอบพบ กรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคา จะมีความผิดตามมาตรา 28 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และหากพบการจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร จะมีความผิดตามมาตรา 29 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20260410b03d893c428c22b23470b577d410cb4b112604.jpg' type='image/jpg' length='703475' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผย 4 เดือนสกัดมันเส้นด้อยคุณภาพ จับ 24 ราย ระงับนำเข้า ลงโทษทันที]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/158750</link>
<guid isPermaLink="false">126c80f1395bf3d410d899641c7d1de6</guid>
<pubDate>Fri, 10 Apr 2026 11:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/69d721c0ebba9.jpg" style="width: 800px; height: 600px;" /></p>

<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศ สรุปผลการตรวจสอบการนำเข้ามันเส้นตามแนวชายแดนไทย-สปป.ลาว 4 จังหวัด ช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา (ธ.ค.68-มี.ค.69) พบการกระทำความผิด 24 ครั้ง สั่งระงับนำเข้ามันเส้นไม่ได้มาตรฐานทันที พร้อมดำเนินการตามกฎหมาย เผยจากนี้ ปรับลดชุดตรวจ เน้นเจาะเฉพาะจุด พื้นที่เสี่ยง หลัง สปป.ลาว ใกล้จบฤดูกาล และมันเส้นล็อตสุดท้ายจะออกสู่ตลาด</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการตรวจสอบการนำเข้ามันเส้นตามแนวชายแดนไทย-สปป.ลาว ตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ว่า ในช่วง 4 เดือน ที่ผ่านมา ตั้งแต่ ธ.ค.2569-มี.ค.2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตมันสำปะหลังของ สปป.ลาว ออกสู่ตลาด และมีการนำเข้ามาไทยเป็นจำนวนมาก ได้ระดมชุดตรวจ 4 ชุด ลงพื้นที่พร้อมกันแบบเชิงรุกเต็มรูปแบบ ออกตรวจสอบการนำเข้าในพื้นที่เสี่ยง ได้แก่ มุกดาหาร อุบลราชธานี บึงกาฬ และเลย พบการกระทำผิดรวม 24 ครั้ง แยกเป็นมุกดาหาร 10 ครั้ง อุบลราชธานี 7 ครั้ง บึงกาฬ 5 ครั้ง และเลย 2 ครั้ง</p>

<p>สำหรับปัญหาหลักที่ตรวจสอบพบ คือ ความชื้นเกินมาตรฐาน หากปล่อยให้เข้ามา จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินค้าและตลาดภายในประเทศ และเมื่อตรวจพบแล้ว ทุกกรณีได้สั่งระงับการนำเข้าโดยทันที ไม่มีข้อยกเว้น พร้อมดำเนินมาตรการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อปกป้องเกษตรกรไทยและรักษาเสถียรภาพตลาดมันสำปะหลัง และยังเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและภาคเกษตรกรเข้าร่วมสังเกตการณ์ในทุกขั้นตอน สร้างความโปร่งใส และความเชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ แม้การดำเนินงานตามกรอบนโยบายจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่กรมขอยืนยันว่าจะยังไม่ยุติมาตรการควบคุม โดยจะยังคงส่งชุดตรวจลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเฝ้าระวังและสกัดกั้นการนำเข้ามันเส้นด้อยคุณภาพจนกว่ามันเส้นล็อตสุดท้ายของ สปป.ลาว จะออกสู่ตลาด โดยในระยะถัดไปจะมีการปรับลดจำนวนชุดตรวจจากช่วงปฏิบัติการเข้มข้น และเปลี่ยนรูปแบบเป็นการตรวจเชิงรุกแบบ เฉพาะจุด เน้นพื้นที่เสี่ยง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร พร้อมคงความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่องต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202604102ecaf2f43b62204661f36a0809b1b222112355.jpg' type='image/jpg' length='371761' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี-วราวุธ” ร่วมถกแก้วิกฤตเม็ดพลาสติกขาดแคลน กำหนด 3 แนวทางดูแล ข่าว8 เม.ย. 2569457 เข้าดู]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/158551</link>
<guid isPermaLink="false">f65c826a7a1828c4d6e6c7f4c0d64906</guid>
<pubDate>Thu, 09 Apr 2026 14:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/69d5ea1ddf6ff.jpg" style="width: 800px; height: 490px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;ศุภจี-วราวุธ&rdquo; หารือแก้วิกฤตเม็ดพลาสติก หลังประกาศเป็นสินค้าควบคุม กำหนด 3 แนวทางดูแล โฟกัสสินค้าเป้าหมายที่ใช้พลาสติก หันใช้วัสดุทดแทนและปรับบรรจุภัณฑ์ให้ง่ายขึ้น สนับสนุนการรีไซเคิล พร้อมตั้งคณะทำงานร่วม 4 กระทรวง ดูแลต้นทุน ราคา ลดใช้พลาสติก เผยสหรัฐฯ-อิหร่าน หยุดยิงชั่วคราว ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือแนวทางบริหารจัดการเม็ดพลาสติก ร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ว่า การประชุมครั้งนี้ มีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองกระทรวง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้าร่วม หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศให้เม็ดพลาสติกเป็นสินค้าควบคุม เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะวิกฤตในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบ และเม็ดพลาสติกถือเป็นสินค้าต้นทางสำคัญของอุตสาหกรรมหลายประเภท ทั้งบรรจุภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ และสินค้าอุปโภคบริโภค จำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแล เพื่อป้องกันผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยการกำหนดมาตรการจะพิจารณาอย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ และมีการทบทวนอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ แนวทางบริหารจัดการจะเน้น 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การกำหนดสินค้าเป้าหมาย (Focus Items) เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ และถุงพลาสติก เพื่อดูแลผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับค่าครองชีพของประชาชนอย่างตรงจุด 2 การใช้วัสดุทดแทน รวมถึงหารือผู้ประกอบการในการ Simplify SKU (Stock Keeping Unit) ทำให้รายการสินค้าเรียบง่ายขึ้นลดความซับซ้อน และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ (Redesign) ในระยะยาว เพื่อลดการพึ่งพาพลาสติกและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต</p>

<p>3.ด้านความยั่งยืน (Sustainability) มองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันประเทศไทยมีขยะพลาสติกประมาณ 2.7 ล้านตันต่อปี แต่สามารถรีไซเคิลได้เพียง 20&ndash;25% เท่านั้น จึงจำเป็นต้องเร่งส่งเสริมการคัดแยกขยะและการนำกลับมาใช้ใหม่อย่างเป็นระบบ และปรับพฤติกรรมผู้บริโภคลดการใช้พลาสติก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน จะจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงสาธารณสุข โดยมีเป้าหมายเพื่อบริหารจัดการรองรับภาวะขาดแคลน ดูแลต้นทุนและราคาที่เหมาะสมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน พร้อมใช้เป็นโอกาสในการลดการใช้พลาสติกและลดปริมาณขยะพลาสติกอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อกำหนดมาตรการทั้งระยะสั้น กลาง และยาว รวมถึงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และป้องกันการกักตุนสินค้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับกรณีที่สหรัฐฯ ประกาศหยุดยิงกับอิหร่านชั่วคราว 2 สัปดาห์ เป็นปัจจัยบวกที่อาจช่วยให้สถานการณ์ด้านการขนส่งและต้นทุนวัตถุดิบมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจะเอื้อต่อการบริหารจัดการสินค้าควบคุมของไทย โดยขณะนี้ยังต้องติดตามสต็อกและต้นทุนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สินค้าจำเป็นมีเพียงพอและราคาเหมาะสม และกระทรวงพาณิชย์ยังจะเร่งหารือกับภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อจัดตั้งกลไกเฉพาะกิจ (Task Force) ในการรับมือวิกฤตเม็ดพลาสติกอย่างเป็นระบบต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20260409948f66303d959fc3dedac259d6cb1832144033.jpg' type='image/jpg' length='148793' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ถกภาคเอกชน-อดีตข้าราชการ ระดมสมองทำแผนดูแลประชาชน-ภาคธุรกิจ]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/158549</link>
<guid isPermaLink="false">e518402a7be25f5dc66807400c4d567d</guid>
<pubDate>Thu, 09 Apr 2026 14:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/69d7049206e4c.jpg" style="width: 800px; height: 516px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เชิญภาคเอกชนและอดีตข้าราชการ &ldquo;วีระศักดิ์-กอบศักดิ์-ปิติ-ณัฐ-ยรรยง-อาร์ม-พิพัฒน์-ภูสิต-อนันต์-นงนุช-ชุตินทร-วีระพงษ์&rdquo; ที่ทาบทามเป็นคณะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ระดมความเห็นหารือมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อนำมาใช้ขับเคลื่อนงานและทำแผนเชิงรุก ตอบโจทย์ประชาชนและภาคธุรกิจ</strong><br />
<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจและการค้า ที่ได้รับการทาบทามเป็นคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา และเป็นผู้เชี่ยวชาญในระดับชั้นนำของประเทศ ที่ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐศาสตร์มหภาค นโยบายการค้าระหว่างประเทศ กฎหมาย และการพัฒนาภาคธุรกิจและตลาดทุน เพื่อเสนอมาตรการเพิ่มเติมที่จะบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รวมถึงเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป<br />
<br />
ทั้งนี้ ยังได้หารือถึงแนวทางการวางแผนนโยบายและมาตรการเชิงรุกในระยะยาว เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในบริบทของการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกและการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์การค้าระหว่างประเทศที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว</p>

<p>&ldquo;ได้ย้ำกับทีมคณะที่ปรึกษา ถึงความสำคัญของการบูรณาการองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วน เพื่อให้การกำหนดนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ มีความรอบด้านและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจไทยอย่างแท้จริง&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
<br />
สำหรับผู้ที่เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัท และกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม Executive Director, ASEAN Foundation, Jakarta, นายณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ดร.ยรรยง ไทยเจริญ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย, ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา, ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน), นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์, นายอนันต์ ลาภสุขสถิต ประธานสถาบัน เค อะโกรอินโนเวท ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกษตร เกษตรแปรรูป และ Sustainability<br />
<br />
ขณะเดียวกัน ยังมีนางนงนุช เพ็ชรรัตน์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี, นายชุตินทร คงศักดิ์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และนายวีระพงษ์ ประภา อดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งได้รับการทาบทามให้เป็นคณะตัวแทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives, TTR) เข้าร่วมประชุมด้วย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20260409f77de963fb3d26b4222532c15702028b143847.jpg' type='image/jpg' length='464775' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สงครามตะวันออกกลาง ฉุดดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค มี.ค.69 ปรับตัวลดลง]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/158181</link>
<guid isPermaLink="false">4183c659114e67d4014746d420a5d820</guid>
<pubDate>Wed, 08 Apr 2026 11:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/69d5b599346aa.jpg" style="width: 800px; height: 563px;" /></p>

<p><strong>สนค.เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน มี.ค.69 ปรับตัวลดลงมาอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น เป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน หลังเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำราคาน้ำมันพุ่ง เพิ่มแรงกดดันต่อค่าครองชีพ และราคาสินค้า หวังการเมืองมีเสถียรภาพ ช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐให้ต่อเนื่อง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน มี.ค.2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 45.5 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 53.0 ซึ่งเป็นการปรับลดลงมาอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น (ต่ำกว่าระดับ 50) เป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่ ต.ค.2568 จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงตึงเครียด ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มแรงกดดันต่อภาระค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงความผันผวนของราคาสินค้า &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 36.8 ปรับตัวลดลงจากระดับ 43.3 ในเดือนก่อนหน้า&nbsp;และยังคงอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 51.2 แม้ยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น แต่ปรับตัวลดลงจากระดับ 59.4 ในเดือนก่อนหน้า<br />
<br />
โดยปัจจัยสำคัญที่ลดทอนความเชื่อมั่น มาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงตึงเครียดและมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายภาคส่วน ทั้งต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งในภาคการผลิตที่เพิ่มขึ้น ภาคการส่งออกเผชิญความเสี่ยงของเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนภาคการท่องเที่ยวชะลอตัวจากต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ค่าครองชีพของประชาชนมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับหนี้ครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง ล้วนเป็นแรงกดดันความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจ สถานะทางการเงิน และความมั่นคงในการประกอบอาชีพ</p>

<p>อย่างไรก็ดี เสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้น ช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐให้มีความต่อเนื่องและชัดเจนยิ่งขึ้น และหากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลายลง คาดว่าจะช่วยให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจโดยรวมทยอยฟื้นตัว และบรรเทาความกังวลของประชาชนได้ในระยะต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 30.42 รองลงมา คือ ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 26.19 เศรษฐกิจโลกร้อยละ 17.77 มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 10.12 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 5.21 การเมือง ร้อยละ 4.47 สังคม ความมั่นคง ร้อยละ 4.25 ปัจจัยอื่น ๆ ร้อยละ 1.29 และ ภัยพิบัติ โรคระบาด ร้อยละ 0.28 ตามลำดับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงเข้าสู่ระดับไม่เชื่อมั่นทุกภูมิภาค โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ระดับ 48.3 ภาคใต้อยู่ที่ระดับ 45.2 ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 44.4 กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 44.1 และ ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 43.9<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า ทุกกลุ่มอาชีพปรับตัวลดลงสู่ระดับไม่เชื่อมั่น โดยพนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 49.4 ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 47.2 ไม่ได้ทำงาน บำนาญ อยู่ที่ระดับ 45.8 พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 45.2 เกษตรกร อยู่ที่ระดับ 44.4 อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 43.6 และนักศึกษา อยู่ที่ระดับ 41.1 เช่นเดียวกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับ 31.5 ในเดือนปัจจุบัน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2026040889c36d62c95791a32fbb15ca26a93494111500.jpg' type='image/jpg' length='318068' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”คุมส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ดีเดย์ 7 เม.ย. เพื่อให้เพียงพอบริโภค ใช้ในพลังงาน]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157827</link>
<guid isPermaLink="false">8ebb1dfed371d4cd4fba1f007f194d7a</guid>
<pubDate>Tue, 07 Apr 2026 11:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/69d3350b3c35b.jpg" style="width: 800px; height: 539px;" /></p>

<p><strong>กรมการค้าภายในเผยประกาศ กกร. คุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ต้องขออนุญาตก่อน ดีเดย์บังคับใช้ 7 เม.ย.69 จากเดิมไม่ต้องขอ เพื่อบริหารจัดการให้มีเพียงพอต่อการบริโภคในการทำเป็นน้ำมันปาล์มขวด และใช้เป็นพลังงานในประเทศ ย้ำจะดูแลราคาให้กับเกษตรกร ขายผลผลิตได้อย่างเป็นธรรมด้วย ล่าสุดสต็อกมี 3.71 แสนตัน อยู่ในระดับที่เหมาะสม</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้ยกระดับมาตรการกำกับดูแลการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักร โดยกำหนดให้ผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.2569 เป็นต้นไป ต้องขออนุญาตก่อนการส่งออก จากเดิมที่ไม่ต้องขออนุญาต เพื่อให้ภาครัฐสามารถบริหารจัดการสต็อกน้ำมันปาล์มในประเทศได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์พลังงาน และป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลน เพราะราคาน้ำมันโลกที่ปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้ภาคพลังงานมีแนวโน้มเพิ่มการใช้ไบโอดีเซล และไทยมีทั้งการใช้และการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบในระดับสูง จึงต้องบริหารจัดการสมดุลปาล์มน้ำมันทั้งระบบ เพื่อให้มีเพียงพอต่อการบริโภคและการใช้เป็นพลังงานในประเทศ &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยมาตรการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการใช้น้ำมันปาล์มภายในประเทศอย่างพอเพียงในช่วงวิกฤตการณ์พลังงาน ช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันปาล์มสำหรับการบริโภคของประชาชน รวมถึงเป็นการสำรองวัตถุดิบพลังงานภายในประเทศ เนื่องจากน้ำมันปาล์มเป็นพลังงานชีวภาพที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้เองและมีการส่งออกในปริมาณสูง จึงจำเป็นต้องพิจารณาการส่งออกให้เหมาะสมกับปริมาณผลผลิตและความต้องการใช้ในประเทศเป็นสำคัญ</p>

<p>นอกจากนี้ การบริหารจัดการต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันควบคู่กัน โดยกรมจะรักษาระดับราคาผลปาล์มให้เหมาะสมและเป็นธรรม ไม่ให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาดหรือความผันผวนของราคา เพื่อให้เกษตรกรยังคงมีรายได้จากราคาผลปาล์มอย่างเป็นธรรม และลดความกังวลว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้ราคาปาล์มน้ำมันปรับตัวลดลง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ก่อนหน้านี้ กกร. ได้ออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2569 เรื่อง การควบคุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักร โดยกำหนดให้ &ldquo;น้ำมันปาล์มดิบ&rdquo; หมายถึง น้ำมันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil : CPO) ตามพิกัดศุลกากรประเภทย่อย 1511.10.00 และห้ามมิให้บุคคลใดส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.2569 เป็นต้นไป เว้นแต่จะได้รับหนังสืออนุญาตจากเลขาธิการคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยผู้ได้รับอนุญาตต้องส่งออกให้ตรงตามชนิด ประเภท ปริมาณ ระยะเวลา และสถานที่ตามที่ระบุไว้ในหนังสืออนุญาต พร้อมต้องนำหนังสืออนุญาตกำกับการส่งออกทุกครั้ง และหนังสืออนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะการส่งออกครั้งเดียวเท่านั้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดว่า จะมีผลผลิต 21.87 ล้านตัน สามารถสกัดเป็นน้ำมันปาล์มดิบได้ประมาณ 3.94 ล้านตัน โดยล่าสุด ณ เดือน ก.พ.2569 มีสต็อกน้ำมันปาล์มดิบคงเหลือประมาณ 0.371 ล้านตัน ซึ่งยังอยู่ในระดับเหมาะสม ขณะที่น้ำมันปาล์มบรรจุขวดมีปริมาณเพียงพอต่อการใช้ในประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20260407ed9a1b4c1f9c868ec3f7260797119cb8111150.jpg' type='image/jpg' length='103086' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกอัญมณี ก.พ.69 ลด 29.32% เจอเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์กดดัน แต่ทองยังพุ่ง]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157825</link>
<guid isPermaLink="false">8d8d5aac2857b4b47f16534d0bb87113</guid>
<pubDate>Tue, 07 Apr 2026 11:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/69d3295969192.jpg" style="width: 800px; height: 600px;" /></p>

<p><strong>ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ก.พ.69 ไม่รวมทองคำ มูลค่า 1,624.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 29.32% กลับมาลดลงอีกครั้ง หลังเจอปัญหาหลากหลาย ทั้งเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม เฉพาะทองคำยังแรง มูลค่า 1,103.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.22% จากการส่งออกไปขาย หลังราคาขยับขึ้นต่อเนื่อง คาดแนวโน้มส่งออกยังเจอปัจจัยเสี่ยงอีกมาก บาทผันผวน แนะผู้ประกอบการบริหารต้นทุน วัตถุดิบ นำเทคโนโลยีมาใช้&nbsp;&nbsp;</strong><br />
<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน ก.พ.2569 มีมูลค่า 1,624.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 29.32% กลับมาลดลงอีกครั้ง หลังจากเพิ่มบวกเมื่อเดือน ม.ค.2569 ที่ผ่านมา หากรวมทองคำ มีมูลค่า 2,727.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 15.59% รวม 2 เดือนปี 2569 (ม.ค.-ก.พ.) ส่งออกไม่รวมทองคำ มูลค่า 3,432.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 14.88% รวมทองคำมูลค่า 7,293.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.92%<br />
<br />
ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำ มีมูลค่า 1,103.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.22% จากการส่งออกไปขายตามราคาทองในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น โดยเพิ่มต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ จากกรณีสหรัฐฯ อิสราเอลกับอิหร่าน ภาษีใหม่สหรัฐฯ ที่ใช้มาตรา 122 เรียกเก็บ 10% และกองทุน SPDR Gold ยังคงซื้อทองคำต่อเนื่อง 6 เดือนติดต่อกัน และรวม 2 เดือน ส่งออกทองคำ 3,861.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 83.76%</p>

<p>ทางด้านตลาดส่งออก ฮ่องกง เพิ่ม 26.80% เยอรมนี เพิ่ม 25.47% อิตาลี เพิ่ม 38.73% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 189.27% ญี่ปุ่น เพิ่ม 85.07% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 14.45% เบลเยียม เพิ่ม 14.31% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 138.85% ส่วนอินเดีย ลด 39.50% สหรัฐฯ ลด 26.57% จากการที่ผู้นำเข้าได้เร่งนำเข้าก่อนหน้านี้ ทำให้ยอดนำเข้าชะลอตัวลงต่อเนื่อง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการส่งออกสินค้า เครื่องทองหรือเครื่องเงินและส่วนประกอบ เพิ่ม 206,370.439% เครื่องประดับแท้ เพิ่ม 24.15% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 29.67% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 362.26% พลอยก้อน เพิ่ม 99.87% โลหะเงิน เพิ่ม 752.09% ส่วนเครื่องประดับเงิน ลด 3.23% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน ลด 3.85% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลด 17.11% เพชรก้อน ลด 6.05% เพชรเจียระไน ลด 3.86%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกจากนี้ไป ยังต้องจับตาเศรษฐกิจโลก เพราะยังเผชิญแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนด้านการค้าและทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ หลายประเทศเร่งปรับยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม เทคโนโลยี และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานเพื่อรองรับความเสี่ยงระยะยาว ร่วมกับปัญหาความขัดแย้งที่กำลังทวีความรุนแรงในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรง ร่วมกับภาวะตึงตัวในตลาดน้ำมันอย่างรุนแรง จากสงครามในตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่ส่งออกน้ำมันถึง 20% ของโลก ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ ทำให้ความเสี่ยงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น รวมทั้งไทยยังมีเรื่องความผันผวนของค่าเงินบาท ที่เป็นตัวกดดัน ทำให้มีความเสี่ยงต่อการส่งออกสินค้าในกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ ทั้งกำลังซื้อของคู่ค้าลดลง และขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งสร้าง ภูมิคุ้มกันห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการบริหารต้นทุนโลจิสติกส์และวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี และระบบตรวจสอบย้อนกลับมาใช้ เพื่อยืนยันแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ปราศจากข้อขัดแย้ง ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ขณะเดียวกันต้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และกระจายตลาดส่งออกให้หลากหลาย เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และบรรเทาผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202604079150229095673cea559c30f2ef2cf9da110931.jpg' type='image/jpg' length='244703' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ดัชนีราคาส่งออก ก.พ.เพิ่ม 2.2% ซื้อสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์หนุน เกษตรเริ่มฟื้นตัว]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157453</link>
<guid isPermaLink="false">39d54da36c596f695676dcacb2e50083</guid>
<pubDate>Fri, 03 Apr 2026 11:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/69cf1fc165df4.jpg" style="width: 800px; height: 600px;" /></p>

<p><strong>สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก เดือน ก.พ.69 เพิ่มขึ้น 2.2% ได้แรงหนุนจากการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีขั้นสูง และสินค้าเกษตรเริ่มฟื้นตัว ส่วนดัชนีราคานำเข้า เพิ่ม 4.9% จากการนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าทุนและวัตถุดิบสำหรับผลิตและส่งออก คาด มี.ค.69 ยังขยายตัวต่อเนื่อง จากการเร่งส่งออกช่วง 150 วันภาษีใหม่สหรัฐฯ ความต้องการอาหาร และอิเล็กทรอนิกส์ยังมีสูง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออก เดือน ก.พ.2569 เท่ากับ 113.3 เพิ่มขึ้น 2.2% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีขั้นสูง ขณะที่สินค้าเกษตรเริ่มฟื้นตัว แต่ยังเผชิญกับการแข่งขันด้านราคา และดัชนีราคานำเข้า เท่ากับ 120.3 เพิ่มขึ้น 4.9% ตามความต้องการสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูง ประกอบกับความต้องการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบสำหรับผลิตและส่งออกยังขยายตัว เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลก &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดดัชนีราคาส่งออก ที่เพิ่มขึ้นมาจากหมวดสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 2.8% ได้แก่ ทองคำ จากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก ทำให้มีความต้องการทองคำเพิ่มขึ้น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยีและการลงทุนด้าน AI และ Data Center เพิ่มขึ้นทั่วโลก และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ จากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นในหลายภูมิภาค ทำให้ความต้องการเครื่องปรับอากาศและระบบทำความเย็นในตลาดโลกเพิ่มขึ้น หมวดสินค้าเกษตรกรรม เพิ่มขึ้น 1.4% ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ตามความต้องการของตลาดหลักอย่างจีน เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และไก่สดแช่เย็น แช่แข็งและแปรรูป จากความต้องการเนื้อไก่และสินค้าไก่แปรรูปในตลาดโลกเพิ่มขึ้น และหมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่มขึ้น 0.2% ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋อง ตามความต้องการอาหารสำเร็จรูปในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง อาหารสัตว์เลี้ยง เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ทำให้ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพสูงเพิ่มขึ้น และเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ตามความต้องการของตลาดที่ขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่หมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง ลดลง 6.6% โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป เป็นผลจากอุปทานน้ำมันตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นในช่วงก่อนหน้า ขณะที่อุปสงค์ในบางประเทศชะลอลง</p>

<p>ส่วนดัชนีราคานำเข้า ที่เพิ่มขึ้นมาจากหมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น 10.9% ได้แก่ ทองคำ ตามความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น อุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตามความต้องการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อใช้ผลิตและส่งออก อาทิ แผงวงจรไฟฟ้า วงจรพิมพ์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ และสินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ตามความต้องการใช้แร่โลหะเพื่อรองรับการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่มขึ้น 6.4% ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ตามความต้องการบริโภคในประเทศ และการนำเข้าสินค้าที่มีเทคโนโลยีใหม่ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม ตามความต้องการใช้ยาและเวชภัณฑ์ในประเทศที่เพิ่มขึ้น และเครื่องประดับอัญมณี จากการนำเข้าวัตถุดิบ เช่น ทองคำ เพชร พลอย และโลหะมีค่า เพื่อใช้ในการผลิตและส่งออก หมวดสินค้าทุน เพิ่มขึ้น 4.2% ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องมือ เครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การทดสอบ ตามความต้องการสินค้าเพื่อใช้ในการลงทุนเพิ่มขึ้น และหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง เพิ่มขึ้น 2.3% โดยเฉพาะส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ตามการขยายตัวของเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ ขณะที่หมวดสินค้าเชื้อเพลิง ลดลง 9.4% ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติปิโตรเลียม น้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูป ตามทิศทางราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงในช่วงก่อนหน้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ แนวโน้มดัชนีราคาส่งออกและดัชนีราคานำเข้า เดือน มี.ค.2569 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากสหรัฐฯ ปรับมาใช้มาตรา 122 ทำให้ภาษีนำเข้าจากไทยลดลงจากอัตรา Reciprocal Tariff เดิม ซึ่งช่วยสนับสนุนการเร่งส่งออกในช่วง 150 วัน ความกังวลด้านความมั่นคงอาหาร ทำให้ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปขยายตัวต่อเนื่อง สินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูง ยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก และต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ตามราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบนำเข้า ซึ่งเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง<br />
<br />
ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและอุปสงค์ของคู่ค้าชะลอลง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อในหลายภูมิภาค ต้นทุนโลจิสติกส์และค่าระวางเรือสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กดดันความสามารถทางการแข่งขันเพิ่มขึ้น ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าและมาตรการภาษีของประเทศคู่ค้าสำคัญ และความผันผวนของค่าเงินบาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2026040371417fc3494e5fbcede57e70cbe4d3c7115345.jpg' type='image/jpg' length='348818' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ตรวจห้างท้องถิ่น จ.ปทุมธานี เผยจัดเต็มลดราคาตามโครงการ “ไทยช่วยไทย”]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157450</link>
<guid isPermaLink="false">aba455fe910aaf9421498e17d81f11bd</guid>
<pubDate>Fri, 03 Apr 2026 11:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/69ce2eccc7612.jpg" style="width: 800px; height: 535px;" /></p>

<p><strong>รองปลัดพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าในโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ที่ร้านบลูช็อป ซุปเปอร์สโตร์ ห้างท้องถิ่น จ.ปทุมธานี พบมีการปรับลดราคาจริง ตามที่ได้มีการคิกออฟไปเมื่อวันที่ 1 เม.ย.69 ที่ผ่านมา แถมห้างยังจัดโปรโมชันลดราคาสินค้าอีกหลายรายการ ยันยังไม่มีการขึ้นราคา เหตุเป็นสต็อกเก่า ส่วนการตรวจตลาดนานาเจริญ สินค้าส่วนใหญ่ทรงตัว ยกเว้น หมู ไก่ ไข่ และการตรวจปั๊ม น้ำมันมีเพียงพอ ปิดป้ายราคาถูกต้อง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2569 ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณสินค้า ร่วมกับพาณิชย์จังหวัดปทุมธานีและผู้แทนหอการค้าจังหวัดปทุมธานี ณ ร้านบลูช็อป ซุปเปอร์สโตร์ สาขาตลาดนานาเจริญ ซึ่งเป็นห้างท้องถิ่นที่จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งค้าส่งและค้าปลีก โดยพบว่า สินค้าส่วนใหญ่ยังเป็นสต๊อกสินค้าเดิมและมีปริมาณเพียงพอ จึงยังไม่มีเหตุจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาในระยะนี้ อีกทั้งมีการจัดโปรโมชันลดราคาสินค้าหลายรายการ เช่น สบู่ แชมพู กระดาษชำระ ข้าวสารบรรจุถุง น้ำมันปาล์มขวด เป็นต้น<br />
<br />
ทั้งนี้ ร้านยังได้นำสินค้าอุปโภคบริโภคในกลุ่มแบรนด์ทางเลือกหรือแบรนด์รอง (Second-tier Brand) ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายมาจำหน่าย เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน เครื่องปรุงรส น้ำมันปาล์มขวด เป็นต้น ทำให้ประชาชนสามารถเปรียบเทียบและเลือกซื้อสินค้าได้อย่างเหมาะสม ตามแนวทาง &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ที่นายกรัฐมนตรีและนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้คิกออฟไปเมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569</p>

<p>ขณะเดียวกัน ได้ไปตรวจตลาดนานาเจริญ พบว่า ราคาสินค้าส่วนใหญ่ยังคงทรงตัว ยกเว้นบางรายการที่เป็นอาหารสด เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ ราคาปรับขึ้นตามภาวะต้นทุน ในขณะที่ผักสดราคาปรับขึ้นและลงตามสภาพอากาศและปริมาณผลผลิตในแต่ละช่วงเวลา สำหรับอาหารปรุงสำเร็จส่วนใหญ่ยังคงจำหน่ายในราคาเดิม และร้านอาหารส่วนใหญ่ยังจำหน่ายในราคาเดิม และราคาเริ่มต้นที่จานละ 40 บาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการตรวจสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงบริเวณ อ.ลำลูกกา พบว่า ปริมาณน้ำมันมีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน มีการแสดงราคาจำหน่ายบริเวณหัวจ่ายและหน้าสถานีบริการอย่างถูกต้อง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ภายใต้สภาวะที่ทุกฝ่ายได้รับแรงกดดันจากต้นทุนด้านพลังงานที่ปรับสูงขึ้นในปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณสินค้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ โดยจะดำเนินการทั้งมาตรการบริหารและมาตรการทางกฎหมาย หากประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการค้าสามารถแจ้งทางสายด่วน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ&rdquo;ร.ต.จักรากล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.นลินธร อรชร ผู้บริหารร้านบลูช็อป ซุปเปอร์สโตร์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้าในร้านแต่อย่างใด พยายามจะตรึงราคาไว้ให้ได้นานที่สุด เนื่องจากสินค้าในร้านตอนนี้ ยังเป็นสต็อกเก่าอยู่ และทางร้านยังมีการจัดโปรโมชันลดราคาสินค้า และมีสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ ของที่ร้านเอง เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกในการซื้อของในราคาที่ประหยัดมากขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20260403edbde9806287668e4589f257d04bdff8115138.jpg' type='image/jpg' length='361574' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เซ็น MOU ซีพี แอ็กซ์ตร้า ซื้อสินค้าเกษตร GI นำขายในแม็คโคร-โลตัส]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156893</link>
<guid isPermaLink="false">e8a1c7be68cea5119290c88f9ea77bf8</guid>
<pubDate>Wed, 01 Apr 2026 13:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/69ccb32815df1.jpg" style="width: 800px; height: 534px;" /></p>

<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ซื้อสินค้าเกษตร GI จากเกษตรกร รวม 16 รายการ นานถึง 1 ปีเต็ม นำจำหน่ายในห้างแม็คโครและโลตัสกว่า 20 สาขา ทั้งในเมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในไทย เพื่อส่งเสริมสินค้าเกษตร GI เข้าถึงตลาดผู้บริโภค และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ผลิต</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายชุมชนผู้ผลิตกับตลาดปลายทางอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะมีการรับซื้อสินค้าเกษตรที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากกลุ่มเกษตรกรโดยตรงตลอดหนึ่งปีเต็ม รวมกว่า 16 รายการ อาทิ มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) สับปะรดบ้านคา (ราชบุรี) มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) แห้วสุพรรณ มันแกวบรบือ (มหาสารคาม) มะม่วงเบาสงขลา ส้มสายน้ำผึ้งฝาง (เชียงใหม่) กล้วยหอมทองพบพระ (ตาก) หอมแดงศรีสะเกษ เป็นต้น และนำกระจายเข้าสู่เครือข่ายห้างค้าปลีกค้าส่งภายใต้แบรนด์ Makro และ Lotus&#39;s กว่า 20 สาขาในเมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ทั้งในกรุงเทพฯ พัทยา ชลบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ ขอนแก่น เป็นต้น เพื่อช่วยสร้างรายได้อย่างมั่นคงให้แก่เกษตรกรไทยในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว กรม และบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) จะร่วมกันในการสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการสินค้า GI อย่างครบวงจร ตั้งแต่การคัดเลือกและประสานงานกลุ่มผู้ประกอบการหรือเกษตรกรผู้ผลิตที่มีศักยภาพและผ่านการประเมินระบบควบคุมคุณภาพการผลิต การรับซื้อสินค้าและจัดพื้นที่จำหน่าย การอำนวยความสะดวกในการจัดทำสัญญาซื้อขาย การให้คำปรึกษาเพื่อยกระดับสินค้าและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและข้อกำหนดของตลาด รวมทั้งการประชาสัมพันธ์และจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมศักยภาพของเกษตรกรผู้ผลิตอย่างต่อเนื่อง<br />
&ldquo;กรมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นโมเดลสำคัญในการยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ช่องทางการจำหน่ายที่มีศักยภาพ ช่วยขยายการรับรู้ในวงกว้าง และเพิ่มโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้า GI ที่มีคุณภาพได้มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการท้องถิ่น ผ่านการเปิดตลาดและเพิ่มช่องทางจำหน่ายสู่ตลาดมูลค่าสูง โดยกรมจะเดินหน้าส่งเสริมสินค้า GI ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเกษตร ซึ่งมีจำนวนกว่า 170 รายการ หรือราว 67% ของสินค้า GI ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทั้งหมด 254 รายการ เพื่อนำไปสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกรและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนอย่างยั่งยืน&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสมนึก ยอดดำเนิน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารสินค้าอาหารสด บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมีความยินดีที่ได้ร่วมสนับสนุนเกษตรกรไทย โดยใช้ศักยภาพเครือข่ายธุรกิจในการเชื่อมโยงสินค้าเกษตร GI จากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง ซึ่งสินค้า GI ไทยได้รับการยอมว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและอัตลักษณ์โดดเด่น การนำสินค้าเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายที่มีศักยภาพจึงช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาด และยกระดับสินค้าในเชิงพาณิชย์ ทั้งด้านมาตรฐาน คุณภาพ และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดสมัยใหม่ พร้อมสร้างรายได้ที่มั่นคงกลับคืนสู่เกษตรกรในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โอกาสนี้ ผู้บริหารบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า ได้นำคณะกรมทรัพย์สินทางปัญญาและผู้ร่วมงาน เยี่ยมชมโซนจำหน่ายสินค้าเกษตร GI ภายในห้างแม็คโคร สาขาลาดพร้าว พร้อมนำเสนอ 2 เมนูพิเศษจากวัตถุดิบ GI&nbsp;โดยฝืมือเชฟเบนซ์ วีรเทพ อาจอาคม จากร้าน Gin Kitchen Thonglor เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้มีลิ้มลองรสชาติความอร่อยของวัตถุดิบ GI อันเป็นเอกลักษณ์ โดยเมนูดังกล่าวประกอบด้วย &ldquo;ต้มแซ่บพะโล้กุ้งแม่น้ำต้มเผือกหม้อไฟ&rdquo;&nbsp;จากวัตถุดิบ GI กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์ ที่มีเนื้อเหนียวนุ่ม รสชาติหวานไม่มีกลิ่นคาว ผสานกับเผือกหอมบ้านหมอ (สระบุรี) ที่มีเนื้อร่วนซุยและมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ได้อย่างลงตัว รวมทั้งเมนูของหวาน &ldquo;เครปใบเตยครีมมะพร้าวอ่อนคาลัว&rdquo; โดยมีวัตถุดิบหลักคือมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) มะพร้าวจากพื้นที่ลุ่มชายฝั่งทะเล ซึ่งมีเนื้อมะพร้าวเหนียวนุ่ม หอมหวานชื่นใจ และมีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202604018d0950a2922a28e9d23b048da7928d6a133923.jpg' type='image/jpg' length='299736' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์-พลังงาน-คลัง” ลุยดูแลกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร ธุรกิจ เจอน้ำมันผันผวน]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156891</link>
<guid isPermaLink="false">708d69b95e6e0adbcfa359cac4eca546</guid>
<pubDate>Wed, 01 Apr 2026 13:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/69cc7c90e321c.jpg" style="width: 800px; height: 532px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;ประชุมร่วมสามหน่วยงาน &ldquo;พาณิชย์-พลังงาน-คลัง&rdquo; ติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก ผลกระทบต่อประชาชน และกำหนดแนวทางการดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถผ่านช่วงความผันผวนด้านพลังงานไปได้</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมร่วมกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 ที่กระทรวงพาณิชย์ ว่า ภาครัฐได้บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนและผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยมุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างความมั่นใจในช่วงสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน และยังแลกเปลี่ยนข้อมูล กำหนดแนวทางบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ประชาชน มิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือเชิงนโยบายเพื่อให้การดูแลประชาชนเป็นไปอย่างรอบด้าน<br />
<br />
โดยที่ประชุมเห็นว่า ความผันผวนของราคาน้ำมัน ส่งผลต่อหลายภาคส่วน ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ทั้งสามหน่วยงาน (พาณิชย์-พลังงาน-คลัง) จึงร่วมกันกำหนดแนวทางกำกับดูแล โดยให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย ควบคู่กับการประคองภาคธุรกิจไม่ให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผ่านไปยังผู้บริโภค โดยเตรียมมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม อาทิ ผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการขนส่ง เกษตรกร และภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เพื่อประคองเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน</p>

<p>ทั้งนี้ จะมีการติดตามโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่การกลั่น การขนส่ง จนถึงการจำหน่าย เพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมพิจารณากำหนดกรอบค่าการกลั่นในลักษณะช่วงอัตราสูง&ndash;ต่ำ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภค และไม่ให้เกิดการซ้ำเติมความเดือดร้อนของสังคม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้มีการหารือแนวทางเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน โดยการสำรวจแหล่งพลังงานเพิ่มเติมและเพิ่มทางเลือกในการจัดหา เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก ขณะเดียวกัน จะเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล หากพบการกักตุนหรือเอาเปรียบผู้บริโภค จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ความร่วมมือของทั้งสามกระทรวงในครั้งนี้ มุ่งลดผลกระทบก่อนส่งถึงประชาชน และสร้างความมั่นใจว่าภาครัฐกำลังดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถผ่านช่วงความผันผวนของราคาพลังงานไปได้ร่วมกัน&rdquo;นางศุภจีกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20260401266087db80234d8782e0e3ce627702c0133704.jpg' type='image/jpg' length='452470' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ค้าภายในนัดถก “หมู-ไก่-ไข่” 2 เม.ย.นี้ เกาะติดผลผลิต วางแนวทางบริหารจัดการราคา]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156889</link>
<guid isPermaLink="false">b43ed7de15bf2691a4c44ec60c5f5614</guid>
<pubDate>Wed, 01 Apr 2026 13:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/69cb83190a4cd.jpg" style="width: 800px; height: 532px;" /></p>

<p><strong>กรมการค้าภายในนัดผู้ผลิตสุกร ไก่ และไข่ไก่ หารือ 2 เม.ย.นี้ ติดตามสถานการณ์ผลผลิต ภาวะการค้า และแนวทางบริหารจัดการราคาจำหน่ายร่วมกัน เพื่อดูแลเกษตรกรให้อยู่ได้ และไม่เป็นภาระกับประชาชนในช่วงภาวะวิกฤต เผยไข่ไก่ ยังมีผลผลิตเกินความต้องการ รวมถึงสุกร ส่วนราคาไข่ที่ปรับขึ้น เหตุอากาศร้อน แม่ไก่ไข่ลดลง หมูก็เช่นเดียวกัน ร้อนทำโตช้า</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามสถานการณ์การผลิตและภาวะการค้าไข่ไก่ สุกร และเนื้อไก่อย่างใกล้ชิดมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับค้าส่งและค้าปลีก เพื่อประเมินสถานการณ์ผลผลิต ต้นทุน และแนวโน้มราคาอย่างรอบด้าน และยังได้กำหนดนัดหารือร่วมกับกลุ่มผู้ผลิตสุกร ไก่ และไข่ไก่ วันที่ 2 เม.ย.2569 ในประเด็นปริมาณผลผลิต สถานการณ์ปัจจุบัน ภาวะการค้า และแนวทางการบริหารจัดการราคาจำหน่ายร่วมกัน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยคำนึงถึงทั้งเกษตรกร ผู้ผลิต และไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในช่วงวิกฤติ และให้มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสถานการณ์ไข่ไก่ในปัจจุบัน พบว่า มีผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 43.49 ล้านฟองต่อวัน เพียงพอต่อความต้องการบริโภคที่เฉลี่ยประมาณ 43 ล้านฟองต่อวัน ส่วนผลผลิตสุกรมีปริมาณประมาณ 0.066 ล้านตัวต่อวัน สูงกว่าความต้องการบริโภคที่อยู่ที่ประมาณ 0.056 ล้านตัวต่อวัน สะท้อนว่าภาพรวมปริมาณสินค้าในระบบยังคงเพียงพอ</p>

<p>ส่วนการปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มของสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เป็นฟองละ 3.60 บาท จากเดิมฟองละ 3.40 บาทนั้น เป็นการปรับราคาที่สะท้อนต้นทุนการผลิตปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ฟองละ 3.29 บาท โดยมีสาเหตุหลักจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ.2569 ส่งผลให้แม่ไก่ให้ผลผลิตลดลง เกษตรกรมีรายได้จากการจำหน่ายไข่ไก่น้อยลง ขณะเดียวกันยังต้องรับภาระต้นทุนด้านน้ำและไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น จากการใช้อุปกรณ์ระบายความร้อนภายในฟาร์มเพื่อลดผลกระทบจากอุณหภูมิสูง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านราคาสุกรหน้าฟาร์มที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 72 บาทต่อกิโลกรัม จากสัปดาห์ก่อนที่อยู่ในช่วง 70&ndash;72 บาทต่อกิโลกรัม เป็นราคาที่ใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิตปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 68.57 บาทต่อกิโลกรัม และยังอยู่ในช่วงราคาที่กรมกำกับดูแล โดยสาเหตุที่ราคาขยับเกิดจากรอบการผลิตสุกรในช่วงอากาศร้อน ซึ่งทำให้หมูกินอาหารน้อยลงและโตช้า โดยหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 78.26 บาทต่อกิโลกรัม ถือว่าราคาในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202604012003e12a4e99f6565bf684567733358e133103.jpg' type='image/jpg' length='244728' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ค้าภายในติดตามสินค้า สต็อกเพียงพอ ราคาปกติ ย้ำจะขึ้นต้องมีเหตุผล-ขออนุญาต]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156496</link>
<guid isPermaLink="false">409b694179b5415f5363e87ccd3231f9</guid>
<pubDate>Tue, 31 Mar 2026 10:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/69cb28fd93227.jpg" style="width: 800px; height: 532px;" /></p>

<p><strong>กรมการค้าภายในเผยผลหารือผู้ประกอบการห้างค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ และห้างท้องถิ่นล่าสุด ติดตามทั้งสต็อกสินค้า การกระจายสินค้า และแนวโน้มราคา พบยังเป็นปกติ สินค้ามีเพียงพอ ยังไม่มีการปรับขึ้นราคา และมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่อเนื่อง เผยเริ่มมีซัปพลายเออร์บางราย ยื่นขอปรับราคา แต่ห้างยืนยันยังไม่ปรับ หากไม่มีหนังสืออนุญาตมาแนบ พร้อมย้ำสินค้าอุปโภคบริโภคในบัญชีควบคุม หากจะปรับราคา ต้องขออนุญาตก่อน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการเชิญผู้ประกอบการห้างค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ และห้างท้องถิ่น เข้าหารือ เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ราคาสินค้าและปริมาณสินค้าอุปโภคบริโภค เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา ว่า การหารือครั้งนี้ มุ่งเน้นการติดตามสถานการณ์จริง ทั้งด้านสต็อกสินค้า การกระจายสินค้า และแนวโน้มราคาจำหน่ายหน้าร้าน โดยผู้ประกอบการทุกรายรายงานตรงกันว่า ปัจจุบันสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นยังมีปริมาณเพียงพอ จำหน่ายได้ตามปกติ ไม่พบการขาดแคลน และยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้าในภาพรวมแต่อย่างใด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยผู้ประกอบการยังยืนยันว่า หลายสินค้ายังคงมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและโปรโมชันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลดราคาเฉพาะช่วงเวลา การจัดสินค้าราคาพิเศษ และการทำแคมเปญร่วมกับผู้ผลิต เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยห้างค้าปลีกยังคงใช้นโยบายแข่งขันด้านราคาและโปรโมชัน เพื่อรักษากำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงที่ค่าครองชีพยังเป็นประเด็นสำคัญ</p>

<p>ทั้งนี้ ห้างค้าปลีกยังแจ้งว่า แม้จะมีซัปพลายเออร์บางราย เริ่มยื่นความประสงค์ขอปรับราคาสินค้า โดยอ้างต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง แต่ได้ยืนยันชัดเจนว่า จะยังไม่พิจารณาปรับราคาจำหน่าย หากยังไม่มีหนังสืออนุญาตจากกรมการค้าภายใน เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ และเพื่อป้องกันการปรับราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง โดยกรมได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการร่วมกันดูแลเสถียรภาพราคาสินค้า และขอความร่วมมือบริหารจัดการสต๊อกสินค้าให้เพียงพอ &nbsp;กระจายสินค้าเข้าสู่ทุกสาขาอย่างทั่วถึง และชะลอการปรับขึ้นราคาในช่วงที่สถานการณ์ต้นทุนยังอยู่ระหว่างการประเมิน<br />
&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน กรมยังได้กำชับว่าการปรับราคาสินค้าควบคุม ต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด โดยผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้จำหน่าย จะต้องแจ้งรายละเอียดโครงสร้างต้นทุนและขออนุญาตก่อนดำเนินการ ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าควบคุมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าจำเป็น อาทิ นมและผลิตภัณฑ์นม อาหารกึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำมันปาล์มบรรจุขวด รวมถึงสินค้าอุปโภคในชีวิตประจำวัน 6 รายการ ได้แก่ สบู่ก้อนและสบู่เหลว ผงซักฟอกและน้ำยาซักผ้า แชมพู น้ำยาล้างจาน ผ้าอนามัย และกระดาษชำระ หากมีการปรับราคาจะต้องแจ้งขออนุญาตล่วงหน้าตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด<br />
<br />
&ldquo;จากการติดตามข้อมูลล่าสุด ภาพรวมสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศยังอยู่ในภาวะปกติ สินค้ามีเพียงพอ ห้างค้าปลีกยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้า และยังคงจัดโปรโมชันในหลายรายการอย่างต่อเนื่อง ประชาชนจึงสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ตามปกติ โดยกรมจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อเนื่องต่อไป เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมด้านราคาและช่วยดูแลค่าครองชีพของประชาชนอย่างเต็มที่&rdquo;นายฉันทพัทธ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมประชุม ได้แก่ สมาคมผู้ค้าปลีกไทย บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เทสโก้ โลตัส แม็คโคร ท็อปส์ เดอะมอลล์ กรุ๊ป เซเว่นอีเลฟเว่น โลตัสส์ โก เฟรช สยามพิวรรธน์ ฟู้ดแลนด์ ซีเจ มอร์ และผู้แทนห้างท้องถิ่น (YTS)</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20260331f9c1f8b91e9e019d885e803933f3df05102744.jpg' type='image/jpg' length='432871' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”นำทัพผู้ประกอบการไทย เดินทางไปเจรจาซื้อขายมันสำปะหลัง ที่นครฉงชิ่ง]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156495</link>
<guid isPermaLink="false">5b04ccce297c91c5e3e3768ddc26927d</guid>
<pubDate>Tue, 31 Mar 2026 10:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/69cb2359bcfc7.jpg" style="width: 800px; height: 644px;" /></p>

<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศ เตรียมนำคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและเอกชนในอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง เดินทางไปนครฉงชิ่ง ของจีน พบปะหารือและเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการจีน มั่นใจเปิดตลาดได้เพิ่มขึ้นแน่ ทั้งการนำไปผลิตพลุ กาว กระดาษ เคมีภัณฑ์ พร้อมเข้าศึกษาดูงานระบบการขนส่งสินค้า หวังนำใช้เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและกระจายสินค้าไทย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมมีกำหนดการนำคณะผู้แทนภาครัฐและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยรวม 17 ราย เดินทางไปยังนครฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อขยายโอกาสและสร้างเครือข่ายทางการค้ามันสำปะหลังไทย และจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการของจีนกว่า 20 ราย ในวันที่ 8 เม.ย.2569 โดยมั่นใจว่าจะช่วยสร้างโอกาสทางการค้าและยกระดับเครือข่ายธุรกิจมันสำปะหลังไทยในตลาดจีน โดยเฉพาะการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่ใช้มันสำปะหลังของจีน อาทิ แป้งมันดัดแปร (Modified Starch) แป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม ที่กำลังเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู ในการเชิญผู้ประกอบการจีนในอุตสาหกรรมที่ใช้มันสำปะหลัง มาพบปะหารือและเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยได้มีโอกาสพบปะกับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพของจีน ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นภาคอุตสาหกรรมสำคัญที่มีการใช้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ โดยเฉพาะแป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียมที่เป็นสินค้าคุณภาพสามารถใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้หลากหลาย อาทิ การผลิตพลุ กาว กระดาษ เคมีภัณฑ์ และผู้ประกอบการไทยยังจะได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ทางการค้า และแนวโน้มความต้องการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของจีน ทำให้นำข้อมูลมาพัฒนาสินค้าได้ตรงกับความต้องการได้มากยิ่งขึ้น</p>

<p>จากนั้น วันที่ 9 เม.ย.2569 กรมมีกำหนดนำคณะผู้ประกอบการไทยเข้าศึกษาระบบการขนส่งสินค้า ณ ศูนย์นิทรรศการการแสดงระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศของนครฉงชิ่ง (Chongqing Inland International Logistics Hub Exhibition Center) ซึ่งแสดงแบบจำลองการขนส่งระหว่างทางบกกับทางทะเล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและกระจายสินค้าจากอาเซียนไปยังจีนไปแถบตะวันตกของจีน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน และขยายโอการทางการค้าไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของจีนต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กรมเชื่อมั่นว่าการดำเนินการในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดความสัมพันธ์ทางการค้ามันสำปะหลังที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างกัน และสร้างโอกาสให้สินค้ามันสำปะหลังไทยสามารถขยายตลาดในเมืองอื่น ๆ ของจีน พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
จีนเป็นตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังอันดับ 1 ของไทย คิดเป็น 56.13% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยปี 2568 ไทยส่งออกไปยังจีนปริมาณ 6 ล้านตัน มูลค่า 1,621 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้น 1.81 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 43.2% โดยมีสัดส่วนสินค้าส่งออกไปจีน เรียงลำดับตามมูลค่า ดังนี้ 1.มันเส้น 44.29% 2.แป้งมันสำปะหลังดิบ 40.58% 3.แป้งมันสำปะหลังแปรรูป 11.31% 4.มันอัดเม็ด 3.37% และ 4.ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอื่น ๆ อาทิ สาคู กากมัน 0.45%</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202603317be5ffe145b8f6603064bc2dd0a0154a102557.jpg' type='image/jpg' length='227204' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค. เผยทองคำ ขยับจากสินทรัพย์ สู่ตัวแปรทางเศรษฐกิจ กระทบทั้งค่าเงิน-ส่งออก]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156493</link>
<guid isPermaLink="false">4664545baae4767ece54e6f333ede177</guid>
<pubDate>Tue, 31 Mar 2026 10:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/69ca3f1785ac7.jpg" style="width: 800px; height: 533px;" /></p>

<p><strong>สนค.เผยทองคำ ขยับจากสินทรัพย์เพื่อการออมหรือการลงทุน มาเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ทั้งค่าเงินบาท และการส่งออก หลังเกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ความต้องการทองคำเพิ่มขึ้น และมีการเก็งกำไรทองคำเพิ่มขึ้น ยันการรายงานตัวเลขส่งออก มีทั้งรวมทองคำและตัดทองคำออก เพื่อให้เห็นภาพเศรษฐกิจที่ชัดเจน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2568 ทองคำได้ก้าวขึ้นจากการเป็นเพียงสินทรัพย์เพื่อการออมหรือการลงทุน มาเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อกระแสเงินทุน ค่าเงินบาท และโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ โดยเป็นผลมาจากราคาทองคำโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้กิจกรรมการซื้อขาย การนำเข้า และการส่งออกทองคำของไทยขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในภาคการเงิน ภาคการผลิต และภาคการค้า และยังสะท้อนความจำเป็นในการแยกวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจที่รวมและไม่รวมทองคำ เพื่อให้การประเมินภาวะเศรษฐกิจและการกำหนดนโยบายมีความแม่นยำยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ปัจจุบันทองคำไม่ใช่เพียงเครื่องประดับหรือสินทรัพย์เพื่อการออมของคนไทยเท่านั้น แต่ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อกระแสเงินทุนและทิศทางค่าเงินบาท โดยเฉพาะในช่วงปี 2568 ซึ่งราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวอยู่ในระดับสูงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้นักลงทุนหันทั่วโลกเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยไทยซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าทองคำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับผลจากปัจจัยดังกล่าวโดยตรง ทำให้กิจกรรมการซื้อขาย รวมถึงการส่งออกและนำเข้าทองคำขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลต่อภาคการเงิน ค่าเงินบาท และภาคเศรษฐกิจบางส่วนทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วย&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปี 2568 มูลค่าการส่งออกทองคำของไทยเติบโตขึ้นอย่างโดดเด่น โดยทองคำแท่งมีสัดส่วน 3.8% ของมูลค่าการส่งออกรวม เพิ่มขึ้น 48.5% โดยส่วนใหญ่เป็นการส่งออกเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคาโลก ด้านการนำเข้า แม้ปริมาณการนำเข้าทองคำแท่งจะลดลงเล็กน้อย แต่มูลค่าการนำเข้ากลับเพิ่มขึ้นตามระดับราคาทองคำที่สูงขึ้น การขยายตัวดังกล่าวสอดคล้องกับราคาทองคำโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกัน ราคาทองคำที่ทำระดับสูงสุดใหม่ ยังจูงใจให้นักลงทุนและผู้ถือครองทองคำในประเทศทยอยขายทำกำไร สำหรับราคาทองคำในประเทศ เมื่อต้นปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 42,500 บาทต่อบาททองคำ และปรับเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 65,000 บาทต่อบาททองคำในช่วงปลายปี หรือเพิ่มขึ้นราว 53% ภายในปีเดียว</p>

<p>อย่างไรก็ตาม แม้ทองคำจะถูกมองเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนเป็นหลัก แต่ในภาคการผลิตจริง ทองคำนำเข้าถือเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งสร้างการจ้างงานให้กับคนไทยกว่า 7 แสนคน โดยไทยนำเข้าทองคำดิบและกึ่งแปรรูปเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตเครื่องประดับ เช่น ทองคำ 18K และ 22K ที่มีมูลค่าเพิ่มจากการออกแบบและฝีมือช่าง ช่วยยกระดับมูลค่าสินค้าและศักยภาพการส่งออกของไทย และทองคำยังถูกใช้ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในปริมาณจำกัด สำหรับแผ่นวงจรพิมพ์และขั้วต่อสัญญาณ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรมส่งออกของประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ การขยายตัวของการส่งออกทองคำ ช่วยเสริมเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทย โดยทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นจาก 262,186 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เป็น 305,597 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 16.6% โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ปัจจัยสำคัญมาจากราคาทองคำที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้มูลค่าทางบัญชีของทองคำที่ถือครองเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจากการส่งออกทองคำ ในด้านอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาท ณ ปลายปี 2568 แข็งค่าขึ้นประมาณ 9.4% เมื่อเทียบกับต้นปี ซึ่งช่วยลดต้นทุนการนำเข้าสินค้าสำคัญ เช่น น้ำมัน เครื่องจักร และวัตถุดิบ และช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อภายในประเทศบางส่วน แต่การแข็งค่าที่รวดเร็วและสูงกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ได้กระทบความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกบางกลุ่ม โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต (OEM) ที่มีอัตรากำไรต่ำและแข่งขันด้านราคาเป็นหลัก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ไทยมีตลาดทองคำที่มีสภาพคล่องค่อนข้างสูง และในช่วงที่ราคาทองคำโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น นักลงทุนบางส่วนอาจขายทองคำเพื่อทำกำไร โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หรือแอปพลิเคชัน ซึ่งธุรกรรมดังกล่าวมักอ้างอิงราคาทองคำในตลาดโลกที่ซื้อขายเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ในบางกรณี เมื่อเงินดอลลาร์สหรัฐถูกแลกกลับมาเป็นเงินบาท อาจทำให้เกิดแรงซื้อเงินบาทในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในบางช่วงเวลา และอาจมีส่วนต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในระยะสั้น แต่ค่าเงินบาทไม่ได้ขึ้นอยู่กับธุรกรรมทองคำเพียงปัจจัยเดียว ยังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคอื่น เช่น ดุลบัญชีเดินสะพัด กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ นโยบายอัตราดอกเบี้ย และการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยในบางช่วงเวลาที่ราคาทองคำผันผวนมาก มูลค่าธุรกรรมซื้อขายทองคำอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้กระแสเงินจากธุรกรรมดังกล่าวอาจมีบทบาทต่อทิศทางค่าเงินบาทในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวตามภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยพื้นฐานเป็นสำคัญ อีกทั้ง ในปี 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทยและภาคเอกชน ได้สนับสนุนการซื้อขายทองคำด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น Gold Wallet และ USD Trading เพื่อลดความจำเป็นในการแลกเงินบาทโดยตรง โดยยังต้องติดตามประสิทธิผลของมาตรการดังกล่าวในระยะต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;เหตุการณ์ในปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่า การขยายตัวของมูลค่าการส่งออกที่รวมทองคำอาจไม่สะท้อนความแข็งแกร่งที่แท้จริงของภาคส่งออกไทย ดังนั้น การพิจารณาสถิติการส่งออกที่ไม่รวมทองคำ จึงมีความสำคัญต่อการประเมินภาวะเศรษฐกิจและการกำหนดนโยบายอย่างแม่นยำ และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สนค. ได้จัดทำรายงานมูลค่าการส่งออกที่ไม่รวมทองคำ น้ำมัน และยุทธปัจจัยเป็นประจำทุกเดือน เพื่อสะท้อนศักยภาพการส่งออกที่แท้จริงของไทย และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มีความชัดเจนและแม่นยำมากยิ่งขึ้นในอนาคต&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202603314d4c255766c7146657a22aee74d3cb9f102310.jpg' type='image/jpg' length='374670' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ลุยปราบนอมินีแอบทำธุรกิจท่องเที่ยว เกาะลันตา จ.กระบี่ เจอผิด 5 ราย]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156080</link>
<guid isPermaLink="false">dcd492983322facf3b5aff87a97e87c6</guid>
<pubDate>Mon, 30 Mar 2026 09:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/69c781179c88d.jpg" style="width: 600px; height: 450px;" /></p>

<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือหน่วยงานพันธมิตร ลงพื้นที่ตรวจสอบนอมินี ธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ทั้งโรงแรม บริษัทนำเที่ยว ธุรกิจดำน้ำ และร้านอาหาร ที่เกาะลันตา จ.กระบี่ พบ 5 ราย เข้าข่ายผิดกฎหมาย ใช้คนไทยถือหุ้นแทน มีการอำพรางบัญชี โยกทรัพย์สินกลับประเทศ และเลี่ยงภาษี เร่งส่งไม้ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอาผิดทางกฎหมายให้ถึงที่สุด สกัดทุนต่างชาติแอบแฝงทำธุรกิจ และสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทย</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 26-27 มี.ค.2569 กรมได้ส่งทีมปราบนอมินีลงพื้นที่ ณ เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว โดยสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคใต้ เขต 2 สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกระบี่ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดกระบี่ เพื่อตรวจสอบนอมินีและผู้ประกอบการต่างด้าวที่ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยลงพื้นที่เป้าหมายที่เป็นสถานประกอบการในกลุ่มธุรกิจโรงแรม บริษัทนำเที่ยว ธุรกิจดำน้ำ และธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งธุรกิจดังกล่าวถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงจากข้อมูลเชิงลึกด้านทะเบียนนิติบุคคลและธุรกรรมทางการเงิน<br />
<br />
สำหรับผลการลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจในจังหวัดกระบี่ พบว่า มี 5 ธุรกิจที่เข้าข่ายกระทำความผิด โดยพฤติการณ์ของธุรกิจนอมินีที่ตรวจพบส่วนใหญ่จะเป็นการให้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ หรือบริหารกิจการแทนโดยไม่มีอำนาจที่แท้จริง ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยวและการประกอบธุรกิจโรงแรม และพ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522</p>

<p>นอกจากนี้ จากการสอบสวนเบื้องต้น พบว่า บางรายมีการจัดทำเอกสารทางบัญชีและโครงสร้างผู้ถือหุ้นเพื่ออำพรางแหล่งที่มาของเงินลงทุน และมีการโยกย้ายผลประโยชน์กลับไปยังต่างประเทศอย่างเป็นระบบ สะท้อนให้เห็นถึงเครือข่ายการดำเนินธุรกิจที่มีลักษณะซับซ้อน และอาจเชื่อมโยงกับการหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งกรมจะส่งข้อมูลที่ตรวจพบในครั้งนี้ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และกรมสรรพากร เพื่อดำเนินการทางกฎหมายขั้นสูงสุดต่อไป<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายเชิงรุกของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งรักษาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ โดยการจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวไทยเดินหน้าเข้าสู่เฟสเข้มข้น เร่งตรวจสอบการดำเนินธุรกิจที่เข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการใช้นอมินีอำพรางการถือหุ้นของชาวต่างชาติ ซึ่งถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยมาอย่างต่อเนื่อง ปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจท่องเที่ยวของไทย ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงการฝ่าฝืนกฎหมายเท่านั้น แต่ยังบิดเบือนโครงสร้างธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรมของธุรกิจไทย โดยธุรกิจที่มีทุนต่างชาติแฝงมักมีความได้เปรียบด้านเงินทุน ทำให้สามารถตัดราคา หรือขยายกิจการได้รวดเร็ว ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบในระยะยาว การปล่อยให้ธุรกิจนอมินีขยายตัวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย ทั้งในด้านการแข่งขันด้านราคา&nbsp; การเข้าถึงทรัพยากร และการผูกขาดตลาดในบางพื้นที่ท่องเที่ยว ขณะเดียวกันยังทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีจำนวนมาก และบั่นทอนภาพลักษณ์ความโปร่งใสของประเทศในสายตานักลงทุนต่างชาติ<br />
<br />
ทั้งนี้ ผู้กระทำความผิดมีโทษตามกฎหมาย จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในกรณีที่ยังฝ่าฝืนต่อเนื่องมีโทษปรับรายวันเพิ่มเติม ส่วนผู้ที่ให้การสนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจ เช่น ผู้ถือหุ้นนอมินี นักบัญชี หรือที่ปรึกษาทางกฎหมาย อาจถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิด ทั้งนี้ กรมขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการถือหุ้นและการบริหารกิจการที่ต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง พร้อมเตือนว่าการรับจ้างเป็นนอมินี แม้ว่าจะได้รับผลตอบแทนเพียงเล็กน้อย แต่ไม่คุ้มค้ากับความเสี่ยงสูงต่อการถูกดำเนินคดีและผลกระทบในอนาคตตามมา</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202603301dd21fb3340b6325f0d86a13641d4074094458.jpg' type='image/jpg' length='353823' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ตรวจสอบปุ๋ย ตามที่เกษตรกรร้องเรียน พบขายราคาสูง เร่งเช็กต้นทุนก่อนฟัน]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156076</link>
<guid isPermaLink="false">b69e67e7422c33ad2b6081b8bd9854ec</guid>
<pubDate>Mon, 30 Mar 2026 09:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/69c65a656346b.jpg" style="width: 600px; height: 450px;" /></p>

<p><strong>กรมการค้าภายในแจ้งผลการลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายปุ๋ยเคมีแพง พื้นที่ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา พบมีการขายในราคาสูง เข้าตรวจสอบเอกสารหลักฐานการซื้อย้อนหลังแล้ว หากพบขายแพง ดำเนินคดีเด็ดขาด รวมทั้งขยายผลถึงต้นทางและผู้ที่เกี่ยวข้อง ย้ำจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มงวดต่อไป หากเกษตรกรหรือประชาชนพบเห็นการเอาเปรียบ ขอให้แจ้งสายด่วน 1569 หรือผ่าน Line @Mr.DIT</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าหลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรเกี่ยวกับการจำหน่ายปุ๋ยเคมีในราคาสูงผิดปกติในพื้นที่ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า กรมได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สายตรวจเฉพาะกิจ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยทันที โดยได้สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ตำรวจสอบสวนกลาง ดำเนินการล่อซื้อปุ๋ยเคมีตามข้อร้องเรียนเพื่อเก็บพยานหลักฐาน โดยพบการจำหน่ายปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 ในราคากระสอบละ 1,190 บาท ซึ่งมีราคาสูง เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบเอกสารการจำหน่ายและข้อมูลทางการค้าที่เกี่ยวข้องทันที<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ จะเรียกเอกสารหลักฐานการจัดซื้อปุ๋ยมาจำหน่ายย้อนหลัง อาทิ ใบกำกับภาษี หลักฐานการรับสินค้า และข้อมูลต้นทุนทั้งหมด เพื่อนำมาตรวจสอบโครงสร้างราคาว่ามีความสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงหรือไม่ หากพบว่าต้นทุนไม่มีการปรับเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการมีการปรับราคาจำหน่ายสูงขึ้นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ถือเป็นการฉวยโอกาสทางการค้า และเป็นการซ้ำเติมพี่น้องเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเป็นปัจจัยการผลิตหลัก โดยเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 กำหนดห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการใด ๆ โดยจงใจทำให้ราคาสินค้าต่ำเกินสมควร หรือสูงเกินสมควร หรือก่อให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคาสินค้าหรือบริการ โดยหากตรวจพบความผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด</p>

<p>ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลการตรวจสอบไปยังร้านค้าส่ง รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การกระจายสินค้า เพื่อตรวจสอบที่มาของราคาและป้องกันการกำหนดราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง หากพบว่ามีการร่วมกันกำหนดราคาหรือมีพฤติการณ์เอาเปรียบผู้ซื้อ ก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดทุกรายต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากรกล่าวว่า กรมจะไม่ปล่อยให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกที่เกษตรกรมีความจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยในปริมาณมาก เพราะการจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรมย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และต้นทุนของเกษตรกร รวมถึงอาจกระทบต่อเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรในภาพรวมของประเทศ โดยกรมจะเดินหน้าติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้าและลดภาระต้นทุนให้แก่พี่น้องเกษตรกร<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือเกษตรกรและประชาชน ร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง หากพบการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงผิดปกติหรือมีพฤติการณ์ฉวยโอกาส สามารถแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือผ่านแอปพลิเคชัน Mr.DIT เมนู &ldquo;รับเรื่องร้องเรียน&rdquo; ซึ่งประชาชนสามารถรายงานข้อมูล แนบภาพถ่าย และคลิปวิดีโอประกอบการร้องเรียน เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20260330b156456665f648cc85b36546fa52689d094232.jpg' type='image/jpg' length='388027' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ดันข้าวอินทรีย์ไทยสู่ตลาดโลก ลุยโปรโมตสร้างการรับรู้ พาเปิดตัวงานแฟร์]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/146578</link>
<guid isPermaLink="false">b24c733119f90e2ed0a5754546b0a604</guid>
<pubDate>Wed, 04 Feb 2026 10:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/6982b70dc0327.jpg" style="width: 600px; height: 400px;" /></p>

<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเดินหน้าส่งเสริมตลาดและประชาสัมพันธ์ข้าวอินทรีย์ไทย เตรียมจัดคณะผู้แทนการค้าไปสวิสและเยอรมนี เดือน ก.พ.นี้ พบปะหารือกับหน่วยงาน องค์กรด้านข้าวอินทรีย์ และผู้นำเข้า พร้อมจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคข้าวอินทรีย์ไทยร่วมกับร้านอาหาร Thai SELECT เผยยังจะนำวิสาหกิจชุมชน SME เข้าร่วมแสดงสินค้าในงาน BIOFACH 2026 และ NPEW 2026 ด้วย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2569 กรมมีแผนดำเนินโครงการส่งเสริมตลาดและประชาสัมพันธ์ข้าวอินทรีย์ไทย เพื่อเร่งยกระดับข้าวอินทรีย์ไทยที่มีคุณภาพสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ในตลาดพรีเมียมทั่วโลก ตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการเพิ่มมูลค่าและสร้างความยั่งยืนให้ภาคการเกษตรไทย โดยเดือน ก.พ.2569 มีกำหนดจัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปเจรจาขยายตลาดและกระชับความสัมพันธ์ทางการค้า ณ สมาพันธรัฐสวิส และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการเดินทางไปครั้งนี้ จะพบปะหารือกับหน่วยงาน องค์กรด้านข้าวอินทรีย์ รวมถึงผู้นำเข้าข้าวรายสำคัญ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกด้านแนวโน้มตลาด มาตรฐาน และความต้องการของผู้บริโภค อันจะช่วยเปิดโอกาสใหม่ ๆ ในการส่งออกข้าวอินทรีย์และผลิตภัณฑ์จากข้าวอินทรีย์ของไทย<br />
<br />
ทั้งนี้ ยังจะจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคข้าวอินทรีย์ไทย &ldquo;Healthy Life by Thai Organic Rice&rdquo; ภายใต้แคมเปญ Thai Organic Rice x Thai SELECT : Taste Thailand Taste Organic Rice โดยจะร่วมมือกับร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในเมืองซูริค สมาพันธรัฐสวิส และนครแฟรงก์เฟิร์ต สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี รวมประมาณ 10 แห่ง จัดแคมเปญส่งเสริมการขายเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของข้าวอินทรีย์ไทยในมิติของสุขภาพ รสชาติ และความประณีตที่ใส่ใจในคุณภาพมาตรฐาน และพิถีพิถันในการผลิต ผ่านเมนูอาหารไทยคุณภาพ</p>

<p>โดยลูกค้าที่สั่งเมนูพิเศษจากข้าวอินทรีย์ไทย สามารถร่วมลงทะเบียนสะสมแต้มเพื่อลุ้นรับรางวัลพิเศษ อาทิ ตั๋วเครื่องบินไป&ndash;กลับประเทศไทย คอร์สเรียนทำอาหารไทย และ Gift Voucher ทานอาหารไทย ณ ร้าน Thai SELECT โดยจะมีการเชิญผู้นำเข้ารายสำคัญ Influencers ท้องถิ่น และสื่อมวลชน เข้าร่วมพิธีเปิดและกิจกรรม Kick-off เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง<br />
<br />
ขณะเดียวกัน กรมมีแผนต่อยอดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวอินทรีย์ไทยร่วมกับ Key Influencers ที่มีชื่อเสียงในตลาดสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน และสหภาพยุโรป ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ในช่วงไตรมาสที่ 3&ndash;4 ของปีงบประมาณ 2569 ด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมยังจะนำผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน และ SME รวม 12 ราย เข้าร่วมงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์นานาชาติชั้นนำ ได้แก่ งาน BIOFACH 2026 ณ เมืองนูเรมเบิร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ 10&ndash;13 ก.พ.2569 และ งาน Natural Products Expo West (NPEW) 2026 ณ สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 3&ndash;6 มี.ค.2569 เพื่อเปิดเวทีให้ผู้ประกอบการไทยได้แสดงศักยภาพของข้าวอินทรีย์และผลิตภัณฑ์จากข้าวไทยที่มีคุณภาพมาตรฐานสากล สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ข้าวไทย และเชื่อมโยงเครือข่ายทางการค้ากับคู่ค้าจากทั่วโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กรมเชื่อมั่นว่าการผลักดันข้าวอินทรีย์ไทย จะไม่เพียงช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรไทย แต่ยังช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และ SME ไทย พร้อมขับเคลื่อนข้าวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดโลก ซึ่งเป็นการดำเนินการที่สำคัญสอดคล้องกับนโยบายข้าวประณีตของกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร การขยายตลาดส่งออก และการพัฒนาเศรษฐกิจไทยบนพื้นฐานของความยั่งยืน&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
<br />
การส่งออกข้าวอินทรีย์ของไทยในปี 2568 ปริมาณ 26,110 ตัน มูลค่า 1,210 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีปริมาณส่งออก 22,293 ตัน มูลค่า 1,088 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 17.12% และ 11.21% ตามลำดับ โดยตลาดส่งออกหลักเป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงที่ผู้บริโภคใส่ใจในสุขภาพและให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น สหรัฐฯ จีน อิตาลี เบลเยียม สวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2026020447f0f1f72e478ff74c4c636de8e2be1a102516.jpg' type='image/jpg' length='227571' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP เผยสินค้าเกษตรมีโอกาสขายจีน แนะใช้งานแฟร์ เวทีจับคู่ธุรกิจ เปิดตัว-หาคู่ค้า]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/146577</link>
<guid isPermaLink="false">dd82e601b6a383b0de3d33358bd69824</guid>
<pubDate>Wed, 04 Feb 2026 10:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/6982aacb3534f.jpg" style="width: 600px; height: 465px;" /></p>

<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยจีนเดินหน้ากระตุ้นการบริโภคระดับประเทศในปี 69 เน้นกระตุ้นแบบเจาะจงที่สินค้าเกษตร การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ชี้ไทยมีโอกาสขายสินค้าเกษตร โดยเฉพาะช่วงเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง แนะนำสินค้าไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้า เวทีจับคู่ธุรกิจ เพื่อเปิดตัวและหาคู่ค้า</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่ากรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายสกรรจ์ แสนโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนเพื่อกระตุ้นการบริโภคระดับประเทศ ปี 2569 เพื่อใช้ประโยชน์จากกระแสการบริโภคที่เฟื่องฟูในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเจาะจงเป้าหมายไปที่สินค้าเกษตร การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และโอกาสในการส่งออกสินค้าของไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่คาดว่าจะส่งออกไปขายได้เพิ่มขึ้น<br />
<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ล่าสุดกระทรวงเกษตรจีนและเอกชนได้เปิดตัวแคมเปญ &ldquo;ลิ้มลองสินค้าพิเศษ สัมผัสรสชาติปีใหม่&rdquo; ซึ่งประกอบด้วยงานแสดงสินค้าปีใหม่ อีคอมเมิร์ซแบบไลฟ์สตรีมมิ่ง และการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรคุณภาพสูง เพื่อกระตุ้นการบริโภคซึ่งจะเป็นโอกาสทองของสินค้าไทย เช่น ทุเรียน มะม่วง ข้าวคุณภาพดี และซอสไทย ที่จะขายได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงนี้ โดยสินค้าไทยได้เปรียบสินค้าจากประเทศอื่น ๆ เพราะมีคุณภาพ มาตรฐาน ได้สิทธิพิเศษทางภาษี ผ่านพิธีการศุลกากรได้เร็ว และสินค้าไทยยังสามารถขายผ่านช่องทางออนไลน์ ที่รัฐบาลจีนให้การอุดหนุนแพลตฟอร์ม เพื่อลดต้นทุนให้กับร้านค้าด้วย</p>

<p>นอกจากนี้ สินค้าไทยยังมีโอกาสในการขยายตลาดเข้าสู่จีน ผ่านกิจกรรมสำคัญต่าง ๆ ได้แก่ งานมหกรรมนำเข้านานาชาติจีน (CIIE) ประจำปี 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมและนิทรรศการแห่งชาติเซี่ยงไฮ้ ระหว่างวันที่ 5-10 พ.ย.2569 การประชุมจับคู่ธุรกิจการผลิตและการตลาดผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี ประจำปี 2026 จะจัดขึ้นที่ Nongfa City Kitchen ณ เมืองหางโจว ในวันที่ 12 ก.ย.2569 และตลาดจัดหาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรคุณภาพสูงในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี ประจำปี 2026 จะจัดขึ้นที่ Huanxi Cultural Square ในเมืองหนานตง มณฑลอานฮุย ระหว่างวันที่ 14-16 พ.ย.2569<br />
<br />
&ldquo;ผู้ประกอบการไทย ที่ต้องการจะขายสินค้าเข้าสู่ตลาดจีน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร สามารถใช้ประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นการบริโภคของจีน ผลักดันสินค้าไทยเข้าไปจำหน่าย และใช้ช่องทางการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า หรืองานจับคู่ธุรกิจ เพื่อแนะนำสินค้าไทย และเพิ่มโอกาสในการหาคู่ค้า เพิ่มโอกาสส่งออก ซึ่งกรมพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ และผลักดันให้มีการส่งออกไปจีนได้เพิ่มขึ้นต่อไป&rdquo; น.ส.สุนันทากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202602044dd6b3c15e6ab519ebf79919c05e66dc102336.jpg' type='image/jpg' length='88392' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีราคาส่งออก ธ.ค.68 เพิ่ม 1.4% จากความต้องการซื้อทองคำ-อิเล็กทรอนิกส์]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/145710</link>
<guid isPermaLink="false">e52f94acca171ebaa73c59a225c67e33</guid>
<pubDate>Thu, 29 Jan 2026 15:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/697b13ce63c2e_1_.jpg" style="width: 600px; height: 400px;" /></p>

<p><strong>สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก เดือน ธ.ค.68 เพิ่มขึ้น 1.4% จากความต้องการทองคำ สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนดัชนีราคานำเข้า เพิ่ม 3.9% จากความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค วัตถุดิบ เครื่องจักร และการสต๊อกสินค้าใช้ช่วงปลายปีและปีใหม่ คาดดัชนีราคาส่งออกและนำเข้าปี 69 ยังขยายตัวต่อเนื่อง แต่อาจเติบโตอย่างช้า ๆ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออก เดือน ธ.ค.2568 เท่ากับ 112.3 เพิ่มขึ้น 1.4 ตามความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ โดยเฉพาะทองคำ และสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง แม้จะมีแรงกดดันจากค่าเงินบาทแข็งค่า และความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างประเทศ ส่วนดัชนีราคานำเข้าของไทย เท่ากับ 117.3 เพิ่มขึ้น 3.9% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการภายในประเทศ ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค วัตถุดิบ และเครื่องจักรเพื่อการผลิต รวมถึงการสต๊อกสินค้าเพื่อใช้ในช่วงเทศกาลปลายปีและปีใหม่ &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดดัชนีราคาส่งออกที่เพิ่มขึ้น มาจากการสูงขึ้นของหมวดสินค้าอุตสาหกรรม 2.4% ได้แก่ ทองคำ ตามทิศทางราคาทองคำตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ได้รับแรงหนุนจากสินค้าเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และ Hard Disk Drive (HDD) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากเทคโนโลยีใหม่ ๆ และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตามความต้องการของตลาดหลัก อาทิ สหรัฐ และยุโรป ที่ต้องการส่วนประกอบ และสินค้าสำเร็จรูปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น อาทิ ทองแดง และอะลูมิเนียม<br />
<br />
หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่ม 0.7% ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋อง ตามความนิยมอาหารพร้อมรับประทาน และกระแสการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้น และอาหารสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะอาหารสำหรับสุนัขและแมว ตามจำนวนสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้น และฐานผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น<br />
ขณะที่หมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง ลด 12.8% โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป ตามความเคลื่อนไหวราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ลดลงต่อเนื่อง และหมวดสินค้าเกษตรกรรม ลด 1.6% ได้แก่ ยางพารา ตามความต้องการใช้ยางในตลาดโลกชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า และสินค้าข้าว จากอุปทานล้นตลาด และการแข่งขันด้านราคาในตลาดข้าวโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนดัชนีราคานำเข้าที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของหมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป 9.2% ได้แก่ ทองคำ ตามความต้องการสำรองทองคำของธนาคารกลางหลายแห่ง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ อุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตามความต้องการชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI และคอมพิวเตอร์ และสินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ตามความต้องการนำเข้าโลหะเพื่อผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและยานยนต์เป็นสำคัญ<br />
<br />
หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่ม 6.5% ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม และเครื่องประดับอัญมณี ตามความต้องการนำเข้าสินค้าเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ หมวดสินค้าทุน เพิ่ม 4.2% ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องมือ เครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การทดสอบ ตามความต้องการสินค้าเพื่อใช้ในการลงทุน โดยเฉพาะภาคการผลิตและบริการ และหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง เพิ่ม 1.2% โดยเฉพาะส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกเป็นหลัก ขณะที่หมวดสินค้าเชื้อเพลิง ลด 11.1% จากราคาน้ำมันดิบเป็นสำคัญ เนื่องจากสต๊อกน้ำมันดิบและอุปทานที่ล้นตลาด รวมถึงความต้องการชะลอตัว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ดัชนีราคาส่งออกและดัชนีราคานำเข้า ปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2568 แต่อาจเติบโตอย่างช้า ๆ ตามการขยายตัวอย่างจำกัดของสินค้าบางกลุ่ม โดยปัจจัยที่ยังสนับสนุนให้ดัชนีขยายตัว ได้แก่ ความต้องการบริโภคอาหารและสินค้าเกษตรแปรรูปยังขยายตัวต่อเนื่อง สินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีดิจิทัล และพลังงานสะอาดยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก และต้นทุนการผลิตของสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น อาทิ ทองแดง อะลูมิเนียม และหน่วยความจำ (DRAM)<br />
<br />
ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าหลัก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อในหลายภูมิภาค ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า และมาตรการภาษีของประเทศคู่ค้าสำคัญ ราคาสินค้าเกษตรสำคัญบางกลุ่ม ยังเผชิญกับปัญหาอุปทานส่วนเกิน และการแข่งขันทางด้านราคา ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มลดลงหรืออยู่ในระดับต่ำ จากการปรับเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ผลิตหลัก และการแข็งค่าของเงินบาท<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20260129b8db3c31fc3b1e51a426eb60255b3262154538.jpg' type='image/jpg' length='143901' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.เผยจีนต้องการน้ำมันปาล์มเพิ่ม ชี้ไทยมีโอกาสส่งออก ลดเสี่ยงพึ่งพาตลาดอินเดีย]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/145337</link>
<guid isPermaLink="false">d416b8e350f64505fec2d263b1fb8a12</guid>
<pubDate>Wed, 28 Jan 2026 11:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/6979731991192.jpg" style="width: 600px; height: 450px;" /></p>

<p><strong>สนค.วิเคราะห์แนวโน้มการส่งออกน้ำมันปาล์มของไทยในตลาดจีน พบขยายตัวขึ้นต่อเนื่อง จากความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร การกระจายแหล่งนำเข้า และราคาน้ำมันปาล์มไทยแข่งขันได้ ชี้เป็นโอกาสไทยเพิ่มการส่งออก ลดความเสี่ยงจากตลาดหลักอย่างอินเดีย แนะเน้นขายผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง ใช้ช่องทางดิจิทัลสร้างการรับรู้ ใช้ประโยชน์จาก FTA ในการเจาะตลาด และสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานสินค้า</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้วิเคราะห์แนวโน้มการส่งออกน้ำมันปาล์มของไทยในตลาดจีน พบว่า มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น จากการพัฒนาเศรษฐกิจและจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น และยังมีความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในอุตสาหกรรมอาหาร โดยมีจุดเด่นด้านต้นทุนการผลิตต่ำและแปรรูปได้หลากหลาย ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวจีนที่มองหาสินค้าราคาคุ้มค่าแต่ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพที่ดี รวมทั้งนโยบายการกระจายแหล่งนำเข้าของจีน จากเดิมพึ่งพาอินโดนีเซียเป็นหลัก และราคาที่แข่งขันได้ของน้ำมันปาล์มไทย เมื่อเทียบกับน้ำมันถั่วเหลือง ทำให้น้ำมันปาล์มไทยมีโอกาสส่งออกไปจีนได้เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากรายงานของ American Oil Chemists&#39; Society ระบุว่า จีนเป็นผู้บริโภคน้ำมันพืชรายใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นประเทศที่มีการบริโภคน้ำมันปาล์มเป็นอันดับ 3 ของโลก คิดเป็นสัดส่วน 5.36% รองจากอินโดนีเซีย และอินเดีย การบริโภคน้ำมันปาล์มในจีนคิดเป็น 18% ของการบริโภคน้ำมันพืชทั้งหมดในประเทศ</p>

<p>โดยจากความต้องการน้ำมันปาล์มของจีนที่เพิ่มขึ้น ไทยมีโอกาสที่จะขยายตลาดส่งออกใหม่ และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดอินเดียที่มีสัดส่วนกว่า 77% ของการส่งออกน้ำมันปาล์มของไทย โดยกลยุทธ์ในการส่งออก ต้องเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะทางเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ น้ำมันออร์แกนิก และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ตลอดจนผลิตน้ำมันปาล์มสำหรับอุตสาหกรรมเบเกอรีและครีมเทียม รวมถึงผลิตภัณฑ์ปลอดไขมันทรานส์ เพื่อตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพในตลาดจีน ต้องใช้การตลาดเชิงรุก โดยใช้ช่องทางดิจิทัล เช่น Alibaba และ WeChat เพื่อสร้างการรับรู้และตอกย้ำด้านคุณภาพ และเข้าถึงผู้ซื้อในกลุ่ม B2B ในกลุ่มเมืองระดับสองและสาม ใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า เช่น ข้อตกลง RCEP และ ACFTA เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและภาษี และสร้างความเชื่อมั่นของสินค้าและยกระดับสู่มาตรฐานยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพของสินค้าน้ำมันปาล์มไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางกุลธิดา บัณฑุรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า จีนมีแนวโน้มต้องการสินค้าที่มีมาตรฐานสูงและตรวจสอบย้อนกลับได้มากขึ้น ซึ่งน้ำมันปาล์มของไทยถือว่ามีความได้เปรียบคู่แข่งทั้งด้านคุณภาพมาตรฐานและศักยภาพด้านความยั่งยืน รวมถึงผู้ประกอบการไทยยังได้รับประโยชน์จากการลดภาษีภายใต้ RCEP และ FTA อาเซียน-จีน (ACFTA) ที่ช่วยลดต้นทุนการเข้าสู่ตลาดจีน และไทยยังมีโอกาสขยายการผลิตน้ำมันปาล์มสู่สินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ น้ำมันออร์แกนิก และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ที่สอดคล้องกับทิศทางพลังงานสะอาดของจีน และยังสามารถพัฒนาความร่วมมือกับผู้แปรรูปในพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญอย่างกวางตุ้ง เซี่ยงไฮ้ และซานตง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางการค้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายอัสนี มาลัมพุช นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม กล่าวว่า ไทยกำลังพัฒนาบทบาทสู่ผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มในตลาดโลก จากเสถียรภาพด้านอุปทานที่มีผลผลิตสม่ำเสมอต่อเนื่อง และพื้นที่ปลูกปาล์มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ไทยมีผลผลิตสำหรับส่งออกได้เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมา จีนต้องการกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานและเพิ่มอำนาจต่อรองด้านราคาจากคู่ค้าเดิม และความนิยมซื้อน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์มากกว่าน้ำมันปาล์มดิบยังเป็นโอกาสให้ไทยเพิ่มมูลค่าผลผลิต<br />
<br />
นอกจากนี้ ในการพัฒนาสินค้าปาล์มน้ำมัน ไทยควรชูภาพลักษณ์ &ldquo;Thailand Brand&rdquo; ที่มีคุณภาพน่าเชื่อถือและใส่ใจสิ่งแวดล้อม รวมถึงพัฒนาพันธุ์ปาล์มที่เหมาะกับประเทศไทย ให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม ตลอดจนส่งเสริมการปลูกปาล์มอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) ซึ่งเป็นแนวโน้มที่จะตอบโจทย์ตลาดทั่วโลก<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2026012864df717cbbc55ac654adafff441c5a24110305.jpg' type='image/jpg' length='245071' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ผนึกจ.ราชบุรี ตรวจล้งมะพร้าว สกัดนอมนี แก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอม]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/145336</link>
<guid isPermaLink="false">787d9b2a5cba3f4fb4cedd85a5beceef</guid>
<pubDate>Wed, 28 Jan 2026 11:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/6979842223c24.jpg" style="width: 600px; height: 401px;" /></p>

<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าผนึกกำลังจังหวัดราชบุรี เข้าตรวจสอบล้งมะพร้าว 5 แห่งใน 4 อำเภอ หลังได้ข้อมูลอาจเข้าข่ายเป็นนอมินี ฝ่าฝืนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และกดราคารับซื้อมะพร้าวน้ำหอมจากเกษตรกร จนเป็นเหตุให้ราคาตกต่ำ เผยเจอบางรายมีข้อพิรุธ ลุยตรวจสอบเชิงลึกต่อ อีก 2 รายฝ่าฝืน พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ สั่งปรับทันที</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ มล.ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อมทีมปราบนอมินี ลงพื้นที่ประชุมหารือและตรวจสอบกิจการเป้าหมายประเภทที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร (ล้งมะพร้าว) ในพื้นที่ของจังหวัดราชบุรี โดยมีนายคมกริช เจริญพัฒนสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ในฐานะประธานคณะทำงานเพื่อปฏิบัติการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมาย จังหวัดราชบุรี พาณิชย์จังหวัดราชบุรี อุตสาหกรรมจังหวัด จัดหางานจังหวัด กอ.รมน. สาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยในการลงพื้นที่ในครั้งนี้ เนื่องจากได้รับการร้องเรียนว่ากิจการล้งมะพร้าว อาจเข้าข่ายเป็นนอมินี และฝ่าฝืนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และกดราคารับซื้อมะพร้าวน้ำหอมจากเกษตรกร เป็นต้นเหตุให้ราคาตกต่ำ จึงได้เข้าตรวจสอบบริษัทเป้าหมายจำนวน 5 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดราชบุรี ได้แก่ อำเภอเมืองราชบุรี อำเภอโพธาราม อำเภอบางแพ และอำเภอดำเนินสะดวก โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของจังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตมะพร้าวที่สำคัญของประเทศ</p>

<p>ทั้งนี้ ผลการตรวจสอบการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พบว่า บางรายชี้แจงข้อเท็จจริงที่มีข้อพิรุธหลายประการ ซึ่งกรมจะติดตามเพื่อตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกก่อนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป และยังพบ 2 บริษัท กระทำการฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 69 พ.ศ. 2568 เรื่อง การรับซื้อสินค้าเกษตร ลงวันที่ 1 ก.ค.2568 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มาตรา 28 มีโทษตามมาตรา 40 ปรับเป็นพินัย (ไม่เกิน 10,000 บาท) จำนวน 2 ราย<br />
<br />
&ldquo;กรมได้ประสานข้อมูลกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดราชบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกร และคุ้มครองระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ และจากนี้ จะเดินหน้าในการป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น เน้นการตรวจสอบเชิงลึก เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการค้า และส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมของเศรษฐกิจไทยต่อไป&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202601285b20fc6497f30f500a108cb4c30da1e6110122.jpg' type='image/jpg' length='169142' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP แนะเคล็ดลับขายสินค้า Gen Z สหรัฐฯ ชูคุณภาพ มาตรฐาน ใช้โชเซียลเปิดทาง ข่าว28 ม.ค. 2569117 เข้าดู]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/145334</link>
<guid isPermaLink="false">2e62650744b3d944242212579439cfed</guid>
<pubDate>Wed, 28 Jan 2026 10:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/697969cad0871.jpg" style="width: 600px; height: 450px;" /></p>

<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจพฤติกรรมการบริโภคชาวอเมริกัน พบกลุ่ม Gen Z นิยมสินค้าที่สะท้อนค่านิยมเรื่องความซื่อสัตย์ น่าเชื่อถือ พึ่งพาอินฟลูเอนเซอร์ค้นหาสินค้าใหม่ ส่วนสินค้ายังนิยมเข้าไปซื้อในร้าน การคืนสินค้าเพิ่มสูงขึ้น นิยมแฟชันย้อนยุค สนใจแบรนด์ลดลง แนะผู้ส่งออกไทยจับทิศทาง แนะนำวางแผนขายสินค้า ชูคุณภาพ มาตรฐาน ใช้ช่องทางออนไลน์ มั่นใจสินค้าไทยยังเจาะตลาดสหรัฐฯ ได้เพิ่มขึ้นแน่&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายชวนล ผิวนิล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองไมอามี สหรัฐอเมริกา ถึงผลการสำรวจสิ่งที่ผู้บริโภคชาวอเมริกันให้ความสนใจในปี 2025 ทั้งค่านิยมและพฤติกรรมการชอปปิงของ Gen Z การเปลี่ยนแปลงในภาคการค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค และโอกาสในการขยายตลาดส่งออกสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า กลุ่ม Gen Z คาดหวังให้แบรนด์สะท้อนค่านิยมของตน เห็นว่าบริษัทควรมีข้อความทางศีลธรรม และซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่แสดงจุดยืนสอดคล้องกับความคิดของตน อาทิ ความซื่อสัตย์ ความน่าเชื่อถือ และความสม่ำเสมอ โดยพึ่งพาอินฟลูเอนเซอร์เพื่อค้นพบสินค้าใหม่ มากกว่าโฆษณาทางโทรทัศน์หรือวิทยุ ติดต่อช่องทางบริการลูกค้าผ่านทางอีเมล และนิยมซื้อสินค้าที่ร้าน ส่วนด้านการค้า พบว่า ปัญญาประดิษฐ์มีบทบาทมากขึ้น ทั้งด้านการบริการลูกค้า ผู้ช่วยการเลือกซื้อสินค้า การซื้อสินค้าในร้านยังมีความสำคัญ โดยเฉพาะในหมวดอาหาร ของชำ และเฟอร์นิเจอร์ ผู้บริโภคมีการคืนสินค้าเพิ่มขึ้น และคาดหวังการคืนสินค้าต้องรวดเร็ว ฟรี และสะดวก การบริการลูกค้า ยังนิยมเลือกคุยกับเจ้าหน้าที่แทนระบบแซตบอต การจับจ่าย ยังเน้นใช้จ่ายช่วงเทศกาล โดยราคาเป็นปัจจัยตัดสินใจอันดับหนึ่ง</p>

<p>นอกจากนี้ ชาวอเมริกันยังต้องการความสมดุลระหว่างสไตล์และความประหยัด โดยแฟชันย้อนยุคเริ่มกลับมามีบทบาทมากขึ้น โดยในหมู่ Gen Z มองว่ายุค 1990 คือยุคทองของแฟชัน และนิยมแบรนด์สไตล์วินเทจ ส่วนความสนใจสินค้าแฟชั่นระดับหรูหราลดลง ขณะเดียวกัน เริ่มให้ความสำคัญกับการใส่ใจสุขภาพ มีการดื่มแอลกอฮอล์ลดลง มีความสนใจในกฎระเบียบเพื่อจำกัดการโฆษณาอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพสำหรับเด็กเพิ่มขึ้น&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า จากทิศทางที่เกิดขึ้น ผู้ส่งออกไทยที่ต้องการเจาะตลาดสหรัฐฯ ควรปรับตัวให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงนี้ โดยการสร้างแบรนด์ที่โปร่งใส มีจุดยืนด้านค่านิยมที่สอดคล้องกับผู้บริโภคยุคใหม่ และให้ความสำคัญต่อคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า การพัฒนาช่องทางสื่อสารดิจิทัลที่ตอบสนองรวดเร็วเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยจะสามารถใช้เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายทั่วโลกได้ง่ายขึ้น ขณะที่สินค้าในกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม สุขภาพ และสินค้าในบ้านยังมีโอกาสเติบโตได้ดีในตลาดสหรัฐฯ หากสามารถสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือ<br />
<br />
ส่วนอัตราการคืนสินค้าที่เพิ่มขึ้น อาจมีปัจจัยประกอบได้หลายประการจากสภาพเศรษฐกิจราคาสินค้าที่สูงขึ้นมาก เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ผู้ซื้อสินค้าเปลี่ยนใจหรือไม่ต้องการสินค้าที่ซื้อมาแล้วก็เป็นไปได้ แต่ผู้ส่งออกไทยอาจช่วยให้ผู้นำเข้าบรรเทาปัญหานี้ได้บ้าง ด้วยการบรรจุหีบห่อที่ลดความเสียหายระหว่างขนส่ง และข้อมูลสินค้าออนไลน์ที่ครบถ้วนเพื่อช่วยลดอัตราการคืนสินค้าได้ไม่มากก็น้อย และสุดท้ายผู้ประกอบการควรหลีกเลี่ยงการสื่อสารที่อาจก่อให้เกิดการแบ่งแยกทางการเมือง หรือชาติพันธุ์ และการที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับชื่อแบรนด์ดัง ๆ น้อยลง เปิดช่องให้สินค้าที่เน้นให้ความสำคัญต่อความคุ้มค่าและประสบการณ์ผู้บริโภคทั้งก่อนและหลังการซื้อ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ได้อย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2026012807f7b85c4a78c27564fa35d30c4fca93105835.jpg' type='image/jpg' length='215163' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”พร้อมรับฤดูกาลมัน ส่งทีมเฉพาะกิจลงพื้นที่ดูแลเกษตรกร ป้องถูกกดราคา]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/73316</link>
<guid isPermaLink="false">c28eda8116ca9008eb128f66df281ce2</guid>
<pubDate>Wed, 30 Oct 2024 09:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/671eea96136cf.jpg" style="width: 600px; height: 450px;" /></p>

<p><strong>กรมการค้าภายในเตรียมพร้อม จัดส่งเจ้าหน้าทีสายตรวจเฉพาะกิจ สนธิกำลังร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด และนายตรวจชั่งตวงวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบการรับซื้อมันสำปะหลังทั่วประเทศ รับฤดูกาลเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่จะเริ่มออกมาตั้งแต่ ธ.ค.นี้เป็นต้นไป เพื่อดูแลเกษตรกรให้ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อขาย พร้อมคุมเข้มการลักลอบนำเข้า การขนย้ายตามแนวชายแดนด้วย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ขณะนี้ใกล้เข้าสู่ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่จะมาถึงในช่วงเดือน ธ.ค.2567 ที่จะถึงนี้ และเกษตรกรจะนำผลผลิตออกมาจำหน่ายจำนวนมาก กรมจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สายตรวจเฉพาะกิจ สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดและนายตรวจชั่งตวงวัด ปูพรมตรวจสอบผู้ประกอบการรับซื้อมันสำปะหลังทั่วประเทศ รวมทั้งเฝ้าสังเกตการณ์การลักลอบนำเข้าและขนย้ายมันสำปะหลังตามแนวชายแดนติดประเทศเพื่อนบ้าน ตามนโยบายที่ได้รับจากนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้กำกับดูแลราคาสินค้าเกษตรให้มีเสถียรภาพ เพื่อเป็นการยกระดับรายได้ให้กับเกษตรกร&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่สายตรวจเฉพาะกิจ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการขนย้าย และการรับซื้อมันสำปะหลัง ในพื้นที่อำเภอวัฒนานคร อำเภอคลองหาด และอำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 24-25 ต.ค.2567 ที่ผ่านมา พบว่า ผู้ประกอบการ ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งการขออนุญาตขนย้ายมันสำปะหลังและการแสดงราคารับซื้อหัวมันสำปะหลังสดและมันเส้นที่ชัดเจนเปิดเผย</p>

<p>สำหรับสถานการณ์ด้านปริมาณ ช่วงนี้ผลผลิตออกน้อย ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในโรงงานแป้งมัน โดยโรงงานต้องรวบรวมมันสำปะหลังที่ซื้อไว้ 2-3 วัน ถึงจะนำเข้ากระบวนการผลิตได้ ซึ่งผลผลิตในพื้นที่จะเริ่มออกมากในช่วงเดือน ธ.ค.2567 เป็นต้นไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายอุดมกล่าวว่า กรมขอเตือนให้ผู้ประกอบการรับซื้อสินค้าเกษตร ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากพบว่ามีการกดราคารับซื้อ ต้องระวางโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีไม่แสดงราคารับซื้อตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขการรับซื้อ หรือมีการคิดค่าชั่งน้ำหนักสินค้าเกษตรที่รับซื้อ หรือลักลอบขนย้ายสินค้าเกษตร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 กรณีใช้เครื่องชั่งตวงวัดที่ไม่มีเครื่องหมายรับรองหรือคำรับรองสิ้นอายุในการซื้อขายสินค้า ต้องระวางโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีโกงเครื่องชั่งหรือใช้เครื่องชั่งตวงวัดที่มีการดัดแปลงแก้ไข ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 280,000 บาท ตามพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบจะดำเนินคดีอย่างเข้มงวด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ หากเกษตรกรรายใดไม่ได้รับความเป็นธรรมในการขายหัวมันสำปะหลังสดหรือสินค้าเกษตรอื่น รวมทั้งพบเห็นหรือทราบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ สายด่วน 1569 กรมการค้าภายใน หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20241030cee185a302d6f86162ce1de4e9e5455d091821.jpg' type='image/jpg' length='370292' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออก ก.ย.67 เพิ่ม 1.1% บวก 3 เดือนติด คาดทั้งปีโต 2% ลุ้นนิวไฮทั้งเงินเหรียญ-เงินบาท]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/73312</link>
<guid isPermaLink="false">f6aec6372f2d42b40a2ccedaee97b5ba</guid>
<pubDate>Wed, 30 Oct 2024 09:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/671f13c3193fe.jpg" style="width: 800px; height: 533px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยการส่งออกเดือน ก.ย.67 มีมูลค่า 25,983.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 1.1% เป็นบวกต่อเนื่อง 3 เดือนติดต่อกัน เหตุส่งออกเพิ่มทั้งเกษตร อุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรม รวม 9 เดือน มูลค่า 223,176 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 3.9% คาดแนวโน้ม 3 เดือนสุดท้าย ยังเติบโตดี เป้า 2% ทำได้แน่ แถมมีลุ้นทำยอดนิวไฮใหม่ ทั้งเงินเหรียญสหรัฐ และเงินบาทที่จะทะลุ 10 ล้านล้านบาท</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือน ก.ย.2567 มีมูลค่า 25,983.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.1% ขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่อง 3 เดือนติดต่อกัน คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 889,074 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 25,589 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.9% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 886,336 ล้านบาท เกินดุลการค้า 394.2 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 2,738 ล้านบาท รวม 9 เดือน ของปี 2567 (ม.ค.-ก.ย.) การส่งออก มีมูลค่า 223,176 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.9% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 7,957,895 ล้านบาท การนำเข้า มูลค่า 229,132.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.5% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 8,264,589 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 5,956.8 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 306,694 ล้านบาท<br />
<br />
สำหรับการส่งออกที่เพิ่มขึ้น มาจากการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 3.5% โดยสินค้าเกษตร เพิ่ม 0.2% และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 7.8% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ ข้าว ยางพารา อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ไก่แปรรูป และไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ส่วนสินค้าที่หดตัว อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง และผักกระป๋องและผักแปรรูป ทั้งนี้ 9 เดือนของปี 2567 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 5.4%<br />
<br />
ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 2% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เม็ดพลาสติก เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ ทั้งนี้ 9 เดือนของปี 2567 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 3.8%</p>

<p>ทางด้านตลาดส่งออกสำคัญ ส่วนใหญ่ขยายตัว ตลาดหลัก เพิ่ม 2.6% โดยสหรัฐฯ เพิ่ม 18.1% สหภาพยุโรป (27) เพิ่ม 4.1% และ CLMV เพิ่ม 8.3% ส่วนจีน ลด 7.8% ญี่ปุ่น ลด 5.5% อาเซียน (5) ลด 6.7% ตลาดรอง เพิ่ม 1.3% โดยทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 12% ตะวันออกกลาง เพิ่ม 3.5% แอฟริกา เพิ่ม 1.6% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 15% และสหราชอาณาจักร เพิ่ม 29.3% ส่วนเอเชียใต้ ลด 1.6% รัสเซียและกลุ่ม CIS ลด 9.8% ตลาดอื่น ๆ เพิ่ม 39.3% &nbsp;<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลืออีก 3 เดือน คือ ต.ค. พ.ย. และ ธ.ค. คาดว่าจะเติบโตได้ต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับความท้าทายหลายอย่าง ทั้งการเลือกตั้งในสหรัฐฯ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การแข็งค่าของเงินบาท ปัญหาอุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตสินค้าเกษตร และการเปลี่ยนแปลงนโยบายการส่งออกข้าวของอินเดียที่อาจกระทบการส่งออกข้าวไทย โดยหาก 3 เดือนสุดท้าย ถ้าส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 22,533 ล้านเหรียญสหรัฐ การส่งออกทั้งปีจะทำได้ 2% และมูลค่าทั้งปีจะอยู่ที่ 290,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำนิวไฮมูลค่าการส่งออกอีกครั้ง หลังจากเคยทำไว้แล้วเมื่อปี 2566 ที่ 287,000 ล้านเหรียญสหรัฐ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนเป้าหมายการส่งออกปี 2567 กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการนัดหมายหารือร่วมกับภาคเอกชน เพื่อประเมินแนวโน้มและสถานการณ์ต่าง ๆ ก่อนที่จะประเมินเป้าหมายการทำงานอีกครั้ง และจะแจ้งให้ทราบต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ช่วงไตรมาส 4 เป็นช่วงรับออเดอร์ ทำการผลิต และส่งมอบ หากตัวเลขการส่งออกทำได้เฉลี่ยเท่ากับปีที่แล้ว การส่งออกปีนี้จะทำได้ไม่ต่ำกว่า 2% แน่นอน และตัวเลขการส่งออก ก็จะทำนิวไฮ โดยจะนิวไฮทั้งเงินเหรียญสหรัฐ และเงินบาท โดยเงินบาทใช้สมมติฐานที่ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก็จะทำตัวเลขทั้งปีอยู่ที่ 10 ล้านล้านบาท ส่วนปัญหาการส่งออก มองว่า ค่าเงินบาทที่อยู่ที่ 33.5-33.8 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ยังบริหารจัดการได้ เพราะเอกชนได้ปรับตัวมาระยะหนึ่งแล้ว และถ้าอยู่ระดับนี้ 33-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หรือเกิน 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐขึ้นไป ก็จะยิ่งส่งผลดีต่อการส่งออก และดีต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 1 ปี 2568 สำหรับเรือ ค่าระวาง ตู้คอนเทนเนอร์ ตอนนี้ ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20241030c0940e270a18444e3e712c5444847554091540.jpg' type='image/jpg' length='209974' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยโลกต้องการพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น ชี้เป็นโอกาสไทยส่งออกโซลาร์เซลล์]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/50414</link>
<guid isPermaLink="false">11bc2252ec35223a00b98101222622fd</guid>
<pubDate>Fri, 31 May 2024 14:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/665815bec0fe4.jpg" style="width: 600px; height: 450px;" /></p>

<p><strong>สนค.ติดตามสถานการณ์โลก พบความต้องการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ก็เพิ่มขึ้น ชี้เป็นโอกาสของไทยที่จะขยายตลาดส่งออก และก้าวไปเป็นผู้ส่งออกติด 1 ใน 3 ของประเทศส่งออกโซลาร์เซลล์สูงสุดในโลก จากปัจจุบันอยู่ลำดับที่ 4 พร้อมแนะภาคธุรกิจ ครัวเรือน ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อลดต้นทุนพลังงาน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันความต้องการใช้พลังงานสะอาด หรือพลังงานทดแทน กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยที่เร่งให้ทั่วโลกลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและเกิดการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานโลก มาจากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงาน<br />
<br />
ทั้งนี้ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ มีการใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น เห็นได้จาก กำลังการผลิตพลังงานทดแทนของโลกเพิ่มขึ้น โดยในปี 2023 อยู่ที่ 507 กิกะวัตต์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 50 จากปี 2022 โดยเป็นสัดส่วนจากพลังงานแสงอาทิตย์ถึง 3 ใน 4 ของการผลิตพลังงานทดแทนทั้งหมด และคาดการณ์ว่าในปี 2025 สัดส่วนการผลิตพลังงานทดแทนจะคิดเป็นร้อยละ 35 ของการผลิตไฟฟ้าทั่วโลก โดยมีจีนเป็นผู้นำด้านกำลังการผลิตโซลาร์เซลล์ของโลก ซึ่งในปี 2023 มีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 450 กิกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจากปี 2022 ถึงร้อยละ 116 และมีแผนที่จะขยายการลงทุนโรงงานโซลาร์เซลล์ไปยังเวียดนามกว่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายการผลิตให้มากขึ้น โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในปี 2025&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ข้อมูลจากบริษัทวิจัยการตลาด Zion Market Research ระบุว่า ในปี 2022 ตลาดโซลาร์เซลล์ทั่วโลกมีมูลค่า 90,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเป็น 215,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 11.5 สำหรับด้านการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์ รายงาน S&amp;P Global Market Intelligence แสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศที่นำเข้าแผงโซลาร์เซลล์สูงสุดของโลก ในปี 2023 โดยนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์มากถึง 54 กิกะวัตต์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 82 จากปี 2022 โดยส่วนใหญ่นำเข้าจากจีน และประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี คาดการณ์ว่าอัตราค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นและการทำงานรูปแบบ Work From Home จะส่งผลให้มูลค่าตลาดโซลาร์เซลล์ในไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2022-2025 จะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 22 ต่อปี จนมีมูลค่า 67,268 ล้านบาท ในปี 2025 และมูลค่าการผลิตโซลาร์เซลล์ในไทย&nbsp; ปี 2023 อยู่ที่ 6,147.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต ร้อยละ 184.35 จากปี 2022 (2,161.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และมูลค่าการส่งออกโซลาร์เซลล์ของไทย ปี 2023 อยู่ที่ 4,433.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตร้อยละ 80.87 จากปี 2022 (2,451.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) มูลค่าการส่งออกของไทยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5 ของการส่งออกโซลาร์เซลล์ในตลาดโลก</p>

<p>โดยไทยครองส่วนแบ่งอันดับที่ 4 ของโลก รองจากจีน 55,857.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนร้อยละ 63 เนเธอร์แลนด์ 9,752.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนร้อยละ 11 และมาเลเซีย 5,319.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนร้อยละ 6 โดยตลาดส่งออกสำคัญของไทย คือ สหรัฐอเมริกา มูลค่า 3,223 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สัดส่วนร้อยละ 75) เวียดนาม มูลค่า 495 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สัดส่วนร้อยละ 11) อินเดีย มูลค่า 232 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สัดส่วนร้อยละ 5) และจีน มูลค่า 175 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สัดส่วนร้อยละ 4) โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่มีการเติบโตมากถึงร้อยละ 144.35 จากปี 2022<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า จากบริบทการเติบโตของภาคพลังงานทดแทน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ จึงเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะสามารถขยายส่วนแบ่งในตลาดโลก และก้าวขึ้นไปเป็น 1 ใน 3 ของประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกโซลาร์เซลล์สูงสุดของโลก โดยผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญต่อการศึกษากฎระเบียบ ข้อกำหนด มาตรการของประเทศคู่ค้า ยกระดับคุณภาพสินค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ระดับสากล และขยายกำลังการผลิตรองรับความต้องการที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง<br />
<br />
นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนที่สามารถผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนพลังงาน และยกระดับระบบพลังงานไฟฟ้าไทยให้มีความเสถียรในระยะยาว โดยเห็นว่าหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนสามารถบูรณาการความร่วมมือกัน ทั้งด้านการสนับสนุนข้อมูลการค้าและแนวโน้มเศรษฐกิจที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ การรักษาตลาดเดิมและเพิ่มตลาดใหม่ การหาแหล่งเงินทุน และการจัดหาเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยในการผลิต เพื่อส่งเสริมการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
<br />
ปัจจุบันไทยมีนโยบายกระตุ้นตลาดภายในประเทศ ที่ส่งเสริมให้เกิดการใช้แผงโซลาร์เซลล์ทั้งในภาคธุรกิจและครัวเรือนมากขึ้น อาทิ โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar PV Rooftop) สำหรับภาคประชาชนประเภทบ้านที่อยู่อาศัย หรือโครงการ Solar ภาคประชาชน ส่งเสริมให้ครัวเรือนสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองภายในบ้านได้ และไฟฟ้าส่วนที่เหลือจากที่ใช้งาน การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะรับซื้อ 2.20 บาท/หน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี และการดำเนินงานแก้ไขกฎหมายให้ภาคธุรกิจภาคสามารถติดตั้ง Solar Rooftop ที่มีกำลังการผลิตเกินกว่า 1,000 กิโลวัตต์ ได้ โดยไม่เข้าข่ายโรงงานที่ต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้า เพื่อปลดล็อกให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ศูนย์การค้า โรงแรม และภาคบริการ สามารถใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนในการประกอบธุรกิจ แต่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ โดยข้อมูลจากสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายงานว่า การติดตั้งโซลาร์เซลล์ 10 แผง (1 กิโลวัตต์) เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ประมาณ 101 ต้น ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 901.3 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202405312ad04ca74c5b1a927281b7e5f7a8c03c141621.jpg' type='image/jpg' length='282190' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ดึง 8 ปั๊มน้ำมันร่วมโครงการ “หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน” ดูแลความเป็นธรรมผู้บริโภค]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/50409</link>
<guid isPermaLink="false">026ddb8b8154d72774d1443122c29553</guid>
<pubDate>Fri, 31 May 2024 14:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/6659777bd6e31.jpg" style="width: 600px; height: 399px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เปิดตัวโครงการ &ldquo;หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน&rdquo; ดึง 8 ปั๊มน้ำมันเข้าร่วม กำหนดเงื่อนไขเข้ม ต้องตรวจสอบหัวจ่ายทุกเครื่องเป็นประจำทุก 15 วัน รวม 6 เดือน จากนั้นตรวจอีกทุกเดือน ทำถูกต้องต่อเนื่อง 6 เดือน ได้ตราสัญลักษณ์สีเงิน ถูกต้องต่อเนื่อง 2 ปี ได้ตราสีทอง แต่ถ้าทำผิด ยึดตราคืนทันที มั่นใจช่วยสร้างความถูกต้อง เที่ยงตรง เป็นธรรมให้กับผู้บริโภค</strong><br />
<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า นายกองตรีพิสิษฎ์ พิพัฒน์วิไลกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ได้เป็นประธานในพิธีเปิดตัวโครงการ &ldquo;หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน&rdquo; ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้จัดทำขึ้นตามนโยบายนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความเป็นธรรมทางการค้า รวมทั้งการยกระดับการกำกับดูแลด้านการชั่งตวงวัดให้เป็นไปอย่างถูกต้อง เที่ยงตรง และเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่ายที่ใช้เครื่องชั่งตวงวัดในการซื้อขายสินค้า<br />
<br />
โดยภายใต้โครงการนี้ กรมจะมอบสัญลักษณ์ &ldquo;หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน&rdquo; แก่สถานีบริการน้ำมันที่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด อาทิ ตรวจสอบและรายงานผลการตรวจสอบหัวจ่ายน้ำมันทุกเครื่องเป็นประจำทุก 15 วัน เป็นเวลา 6 เดือน หลังจากนั้นตรวจสอบและรายงานผลทุกเดือน ซึ่งจะทำให้หัวจ่ายน้ำมันที่ใช้นั้นได้รับการดูแลให้มีความถูกต้องตามมาตรฐานตลอดเวลา และสถานีบริการน้ำมันทุกแห่งต้องปฏิบัติตามกฎหมายมาตราชั่งตวงวัดอย่างเข้มงวด โดยสถานีบริการน้ำมันที่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขได้อย่างถูกต้องต่อเนื่องกัน 6 เดือน จะได้รับตราสัญลักษณ์สีเงิน และปฏิบัติได้อย่างถูกต้องต่อเนื่องกัน 2 ปี จะได้รับตราสัญลักษณ์สีทอง ในทางกลับกันถ้าทำผิดหลักเกณฑ์และเงื่อนไข หรือทำผิดกฎหมายเพียงครั้งเดียวก็จะถูกเพิกถอนตราสัญลักษณ์โดยทันที</p>

<p>โครงการ &ldquo;หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน&rdquo; ถือเป็นมาตรการเสริมนอกเหนือจากมาตรการทางกฎหมายที่ได้ปรับปรุงให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้นตั้งแต่เดือน ก.พ.2567 ที่ผ่านมา โดยปรับลดอายุคำรับรองหัวจ่ายน้ำมันจากเดิม 2 ปี เป็น 1 ปี ปรับลดค่าความคลาดเคลื่อนสำหรับการตรวจสอบให้คำรับรองจากเดิมบวกลบไม่เกิน 0.5% เป็นบวกลบไม่เกิน 0.3% และสำหรับการตรวจสอบความเที่ยงระหว่างใช้งานจากเดิมบวกลบไม่เกิน 1% เป็นบวกลบไม่เกิน 0.5% ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สูงที่สุดในอาเซียน และในโลกเลยก็ว่าได้<br />
<br />
ทั้งนี้ กรณีใช้หัวจ่ายที่มีความคลาดเคลื่อน หรือใช้หัวจ่ายที่ไม่มีคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีดัดแปลงหัวจ่ายให้มีความคลาดเคลื่อนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 280,000 บาท<br />
<br />
สำหรับผู้ค้าน้ำมันที่ได้เข้าร่วมมีทุกแบรนด์ ได้แก่ ปตท. (PTT) บางจาก (BCP) พีที (PT) ทีพีไอ (TPI) ซัสโก้ (SUSCO) เชลล์ (SHELL) คาลเท็กซ์ (CALTEX) และพี โอ ออยล์ (PO OIL) โดยพร้อมใจกันสนับสนุนโครงการ &ldquo;หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน&rdquo; โดยได้ลงนาม MOU กับกรมการค้าภายใน เพื่อแสดงเจตนารมณ์ที่จะร่วมกันประชาสัมพันธ์ให้สถานีบริการน้ำมันในสังกัดสมัครเข้าร่วม และบูรณาการในการขับเคลื่อนโครงการต่อไป และขอบคุณกระทรวงพลังงานและสภาองค์กรของผู้บริโภคที่จะเข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายในการตรวจสอบความถูกต้องเที่ยงตรงของหัวจ่ายน้ำมัน ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรมได้มากยิ่งขึ้น โดยหากประชาชนพบว่าสถานีบริการน้ำมันแห่งใดใช้หัวจ่ายที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือทางแอปพลิเคชันไลน์ @MR.DIT</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202405314df115ff663bf1c56491f7e23ce5a1f8141301.jpg' type='image/jpg' length='577061' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“นภินทร”นำทีมพาณิชย์ ช่วยธุรกิจสมุนไพร เร่งขยายตลาด ดันเป็นที่เที่ยวเชิงสุขภาพ]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/47333</link>
<guid isPermaLink="false">23e70bbd276df45f80abcf93aca7ff22</guid>
<pubDate>Mon, 13 May 2024 15:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/6641cbd6946b8.jpg" style="width: 600px; height: 401px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;นภินทร&rdquo; นำทีมพาณิชย์ลงพื้นที่เยี่ยมชมบริษัท อินโนเวทีฟ ฟาร์มา เฮิร์บ จำกัด ผู้ประกอบการสมุนไพร สั่งการช่วยเพิ่มช่องทางการตลาด เร่งจดสิทธิบัตร ขยายตลาดต่างประเทศ ดันเป็นที่ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หวังเพิ่มรายได้ให้ชุมชน พร้อมมอบสัญลักษณ์ Thai SELECT ร้านป้าหยัน และร้านอาหารโกรกแดง การันตีอาหารรสชาติไทยแท้</strong><br />
<br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ร่วมกับคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ประกอบด้วยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการค้าภายใน กรมทรัพย์สินทางปัญญา ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และพาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี เยี่ยมชมบริษัท อินโนเวทีฟ ฟาร์มา เฮิร์บ จำกัด ผู้ประกอบการด้านการผลิตสมุนไพรประเภทยารักษาโรค เภสัชภัณฑ์ และเครื่องสำอางครบวงจร ภายใต้ชื่อแบรนด์ Nature Bloom ซึ่งดำเนินการโดยครอบครัวหมอที่มีอายุกว่า 300 ปี หรือที่เรียกว่า บ้านหมอชอนสมุนไพรเพชรบุรี ว่า ปัจจุบันมีคุณหมอฉัตร์วนิชย์ พวงมาลัย เป็นคุณหมอทายาทรุ่น 4 และเภสัชกรหญิงนวรรณ พวงมาลัย เภสัชกรรุ่น 5 ซึ่งเป็นผู้สืบทอดการรักษาโรคด้วยสมุนไพรไทย ได้เล่าถึงการดำเนินธุรกิจสมุนไพรมาจนถึงปัจจุบัน มีการต่อยอดธุรกิจสุขภาพ และผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรมากมาย และยังเป็นผู้ผลิตที่รับซื้อสมุนไพรไทยที่ชาวบ้านในจังหวัดเพชรบุรีปลูก รวมถึงให้ความรู้ด้านตำรับยาต่าง ๆ แก่ชาวบ้าน และยังได้ริเริ่มโครงการอาหารเป็นยา โดยใช้แนวคิดใน &ldquo;ปรุงยาในนาข้าว&rdquo; โดยคิดค้นสารที่อยู่ในข้าวและนำมาสกัดเป็นอาหารเสริมเพื่อบำรุงสุขภาพ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากการที่ได้รับชมข้อมูลการดำเนินธุรกิจของบริษัท ตนได้ชื่นชมว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีศักยภาพและมีความพัฒนาในเรื่องของสินค้าสมุนไพรเป็นอย่างมาก โดยข้อติดขัดของผู้ประกอบการที่ต้องการขอให้กระทรวงพาณิชย์ให้ความส่งเสริม ตนได้มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดร้านค้าสมุนไพรในห้างสรรพสินค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญาดำเนินการจดสิทธิบัตรแบบ Fast Track เพื่อให้ได้รับการพิจารณาคำขออย่างรวดเร็ว และกรมการค้าภายใน ขอให้ผู้ประกอบการส่งรายการผลิตภัณฑ์สมุนไพร เพื่อนำไปนำเสนอให้กับผู้ประกอบการร้านค้าหรือห้างโมเดิร์นเทรด เพื่อจำหน่าย ส่วนตลาดต่างประเทศ ได้มอบให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยทูตพาณิชย์ช่วยขยายตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยในต่างประเทศให้ได้มากที่สุด ซึ่งปัจจุบัน บริษัทมีการส่งออกไปยังญี่ปุ่น ถือว่าเป็นการส่งออกที่ยากที่สุดในการผ่านมาตรฐานของประเทศญี่ปุ่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์จะช่วยต่อยอดให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถรักษาโรคได้จริง ถือเป็นหนึ่งในโครงการของกระทรวงพาณิชย์ที่เป็นต้นแบบ และจะช่วยผลักดันการทำธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อดึงดูดการท่องเที่ยวและเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน รวมทั้งจะช่วยประชาสัมพันธ์ และเพิ่มช่องทางการตลาดในรูปแบบต่าง ๆ ให้เพิ่มมากขึ้น อย่างงานมหกรรม SME ที่จะจัดช่วงเดือน มิ.ย.2567 ก็จะเปิดโอกาสให้นำสินค้าและธุรกิจไปจัดแสดงด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนภินทรกล่าวว่า ยังได้ใช้โอกาสนี้ ไปใช้บริการร้านอาหารไทย ที่ร้านป้าหยัน จ.เพชรบุรี และได้มอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้กับทางร้าน เพื่อการันตีถึงความมีคุณภาพยอดเยี่ยมของอาหารตามมาตรฐานอาหารไทย ที่ไม่ใช่มีเพียงแค่ความอร่อย แต่ยังมีการตกแต่งอาหารที่สวยงาม กลิ่นหอมชวนรับประทาน ที่สำคัญได้รับประโยชน์จากสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบในอาหาร โดยร้านป้าหยัน ผ่านเกณฑ์การประเมินมาตรฐานที่จะได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 5 ด้าน คือ 1.รสชาติและรูปลักษณ์ของอาหาร 2.วัตถุดิบมีคุณภาพ และมีรายการอาหารไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 3.สะอาดถูกสุขอนามัย 4.บรรยากาศและการตกแต่งร้าน และ 5.คุณภาพการบริการที่ดี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ได้มอบตราสัญลักษณ์ &nbsp;Thai SELECT ให้แก่ร้านอาหารโกรกแดง จ.ราชบุรี ร้านอาหารไทยริมแม่น้ำบรรยากาศดี ที่ผ่านเกณฑ์ประเมินมาตราฐาน Thai SELECT ทั้งรสชาติและมาตรฐานกระบวนการขั้นตอนการปรุงอาหารด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 10 พ.ค.2567) มีร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จำนวน 370 ร้าน แบ่งเป็น Thai SELECT SIGNATURE 18 ร้าน สัดส่วน 5% Thai SELECT CLASSIC 326 ร้าน สัดส่วน 88% และ Thai SELECT UNIQUE 26 ร้าน สัดส่วน 7%</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2024051321f7b7ca71f436ee9503e53cdbf34dc7153229.jpg' type='image/jpg' length='368605' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกอัญมณี มี.ค.67 เพิ่ม 9.77% ฟื้น 7 เดือนติด แต่ส่งออกทองวูบ หลังราคาพุ่งแรง]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/47331</link>
<guid isPermaLink="false">510bc956eda5514794d8348d3613cfaa</guid>
<pubDate>Mon, 13 May 2024 15:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/6641a4f552f13.jpg" style="width: 600px; height: 400px;" /></p>

<p><strong>ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับเดือน มี.ค.67 มูลค่า 691.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 9.77% ฟื้นตัว 7 เดือนติด หากรวมทองคำมีมูลค่า 1,083.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 50.73% เหตุส่งออกทองคำลด หลังราคาทองโลกผันผวนในทิศทางที่สูงขึ้น รวม 3 เดือน ไม่รวมทอง เพิ่ม 13.36% รวมทอง ลด 0.28% คาดแนวโน้มยังฟื้นตัวต่อเนื่อง หลังเศรษฐกิจโลก คู่ค้าเติบโตดีขึ้น แนะใช้ AI ช่วยออกแบบ ใช้อินฟลูเอนเซอร์ช่วยทำตลาด มีโอกาสปังแน่</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน มี.ค.2567 มีมูลค่า 691.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.77% ฟื้นตัวต่อเนื่อง 7 เดือนติดต่อกัน และหากรวมทองคำ มีมูลค่า 1,083.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 50.73% ส่วนยอดรวม 3 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-มี.ค.) การส่งออกไม่รวมทองคำ มีมูลค่า 2,513.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 13.36% หากรวมทองคำ มูลค่า 4,115.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 0.28%&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไม่รวมทองคำ ยังคงฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญของไทยฟื้นตัวดีขึ้น มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่วนการส่งออกที่รวมทองคำ ลดลงกว่า 50% เนื่องจากราคาทองคำตลาดโลกมีความผันผวนในทิศทางที่สูงขึ้น ทำให้คาดเดาได้ยาก จึงส่งผลให้มีการส่งออกทองคำไปเก็งกำไรลดลง โดยการส่งออกทองคำรวม 3 เดือน มีมูลค่า 1,601.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 16.11% แยกเป็น ม.ค. มูลค่า 469.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 194.17% ก.พ. มูลค่า 740.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 309.51% และ มี.ค. มูลค่า 391.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 75.02%&rdquo; &nbsp;<br />
<br />
สำหรับตลาดส่งออกสำคัญ พบว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกือบทุกตลาด โดยสหรัฐฯ เพิ่ม 10.81% ฮ่องกง เพิ่ม 34.29% เยอรมนี เพิ่ม 18.62% อินเดีย เพิ่ม 81.44% เบลเยียม เพิ่ม 70.08% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 5.75% กาตาร์ เพิ่ม 22.83% ญี่ปุ่น เพิ่ม 14.12% อิตาลี เพิ่ม 4.01% แต่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลด 21.19%</p>

<p>ทางด้านสินค้าส่งออกสำคัญ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น โดยเครื่องประดับทอง เพิ่ม 10.58% เครื่องประดับเงิน เพิ่ม 26.59% พลอยก้อน เพิ่ม 129.40% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 11.37% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน เพิ่ม 28.84% เพชรก้อน เพิ่ม 3.92% เพชรเจียระไน เพิ่ม 7.54% เครื่องประดับเทียม เพิ่ม 15.39% ของทำด้วยไข่มุกและรัตนชาติ เพิ่ม 31.24% ส่วนทองคำ ลด 16.11% เครื่องประดับแพลทินัม ลด 47.19%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออก คาดว่า จะยังคงฟื้นตัวดีขึ้น จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินเศรษฐกิจโลก เมื่อวันที่ 16 เม.ย.2567 ว่าจะอยู่ที่ 3.2% ขณะที่การส่งออกไปยังตลาดคู่ค้าสำคัญพลิกกลับมาเป็นบวกได้ ทั้งสหรัฐฯ อินเดีย เยอรมนี เบลเยียมและสหราชอาณาจักร และได้แรงหนุนจากการจัดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับหลายงานทั่วโลก ส่วนทองคำ ยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจ และมีโอกาสที่ราคาจะขยับขึ้นได้อีกในช่วงที่เหลือของปีนี้ แต่ต้องจับตาประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจขยายตัวเพิ่มขึ้น อัตราเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และปัญหาค่าครองชีพ ที่ยังเป็นประเด็นที่กดดันเศรษฐกิจ &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการทำตลาดจากนี้ ควรใช้การตลาดเชิงสร้างสรรค์ด้วย AI มาช่วยสร้างสรรค์ผลงาน เพราะไม่เพียงช่วยให้การสร้างงานต้นแบบได้รวดเร็วมากขึ้น แต่ยังสามารถเป็นเสมือนเพื่อนร่วมคิดที่สอบถาม ให้คำแนะนำ เพื่อเติมเต็มแรงบันดาลใจให้ได้รับไอเดียใหม่ ๆ ในการสร้างรูปแบบให้ตรงตามความคาดหวังของผู้บริโภค และการสื่อสารกับผู้บริโภค ควรใช้การตลาดแบบอินฟลูเอนเซอร์ที่ยังเป็นเทรนด์ที่มาแรง เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการมากกว่าแค่ตรารับรอง ต้องการความสัมพันธ์ที่จริงใจและน่าเชื่อถือจากผู้มีอิทธิพลหรือเชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ ซึ่งจะเป็นสองส่วนสำคัญ ที่ช่วยผลักดันธุรกิจให้เติบโต ไม่ว่าเป็นธุรกิจระดับขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20240513a1ff32fd571cecba7f21af7cf5530bbc153044.jpg' type='image/jpg' length='1518664' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมการค้าต่างประเทศ ดันค้าชายแดน เร่งส่งออกข้าว-มัน แก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/46154</link>
<guid isPermaLink="false">f5b0555fb80dccab73bcc14b62ac6130</guid>
<pubDate>Thu, 02 May 2024 15:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/66334ae8b5e63.jpg" style="width: 600px; height: 453px;" /></p>

<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศ เปิดนโยบายทำงานก้าวสู่ปีที่ 83 ลุยแก้ปัญหาอุปสรรคการค้าชายแดน ผลักดันส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญ ทั้งข้าว มันสำปะหลัง เปิดทางผู้ส่งออกรายเล็ก ได้สิทธิ์ส่งออกข้าวจีทูจี เดินหน้าสร้างความเป็นธรรมทางการค้า ปรับปรุงงานบริการโดยใช้นวัตกรรมดิจิทัล และปรับปรุงกฎ ระเบียบ ที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า &nbsp;&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานจัดงานครบรอบวันคล้ายวันสถาปนา 82 ปี กรมการค้าต่างประเทศ ว่า กรมได้รับนโยบายนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงรุก เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการของไทย โดยในด้านการค้าชายแดน มีแผนที่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การค้าอย่างใกล้ชิดในทุกด้านที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน เร่งแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้า ติดตามผลการเจรจาขยายระยะเวลาเปิด-ปิดด่านที่เป็นช่องทางส่งออกผลไม้ไทยไปจีน ผลักดันจัดตั้งศูนย์บริการค้าชายแดนแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว หรือ OSS (One Stop Service) เพิ่มขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกส่งออก และจัดมหกรรมการค้าชายแดน ณ จังหวัดเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ในจังหวัดชายแดน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ตอนนี้ด่านการค้าชายแดน เปิดเกือบหมดแล้ว ล่าสุดเปิด 86 ด่าน จากทั้งหมด 95 ด่าน และจะผลักดันให้มีการยกระดับด่านการค้าที่เป็นจุดผ่อนปรน เป็นด่านถาวรต่อไป ซึ่งจะต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานอื่น ๆ รวมทั้งต้องติดตามปัญหาในเมียนมา ที่จะกระทบการค้า และต้องเร่งแก้ปัญหาในเรื่องการขนส่ง ที่เมียนมา ไม่อนุญาตให้รถบรรทุกขนาดใหญ่เข้ามาไทย แก้เรื่องการออกใบอนุญาต และเรื่องภาษีแต่ละด่านที่ไม่เท่ากัน ส่วนกับประเทศเพื่อนบ้านอื่น ยังไม่พบปัญหา แต่ก็จะติดตามใกล้ชิดต่อไป&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์กล่าวว่า การผลักดันสินค้าเกษตรสำคัญ ทั้งข้าว มันสำปะหลัง และสินค้าเกษตรนวัตกรรม จะเดินหน้าสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง โดยจะนำผู้ประกอบการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ การจัดคณะผู้แทนเยือนประเทศคู่ค้าสำคัญ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ สร้างความเชื่อมั่น และผลักดันการส่งออก เพื่อสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME และรายเล็ก อย่างข้าวจีทูจี ที่หาตลาดได้มา ก็จะเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกทุกราย ทั้งรายใหญ่ รายเล็ก มีโอกาสในการส่งออก ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นรายใหญ่เท่านั้น</p>

<p>นอกจากนี้ จะเร่งสร้างความเป็นธรรมทางการค้า โดยการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ส่งออกสินค้าไทยในการใช้มาตรการเยียวยาทางการค้า ได้แก่ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) มาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard) และมาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AC) อย่างตรงไปตรงมา ไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ และต้องยึดหลักโปร่งใส เท่าเทียม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน จะเร่งพัฒนาระบบให้บริการด้วยนวัตกรรมดิจิทัล เช่น ระบบการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ด้านการส่งออกสินค้ามาตรฐาน หรือระบบ OCS Connect ระบบการให้บริการออกใบอนุญาตและหนังสือรับรองการส่งออก&ndash;นำเข้าสินค้าด้วยนวัตกรรมดิจิทัล หรือ ระบบ DFT Smart Licensing และระบบการให้บริการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า หรือ DFT Smart C/O อย่างครบวงจร และจะส่งเสริมให้มีการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า สร้างการรับรู้ด้านกฎระเบียบและมาตรการทางการค้าใหม่ ๆ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนกฎหมายที่อยู่ในการกำกับดูแล จะดำเนินการปรับปรุงกฎ ระเบียบ เพื่อลดความซ้ำซ้อน ลดข้อจำกัด ขจัดอุปสรรค และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ อาทิ การปรับปรุงประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการนำเข้าสินค้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ สินค้ารถยนต์ ยางรถยนต์ที่ใช้แล้ว และเศษพลาสติก รวมทั้งจะผลักดันการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับควบคุมการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD) และสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (DUI) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของธุรกิจในด้านความมั่นคงปลอดภัย เพิ่มความน่าเชื่อถือ และสร้างแต้มต่อทางการค้า</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20240502c3fe6e3b1c656feaeea18afdb9683380153512.jpg' type='image/jpg' length='137457' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ขึ้นทะเบียน GI ใหม่ “ทุเรียนหมอนทองเขาบรรทัด” มั่นใจเพิ่มชื่อเสียง เพิ่มรายได้]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/45587</link>
<guid isPermaLink="false">2728d845db3ec6f1adc2ffcd7635decb</guid>
<pubDate>Tue, 30 Apr 2024 11:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/663063dad9d3c.jpg" style="width: 600px; height: 450px;" /></p>

<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ &ldquo;ทุเรียนหมอนทองเขาบรรทัด&rdquo; ถือเป็นรายการที่ 3 ของจังหวัดตราด มั่นใจทำให้ชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคมากขึ้น และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเพิ่มขึ้น</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สินค้าทุเรียนหมอนทองเขาบรรทัด ซึ่งเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 3 ของจังหวัดตราด ต่อจากสินค้าสับปะรดตราดสีทอง และทุเรียนชะนีเกาะช้าง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ไปก่อนหน้านี้ โดยมั่นใจว่าหลังจากการขึ้นทะเบียน GI จะทำให้ชื่อเสียงของทุเรียนหมอนทองเขาบรรทัดเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น และสร้างรายได้มากกว่าเดิมที่มี 11,047 ล้านบาทต่อปี</p>

<p>สำหรับทุเรียนหมอนทองเขาบรรทัด เป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทอง เปลือกผิวสีเขียวปนน้ำตาล ปลายหนามแข็งแรงและแหลมคม เนื้อทุเรียนสีเหลืองอ่อน หนา มีรสชาติหวาน มัน มีพื้นที่ปลูกอยู่บริเวณแนวเทือกเขาบรรทัด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ลักษณะดินเป็นดินร่วน ระบายน้ำได้ดี ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม ทำให้มีฝนตกมาก อีกทั้งอิทธิพลจากแรงลมทะเลที่เข้าปะทะกับพื้นที่ชายฝั่งทะเลไปจนถึงพื้นที่เทือกเขาบรรทัดที่ส่งผลให้สภาพความชื้นในอากาศลดลงเร็วกว่าปกติ ทำให้ทุเรียนเกิดอาการเครียดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ จึงเกิดการกระตุ้นให้ทุเรียนออกดอกได้เร็วขึ้น สามารถเก็บเกี่ยวทุเรียนได้ก่อนพื้นที่อื่น เกษตรกรในพื้นที่จึงเรียกพันธุ์ทุเรียนหมอนทองที่ปลูกบริเวณแนวเทือกเขาบรรทัดว่า ทุเรียนหมอนทองเขาบรรทัด เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของทุเรียนหมอนทองในพื้นที่ดังกล่าว ต่อมาได้มีการนำชื่อขยายไปยังกลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนท่ากุ่ม-เนินทราย และกลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนใน 5 อำเภอของจังหวัดตราด ได้แก่ อำเภอเมืองตราด อำเภอคลองใหญ่ อำเภอบ่อไร่ อำเภอแหลมงอบ และอำเภอเขาสมิง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก บนพื้นฐานแห่งอัตลักษณ์และภูมิปัญญาไทย โดยใช้ GI เป็นเครื่องมือในการคุ้มครองสินค้าท้องถิ่นชุมชนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในพื้นที่แหล่งผลิตสินค้าในแต่ละท้องถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ตลอดจนส่งเสริมการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค โดยปัจจุบันมีการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20240430743989589cba22535a9c6ea4ea80b090111543.jpg' type='image/jpg' length='445132' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม”ถกผู้ว่าการมณฑลยูนนาน อำนวยความสะดวกค้าขายผ่าน 3 เส้นทาง รถ ราง เรือ]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/45585</link>
<guid isPermaLink="false">443690ebbe81e9337f03a469d22f980c</guid>
<pubDate>Tue, 30 Apr 2024 11:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/66305e7817afe.jpg" style="width: 600px; height: 408px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; ถกผู้ว่าการมณฑลยูนนาน กระชับความสัมพันธ์ทางการค้า ขอช่วยอำนวยความสะดวกในการค้าขายผ่าน 3 เส้นทาง รถ ราง เรือ พร้อมขอบคุณที่ช่วยแก้อุปสรรคการค้า ขยายเวลาเปิดปิดด่าน ลดความแออัดการขนส่งผลไม้ สบช่องขอหนุนนำเข้าโคมีชีวิตและโคแช่แข็งจากไทย</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับนายหวัง หยู่โป รองเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลยูนนาน ผู้ว่าการมณฑลยูนนาน และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำรัฐบาลมณฑลยูนนาน ที่ Haigeng Garden ห้องประชุม 1 เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อช่วงเย็นวันที่ 29 เม.ย.2567 ว่า ตนมาครั้งนี้ เพื่อกระชับความสัมพันธ์การค้าระหว่างกันในระดับมณฑลให้รวดเร็วและเข้าถึงปัญหาได้อย่างเต็มที่ เพราะรัฐบาลมุ่งมั่นที่จะขยายความร่วมมือทางการค้ากับมณฑลยูนนาน ผ่านเส้นที่ 1 หนองคายต่อรถไฟเวียงจันทน์สู่มณฑลยูนนาน และเส้นที่ 2 จังหวัดเชียงราย (เชียงของ-บ่อเต็น-โม่ฮาน) ผ่านถนน R3A สู่ด่านบ่อเต็นเข้าด่านโม่ฮาน และอีกเส้นทางที่มาเจรจาเพื่อเปิดเส้นทางการเดินเรือผ่านท่าเรือเชียงแสนมาท่าเรือกวนเหล่ย ซึ่งจะเป็นเส้นทางการค้าใหม่ ที่ยังไม่คึกคักเท่าที่ควร อยากเปิดเส้นทางนี้ให้ดียิ่งขึ้น เพราะสามารถเชื่อมโยงการค้าจากเชียงรายสู่คุนหมิงได้โดยตรง ซึ่งฝ่ายจีนรับจะร่วมมือกำกับดูแลให้สะดวกทั้ง 3 เส้นทาง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลจีน ที่ช่วยแก้ปัญหาอุปสรรคทางการค้าอย่างเต็มที่ ทั้งการขยายเวลาเปิดปิดด่าน &nbsp;แก้ปัญหาความแออัดรถบรรทุกที่ขนส่งผลไม้ ซึ่งผลผลิตกำลังจะออกมาก บางครั้งต้องใช้เวลาถึง 5 วัน สำหรับรอตู้ผ่านเข้าจีนแล้วกลับออกมาบ่อเต็นให้เหลือเพียง 3 วัน และทางจีนกำลังปรับปรุงขยายถนนจากเดิม 2 ช่อง เป็น 12 ช่อง ที่จะแล้วเสร็จในอีก 2 ปี จะเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย ไทยสามารถส่งสินค้าที่สดคุณภาพดีให้กับจีน และลดต้นทุนสินค้าลง และทางด่านบ่อเต็น (สปป.ลาว) ก็ให้ความร่วมมือเต็มที่</p>

<p>&ldquo;ความร่วมมือ 3 ประเทศทั้ง ไทย สปป.ลาว และจีน จะเป็นประโยชน์ต่อการค้าร่วมกัน และขอให้ทางการจีนสนับสนุนเรื่องการนำเข้าโคมีชีวิตและโคแช่แข็งจากไทยให้มาที่จีน รวมไปถึงผลไม้ตามฤดูกาลอื่น โดยยินดีที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบของจีน ซึ่งทางผู้ว่าการตอบรับที่จะไปช่วยผลักดันต่อไป ซึ่งผมจะกลับไปรายงานนายกรัฐมนตรีถึงการต้อนรับและความเอาใจใส่ในการแก้ปัญหาร่วมกัน และหวังว่าเราจะพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีอย่างนี้ตลอดไป&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า มณฑลยูนนาน มีพรมแดนติดกับเมียนมา เวียดนาม และสปป.ลาว เป็นมณฑลของจีนที่อยู่ใกล้กับไทยมากที่สุด มีความโดดเด่นด้านการค้าชายแดน โดยใช้เส้นทางถนน R3A (คุนหมิง-สปป.ลาว-กรุงเทพฯ) ซึ่งมีความสำคัญในการส่งออกผลไม้ของไทยไปจีน ปัจจุบันไทยสามารถส่งออกผลไม้สดไปจีนทางบกได้ 6 ด่าน คือ ด่านนครพนม ด่านมุกดาหาร ด่านเชียงของ ด่านหนองคาย ด่านบ้านผักกาด (จันทบุรี) และด่านบึงกาฬ ซึ่งการส่งออกผลไม้สู่มณฑลยูนนานจะขนส่งผ่าน 2 ด่านหลัก คือ ด่านเชียงของ จ.เชียงราย ตามเส้นทาง R3A เข้าสู่จีนที่ด่านโม่ฮาน และด่านหนองคาย ขึ้นรถไฟลาว-จีน เข้าสู่จีนที่ด่านรถไฟโม่ฮาน<br />
<br />
โดยในปี 2566 ไทยมีการส่งออกสินค้าผลไม้และลูกนัทที่บริโภคได้ (HS 08) ไปมณฑลยูนนานผ่านเส้นทางทั้งสอง มูลค่ารวม 1,680 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 33.6% โดยมีสัดส่วน 50% ของการส่งออกสินค้าดังกล่าวทางบก และมีสัดส่วนคิดเป็น 27% ของการส่งออกสินค้าผลไม้และลูกนัทไปจีนทั้งหมด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202404307210c734ee1fd64d1de58b1e9d0489d7111348.jpg' type='image/jpg' length='292612' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“นภินทร” นำทีมพาณิชย์ สำรวจด่านเวียดนาม-จีน เปิดทางสะดวกส่งออกผลไม้ไทย]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/44319</link>
<guid isPermaLink="false">f2648ab25510a5f6db08161a722d4795</guid>
<pubDate>Tue, 23 Apr 2024 15:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/658a71179a3c2_1_.jpg" style="width: 600px; height: 439px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;นภินทร&rdquo; นำคณะผู้บริหารพาณิชย์ เยือนกรุงฮานอย และกวางโจว สำรวจเส้นทางการขนส่งผลไม้ไทยผ่านด่านเวียดนามเข้าสู่ตลาดจีน เตรียมถกผู้บริหารด่าน พบปะผู้นำเข้า เปิดทางสะดวกส่งออกผลไม้ไทย รองรับฤดูกาลผลิตผลไม้ที่กำลังออกสู่ตลาด</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 24-27 เม.ย.2567 นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะนำคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ เดินทางเยือนกรุงฮานอย จังหวัดลางเซิน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และนครกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสำรวจเส้นทางการขนส่งผลไม้ ตามที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เร่งเตรียมการก่อนถึงฤดูกาลผลไม้ ซึ่งนายภูมิธรรมและคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ก็มีกำหนดการเดินทางไปสำรวจด่านของประเทศใกล้เคียง เพื่อดูความพร้อมในการขนส่งผลไม้ในช่วงปลายเดือน เม.ย.2567 ด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในการเดินทางไปครั้งนี้ นายนภินทรจะสำรวจด่านรถไฟด่งดัง จังหวัดลางเซิน โดยจะเยี่ยมชมจุดขนถ่ายสินค้าผ่านด่านรถไฟด่งดัง สถานีรถไฟด่งดัง และจุดจอดรถไฟรอข้ามไปจีน และด่านรถไฟสากลหูหงิ ที่จะไปติดตามดูการดำเนินการผ่านพิธีศุลกากรขาเข้าและขาออก จากเวียดนามเข้าสู่ด่านโหยวอี้กวาน เมืองผิงเสียง ประเทศจีน ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมและอำนวยความสะดวกรองรับฤดูการผลไม้ของไทยที่กำลังจะออกสู่ตลาด</p>

<p>ขณะเดียวกัน คณะจะเดินทางผ่านด่านข้ามไปยังด่านโหย่วอี้กวน และใช้โอกาสนี้หารือกับผู้แทนของเมืองฉงจั่ว เพื่อขอให้ช่วยอำนวยความสะดวกในการส่งออกผลไม้ไทยที่ผ่านด่านจากเวียดนามเข้าสู่ตลาดจีน และจะเดินทางไปสำรวจด่านรถไฟผิงเสียง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งด่านที่ผลไม้ไทยจะผ่านเข้าสู่ตลาดจีน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
จากนั้น คณะจะเดินทางต่อไปยังนครกวางโจว เพื่อหารือเชิงบูรณาการกับทูตเกษตรและทูตพาณิชย์ถึงการเตรียมการในการอำนวยความสะดวกการส่งออกผลไม้ไทย และการผ่านพิธีการศุลกากร และมีกำหนดการเดินทางไปยังตลาดเจียงหนาน เพื่อดูการเปิดตู้สินค้า และพบปะผู้บริหารตลาด เพื่อขยายความร่วมมือเรื่องการส่งออกผลไม้ไทยไปจีน รวมทั้งจะประชุมหารือร่วมกับบริษัท Pagoda ผู้นำเข้าผลไม้รายใหญ่ เพื่อขอให้ช่วยสนับสนุนการนำเข้าผลไม้จากไทย และเยี่ยมชมร้านขายผลไม้จากไทย และจะเข้าเยี่ยมชมร้านอาหารที่ได้รับตรา Thai SELECT เพื่อติดตามการขับเคลื่อน Soft Power ด้านอาหารและร้านอาหารไทยในจีน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202404237af9b9004304ddf793aeb68c7d1a810b151118.jpg' type='image/jpg' length='279816' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จับมือเกษตร 3 สมาคมปุ๋ย ลุยเฟส 2 ลดราคา 5.1 ล้านกระสอบ ครอบคลุมทุกพืช]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/43911</link>
<guid isPermaLink="false">ce72fad991cd7e5f40c453df0d7d831f</guid>
<pubDate>Fri, 19 Apr 2024 15:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/6622141d14f3a.jpg" style="width: 600px; height: 399px;" /></p>

<p><strong>กรมการค้าภายในจับมือกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร และผู้ผลิต ผู้นำเข้าปุ๋ย 3 สมาคม จัดทำโครงการเชื่อมโยงปุ๋ยราคาถูกให้แก่เกษตรกร เฟสที่ 2 มีปริมาณปุ๋ยเข้าร่วม 5.1 ล้านกระสอบ จำนวน 69 สูตร ครอบคลุมทั้งนาข้าว พืชไร่ พืชสวน และผลไม้ ลดราคา 20-50 บาทต่อกระสอบ เริ่มตั้งแต่ เม.ย.-มิ.ย.67 คาดช่วยลดต้นทุนเกษตรกรได้กว่า 280 ล้านบาท ล่าสุด มีเกษตรกรสั่งซื้อแล้ว 2.35 แสนกระสอบ</strong><br />
<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ดำเนินการตามนโยบายของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรด้านต้นทุนปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ย ซึ่งมีความสำคัญต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิต ตลอดจนรายได้ของเกษตรกร จึงได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร และผู้ผลิต ผู้นำเข้าปุ๋ย 3 สมาคม ได้แก่ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร จัดทำโครงการเชื่อมโยงปุ๋ยราคาถูกให้แก่เกษตรกร เฟสที่ 2 โดยมีปริมาณปุ๋ยเข้าร่วมโครงการ 5.1 ล้านกระสอบ จำนวน 69 สูตร ครอบคลุมการปลูกพืชทุกชนิดทั้งนาข้าว พืชไร่ พืชสวน และไม้ผล ลดราคา 20-50 บาทต่อกระสอบ เริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย.-มิ.ย.2567<br />
<br />
สำหรับปุ๋ยที่เข้าร่วมโครงการ เช่น ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 ราคาโครงการกระสอบละ 755&ndash;810 บาท ลดสูงสุด 35 บาทต่อกระสอบ สูตร 15-15-15 ราคาโครงการกระสอบละ 930&ndash;1,000 บาท ลดสูงสุด 50 บาทต่อกระสอบ สูตร 16-20-0 ราคาโครงการกระสอบละ 805&ndash;840 บาท ลดสูงสุด 50 บาทต่อกระสอบ เป็นต้น<br />
<br />
&ldquo;ปุ๋ยที่นำมาลดราคาดังกล่าว เป็นการขยายความสุขให้กับพี่น้องเกษตรกร ที่ก่อนหน้านี้ ได้ดำเนินโครงการลดราคาเฟส 1 มาแล้ว จำนวน 3.1 ล้านกระสอบ เริ่มตั้งแต่ ต.ค.2566-มี.ค.2567 และได้ทำต่อเนื่องมาถึงเฟส 2 เพื่อรองรับฤดูกาลเพาะปลูก โดยข้าวนาปีในพื้นที่ภาคกลางจะเริ่มปลูกเดือน พ.ค. เป็นต้นไป ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปลูกมากช่วง มี.ค.-มิ.ย. มันสำปะหลังที่ยังคงมีการปลูกอยู่ในเดือน เม.ย. และพืชอื่น ๆ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ ที่มีการใช้ปุ๋ยตลอดทั้งปี และคาดหวังว่า จะมีเฟสต่อ ๆ ไป เพื่อรองรับการเพาะปลูกพืชแต่ละชนิดต่อไป&rdquo;</p>

<p>ทั้งนี้ คาดว่า การดำเนินโครงการดังกล่าว จะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้กว่า 280 ล้านบาท เมื่อรวมกับเฟสแรกก็จะช่วยลดต้นทุนเกษตรกรได้ประมาณ 436 ล้านบาท โดยเกษตรกรที่สนใจ สามารถสั่งซื้อผ่านสถาบันเกษตรกรที่ตนเป็นสมาชิก เช่น สหกรณ์การเกษตร ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน วิสาหกิจชุมชน และแปลงใหญ่ จากนั้นสถาบันเกษตรกรจะเป็นผู้รวบรวมยอดการสั่งซื้อแจ้งไปยังสำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานสหกรณ์จังหวัด ในแต่ละพื้นที่ ส่วนเกษตรกรที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสถาบันเกษตรกรอยู่ในขณะนี้ สามารถรวมกลุ่มกันซื้อ หรือไปซื้อปุ๋ยจากสถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้ โดยล่าสุดมีสถาบันเกษตรกรสั่งซื้อปุ๋ยในโครงการแล้วจำนวน 20 แห่ง รวมปริมาณปุ๋ย 235,710 กระสอบ<br />
<br />
นายวัฒนศักย์กล่าวว่า สถานการณ์ราคาปุ๋ยในตลาดโลก ณ ขณะนี้ แม้ว่าความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนจะยังไม่คลี่คลายลง และมีความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อราคาปุ๋ยในตลาดโลกมากนัก &nbsp;ราคาปุ๋ยจึงยังคงทรงตัวหรือปรับขึ้นลงในช่วงแคบ ๆ ซึ่งจะต้องติดตามใกล้ชิดต่อไป ส่วนราคาจำหน่ายปุ๋ยเคมีในประเทศ พบว่า ได้ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องจากช่วงเดือน พ.ค.2565 ที่เป็นช่วงที่ราคาปุ๋ยปรับสูงขึ้นสูงที่สุด ประมาณ 40-50% และปริมาณสต็อกปุ๋ย ณ สิ้นเดือน มี.ค.2567 อยู่ที่ 1.22 ล้านตัน ขอให้พี่น้องเกษตรกรมั่นใจได้ว่ามีปุ๋ยเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก ไม่มีปัญหาการขาดแคลนปุ๋ยอย่างแน่นอน<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม หากพบการกักตุนหรือจำหน่ายสินค้าในราคาแพงเกินสมควร จะมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีที่ไม่ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายจะมีโทษสูงสุดปรับไม่เกิน 10,000 บาท หากเกษตรกรไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการค้า สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือทางแอปพลิเคชันไลน์ @MR.DIT</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202404193a467ea0c4aa760724d7f848616981e5152330.jpg' type='image/jpg' length='315979' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ลุยดิจิทัลเต็มสูบ กำหนดเปิดใช้ระบบบริการส่งออกสินค้ามาตรฐาน 9 ชนิด มิ.ย.นี้]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/43711</link>
<guid isPermaLink="false">e21225f6b654f7d8e432ef79a6bc8b0c</guid>
<pubDate>Thu, 18 Apr 2024 15:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/6620b5b5e97eb.jpg" style="width: 600px; height: 450px;" /></p>

<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเดินหน้าปรับปรุงระบบบริการมาตรฐานสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสู่ &ldquo;ระบบบริการส่งออกสินค้ามาตรฐาน (OCS Connect)&rdquo; เพื่อให้การบริการส่งออกสินค้ามาตรฐาน 9 ชนิด มีความสะดวก ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการ และช่วยหนุนการส่งออก กำหนดเปิดให้ใช้งาน มิ.ย.นี้ ล่าสุดเปิดอบรมการใช้งาน มีผู้สนใจเข้าร่วมเพียบ ชมช่วยอำนวยความสะดวก และช่วยให้ส่งออกคล่องตัวจริง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรม โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้า ได้ดำเนินโครงการพัฒนาปรับปรุงระบบบริการมาตรฐานสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสู่ &ldquo;ระบบบริการส่งออกสินค้ามาตรฐาน (OCS Connect)&rdquo; เพื่อให้กระบวนการให้บริการด้านการส่งออกสินค้ามาตรฐาน 9 ชนิด ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง แป้งมันสำปะหลัง ปลาป่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ถั่วเขียว ถั่วเขียวผิวดำ และปุยนุ่น สามารถอำนวยประโยชน์และตอบโจทย์ความต้องการแก่ผู้ใช้บริการได้สูงสุด ตามนโยบายของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้อำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการอย่างเต็มที่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ระบบ OSC Connect ดังกล่าว ได้มีการยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ใช้บริการและกรม ทั้งการใช้งานข้อมูลพื้นฐานต่าง ๆ อาทิ ข้อมูลทะเบียนพาณิชย์ หรือทะเบียนนิติบุคคลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และข้อมูลด้านทะเบียนราษฎร์ของกรมการปกครอง สำหรับการลงทะเบียนเพื่อเข้าใช้งานระบบ OCS Connect ของผู้ประกอบธุรกิจส่งออกสินค้ามาตรฐาน ผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้า และผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้า และการเชื่อมโยงข้อมูลแบบเบ็ดเสร็จหรือเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกัน 100% กับกรมศุลกากร และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการส่งออกของประเทศ และกำหนดให้เริ่มใช้งานเดือน มิ.ย.2567 นี้</p>

<p>ขณะเดียวกัน กรมได้จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการการใช้งาน &ldquo;ระบบ OCS Connect&rdquo; ให้แก่ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้ทำการค้าขาออกซึ่งสินค้ามาตรฐาน ผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้า และผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ไปแล้วเมื่อวันที่ 3-4 เม.ย.2567 ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมสัมมนารวมทั้งสิ้น 403 ราย ครอบคลุมกลุ่มผู้ประกอบการทั้งภาคธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้า และผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้าที่มีส่วนสนับสนุนการส่งออกสินค้ามาตรฐานที่สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศถึงปีละกว่า 150,000 ล้านบาท ได้เรียนรู้การใช้งาน ระบบ OCS Connect อย่างเข้มข้น ฝึกการใช้งานจากระบบจริง ข้อมูลการใช้งานจริง ตลอดจนมีการให้ข้อเสนอแนะ พร้อมแนวทางการพัฒนาระบบให้บริการสินค้ามาตรฐานต่อไปในอนาคต ซึ่งผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ให้ความเห็นว่า ระบบ OCS Connect สามารถอำนวยความสะดวกในการดำเนินการด้านการส่งออกสินค้ามาตรฐานส่งผลให้เกิดความคล่องตัวของกระบวนการส่งออกสินค้ามาตรฐานได้เป็นอย่างดี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กรมจะเดินหน้าให้ความสำคัญต่อการพัฒนายกระดับการให้บริการ เพื่อสนับสนุนการค้าของประเทศ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยให้ยืนหยัดเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้ามาตรฐานที่มีคุณภาพอันดับหนึ่งในตลาดโลกได้อย่างต่อเนื่อง&rdquo;นายรณรงค์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20240418bbaa07fd3fa99eaf84a9593128828099152505.jpg' type='image/jpg' length='269039' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์จับมือชอปปี้ คัดสินค้าเด็ด “สุขใจซื้อของไทย” มาขายซ้ำ พร้อมแจกส่วนลด 2 ต่อ]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/43710</link>
<guid isPermaLink="false">42a16c4c0d2fb157b5ea6df006242ec0</guid>
<pubDate>Thu, 18 Apr 2024 15:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/662092c76048c.jpg" style="width: 600px; height: 448px;" /></p>

<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือชอปปี้ จัดโปรโมชันส่งเสริมการขายลดราคากลางเดือน คัดสินค้าเด็ดที่ได้รับความนิยมสูงสุดในแคมเปญ &ldquo;สุขใจซื้อของไทย&rdquo; ครั้งที่ผ่านมา มาขายซ้ำ ทั้งกระเป๋าผ้าขาวม้า ผ้าพันคอลายผ้าขาวม้า หอยจ๊อปูไส้ทะลัก หมูหยองกรอบคั่วเตาถ่าน ผักอัดเม็ด ปลาเค็มรวน และหัวไชเท้าออร์แกนิกสกัดเย็น 100% พร้อมแจกส่วนลด 2 ต่อ ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 เม.ย.นี้</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับ Shopee จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ลดราคากลางเดือน (Mid Month Sale) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในการขยายช่องทางการจำหน่ายไปสู่ออนไลน์ รวมทั้งช่วยประชาชนประหยัดเงินในกระเป๋าและสามารถเลือกซื้อสินค้าชุมชนคุณภาพดีได้โดยตรง สะดวก รวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยคัดเลือกสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดในแคมเปญ &ldquo;สุขใจซื้อของไทย&rdquo; ครั้งที่ผ่านมา และผู้บริโภคอาจจะกดสั่งซื้อสินค้าไม่ทันมาให้เลือกซื้ออีกครั้ง อาทิ กระเป๋าผ้าขาวม้า ผ้าพันคอลายผ้าขาวม้า หอยจ๊อปูไส้ทะลัก หมูหยองกรอบคั่วเตาถ่าน ผักอัดเม็ด ปลาเค็มรวน และหัวไชเท้าออร์แกนิกสกัดเย็น 100% เป็นต้น<br />
<br />
โดยผู้บริโภคจะได้สิทธิ์รับโค้ดส่วนลด 2 ต่อ เพียงกดเข้าไปที่แพลตฟอร์ม Shopee และค้นหาคำว่า &ldquo;สุขใจซื้อของไทย&rdquo; หรือผ่านทาง&nbsp;<a href="http://www.shopee.co.th/dbdonline" target="_blank">www.shopee.co.th/dbdonline</a>&nbsp;โดยต่อที่ 1 รับโค้ดส่วนลด 25% หรือพิมพ์โค้ด &ldquo;DBD25&rdquo; และต่อที่ 2 เป็นโค้ดส่วนลดจากร้านค้าลดเพิ่มสูงสุด 10% ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 เม.ย.2567</p>

<p>&ldquo;การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการกระตุ้นยอดขาย ยังช่วยสร้างการมองเห็นให้กับร้านค้ามากขึ้น ช่วยตอกย้ำถึงเจตนารมณ์ของกรมในการเดินหน้าส่งเสริมและผลักดันให้ธุรกิจของผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างมืออาชีพ ส่งผลดีต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ&rdquo;<br />
<br />
ทั้งนี้ กรมจะเดินหน้าส่งเสริมและผลักดันสินค้าชุมชนเข้าสู่ช่องทางออนไลน์ หรืออี-คอมเมิร์ซ เพราะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ รวมถึงเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการให้มีศักยภาพและพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ ให้สามารถแข่งขันได้ผ่านช่องทางตลาดออนไลน์ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน โดยตลอดทั้งปี มีแผนร่วมมือกับ Shopee อย่างต่อเนื่องในการมอบสิทธิพิเศษต่าง ๆ ให้กับผู้ประกอบการออนไลน์ไทยบน Shopee เพื่อช่วยส่งเสริมการขาย ขยายโอกาสทางการตลาดออนไลน์ให้กับผู้ประกอบการ รวมถึงคอร์สอบรมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ โดยเมื่อเข้าร่วมโครงการกับกรมแล้ว จะมีสิทธิในการเข้าร่วมแสดงสินค้าในแคมเปญสุขใจซื้อของไทยได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202404188f249d4bc7cf5bfa5a01f5ab824a52c2151252.jpg' type='image/jpg' length='352608' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์ตราด” ยันราคามังคุดอยู่ในเกณฑ์เกษตรกรพอใจ เผยหลังสงกรานต์ ล้งเปิดซื้อเต็มสูบ]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/43434</link>
<guid isPermaLink="false">74ff1821b34fb31c8de35ed76518584c</guid>
<pubDate>Wed, 17 Apr 2024 09:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/661e16f3ce22d.jpg" style="width: 600px; height: 450px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;พาณิชย์จังหวัดตราด&rdquo; ลงพื้นที่ ติดตามสถานการณ์ราคามังคุด พบช่วงนี้ผลผลิตส่วนใหญ่ 90% เป็นเกรดมันรวม ราคาอยู่ในเกณฑ์ที่เกษตรกรพอใจ เผยเกรดมันรวม 80-85 บาท/กก. เกราดคละ 65-70 บาท/กก. และเกรดกากรวม 50-55 บาท/กก. คาดหลังพ้นสงกรานต์ ล้ง ผู้ประกอบการรายใหญ่ เปิดรับซื้อเต็มสูบ ดันราคาดีต่อเนื่อง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ถึงกรณีมีเกษตรกร จ.ตราด ระบุว่ามังคุดราคาตกจาก 300 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) เหลือ 50 บาท/กก. ว่า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตราด ได้ลงพื้นที่ติดตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว และได้มีการสอบถามสถานการณ์กับนายศุภสรณ์ วัฒนโภไคย ซึ่งเป็นสมาชิกวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ ต.หนองบอน อ.บ่อไร่ จ.ตราด ได้ให้ข้อมูลว่าราคามังคุดที่ขายได้ ณ วันที่ 14 เม.ย.2567 เกรดมันรวมราคา 80-85 บาท/กก. เกรดคละราคา 65-70 บาท/กก. เกรดกากรวมราคา 50-55 บาท/กก. ซึ่งขณะนี้ผลผลิตของเกษตรกรส่วนใหญ่กว่า 90% เป็นเกรดมันรวม สำหรับเกรดรองลงมาอย่างเกรดกากรวม มีปริมาณน้อยมาก&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนราคาซื้อขายที่ 300 บาทต่อกก. เป็นมังคุดผิวมันเกรดส่งออก ซึ่งเป็นราคารับซื้อช่วงเปิดฤดูประมาณ 1-2 วันแรกเท่านั้น และเกษตรกรสามารถขายมังคุดได้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เพราะตอนนั้น ผลผลิตมังคุดมีน้อย มีรายละไม่กี่กิโลกรัม แต่ตลาดที่ซื้อไปส่งออกมีมากกว่า ทำให้เกิดการแย่งกันซื้อ ราคาเปิดรับซื้อมังคุดจึงค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ต่อมาเมื่อปริมาณผลผลิตมังคุดเริ่มทยอยออกมา ราคาก็ปรับลดลงตามภาวะตลาด&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>

<p>อย่างไรก็ตาม สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตราด ยังได้สอบถามไปยังผู้ประกอบการรับซื้อมังคุด ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรบ่อไร่ โดยนายเสกสรร คำปริว ผู้จัดการสหกรณ์ และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออก จำกัด โดยนายวุฒิพงศ์ รัตนมณฑ์ ประธานสหกรณ์ฯ และล้งรับซื้อรายย่อย คุณสมจิตร ม่วงคำ แจ้งว่า ปัจจุบัน ผู้รับซื้อส่วนใหญ่จะเป็นผู้รวบรวมรายเล็ก ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เป็นล้งแพกมังคุดเพื่อส่งออกยังไม่เปิดรับซื้อเต็มกำลัง เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์ แรงงานหยุดกลับบ้าน แต่ล้งรับซื้อรายใหญ่ทั้งหมดจะทยอยเปิดรับซื้อหลังสงกรานต์ และจะเปิดรับซื้อเต็มกำลังผลิตช่วงวันที่ 20 เม.ย. เป็นต้นไป ประกอบกับจะมีแรงงานเข้ามาทำงานหลังวันหยุดสงกรานต์ ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ด้านราคาปรับตัวสูงขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านสถานการณ์การรับซื้อมังคุด ในพื้นที่ จ.จันทบุรี สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรีได้ลงพื้นที่ติดตามการซื้อขาย พบว่า ผู้ประกอบการจะทยอยเปิดรับซื้อหลังสงกรานต์เป็นต้นไปเช่นเดียวกัน โดยภาพรวมเกษตรกรยังขายมังคุดได้ราคาที่น่าพอใจ โดยราคาเกรดมันรวม 80-85 บาท/กก. เกรดคละราคา 65-70 บาท/กก. เกรดกากรวมราคา 50-55 บาท/กก. ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรพอใจ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายอนุวรรตน์ อิ่มสมบูรณ์ กรรมการเลขานุการ สกก.จันทบุรี จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันผลผลิตส่วนใหญ่เป็นเกรดมันรวม 90% ซึ่งภาพรวมราคาเกรดคุณภาพเกษตรกรมีความพอใจ แต่อาจปรับตัวลงมาเล็กน้อยจากช่วงต้นฤดูกาล ซึ่งถือว่าเป็นปกติ โดยเชื่อว่า หลังจากมีการเปิดรับซื้อเต็มที่ตั้งแต่วันที่ 15 เม.ย. สถานการณ์น่าจะดีขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202404174a9f3767d8cbe01f85e06990f68db5a5091247.jpg' type='image/jpg' length='361016' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม”สั่งลุยขายข้าวฟิลิปปินส์ ชิงส่วนแบ่งให้ได้มากที่สุด หลังต้องการสูง 4.1 ล้านตัน]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/43426</link>
<guid isPermaLink="false">d814310d9a7657cac38685a10d802963</guid>
<pubDate>Wed, 17 Apr 2024 09:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/661c879fa2c65.jpg" style="width: 600px; height: 446px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; สั่งกรมการค้าต่างประเทศ ทูตพาณิชย์ฟิลิปปินส์ เดินหน้าขยายตลาดข้าวไทย ชิงส่วนแบ่งตลาดให้ได้มากที่สุด หลังพบแนวโน้มปีนี้ ฟิลิปปินส์มีความต้องการนำเข้าข้าวสูงถึง 4.1 ล้านตัน เหตุผลผลิตในประเทศลดลง และการบริโภคเพิ่มขึ้น</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามที่ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก สำรวจโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทย ล่าสุดได้รับรายงานจากทูตพาณิชย์ฟิลิปปินส์ ถึงโอกาสในการส่งออกข้าวไทยไปขาย หลังจากที่ฟิลิปปินส์มีความต้องการนำเข้าข้าวในปี 2567 เพิ่มขึ้น จากการที่ผลผลิตในประเทศลดลง ทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานยืนยันว่า หน่วยงาน Foreign Agricultural Service ในฟิลิปปินส์ ภายใต้กระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา (USDA) ระบุว่าในปี 2567 ฟิลิปปินส์จะนําเข้าข้าวเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ เพราะผลผลิตในประเทศขาดแคลน โดยจะยังคงเป็นประเทศผู้ซื้อข้าวรายใหญ่ที่สุดในตลาดโลก คาดว่าฟิลิปปินส์จะนําเข้าข้าวปริมาณ 4.1 ล้านตันในปีนี้ เพิ่มขึ้น 200,000 ตัน หรือร้อยละ 5.1 จากการประมาณการครั้งก่อนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งอยู่ที่ 3.9 ล้านตัน เนื่องจากมีผลผลิตข้าวเปลือกในท้องถิ่นน้อยลง และหากเป็นไปตามการคาดการณ์ดังกล่าว จะทําให้ฟิลิปปินส์มีการนําเข้าข้าวเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 14 จากในปี 2566 ที่มีปริมาณ 3.6 ล้านตัน และจะเป็นผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก ตามด้วยอินโดนีเซีย จีน และสหภาพยุโรป</p>

<p>นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ยังได้ปรับลดประมาณการการผลิตข้าวของฟิลิปปินส์ในปีนี้ลงเหลือ 12.3 ล้านตัน จากประมาณการครั้งก่อนที่ปริมาณ 12.5 ล้านตัน ซึ่งตรงกันข้ามกับแนวโน้มของสถานการณ์ผลผลิตข้าวทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 515.4 ล้านตัน เนื่องจากคาดว่าจะมีการเพาะปลูกขนาดใหญ่จากประเทศอินเดีย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้รับรายงานอีกว่า ฟิลิปปินส์เป็นตลาดที่มีบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก มีการบริโภคเฉลี่ยมากถึงปีละประมาณ 16 ล้านตัน แต่ผลผลิตในประเทศมีประมาณ 12 ล้านตัน ทำให้ต้องนำเข้ากว่า 3 ล้านตัน และยังเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงด้านอาหาร อีกทั้งฟิลิปปินส์ยังเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด พายุไต้ฝุ่น การขาดแคลนเทคโนโลยี ขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร และล่าสุดได้รับผลกระทบจากเอลนีโญ ทำให้ผลผลิตข้าวลดลง รัฐบาลฟิลิปปินส์จึงต้องหามาตรการต่าง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีข้าวเพียงพอบริโภค และประเมินว่าต้องนำเข้ามากถึง 4.1 ล้านตัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ปัจจุบันฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในตลาดข้าวสำคัญของไทย โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา มีการนำเข้าจากไทย 3.42 แสนตัน สัดส่วน 9.46% นำเข้าจากเวียดนามอันดับ 1 ปริมาณ 2.97 ล้านตัน สัดส่วน 82.23% และนำเข้าจากเมียนมา 1.56 แสนตัน สัดส่วน 4.33% โดยได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศ และทูตพาณิชย์ในฟิลิปปินส์ เดินหน้าขายข้าวไทยให้กับฟิลิปปินส์ เนื่องจากราคาข้าวไทยอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ แต่คุณภาพดีกว่า และได้มอบหมายให้เร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีความหลากหลาย โดยเฉพาะข้าวพื้นนุ่มที่ฟิลิปปินส์ต้องการ ซึ่งจะทำให้ข้าวไทยได้ส่วนแบ่งตลาดกลับคืนมาได้&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202404177f2ad4f2a368a1a2bc3b85bb324adc0d090511.jpg' type='image/jpg' length='485582' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เปิดรับสมัครร้านอาหารทั่วประเทศ เข้าร่วมการประเมินใช้แบรนด์ Thai SELECT]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/42632</link>
<guid isPermaLink="false">6b01f86ec26685c08de58d18b35984af</guid>
<pubDate>Tue, 09 Apr 2024 10:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/6614af05e108d.jpg" style="width: 600px; height: 456px;" /></p>

<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเดินหน้าเฟ้นหาร้านอาหารไทยรายใหม่ทั่วประเทศ เข้าร่วมการประเมินเพื่อใช้ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ที่การันตีมาตรฐานร้านอาหาร ทั้งรสชาติและการให้บริการ หวังหนุน Soft Power อาหารไทยและร้านอาหารไทย เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึง 15 พ.ค.67</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมจะเดินหน้าค้นหาผู้ประกอบการร้านอาหารไทยรายใหม่ทั่วประเทศ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในแบรนด์ Thai SELECT เพื่อช่วยยกระดับและพัฒนาร้านอาหารไทยให้เป็น Soft Power ตามนโยบายที่ได้รับจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เร่งขับเคลื่อน Soft Power ในส่วนของอาหารไทยและร้านอาหารไทย โดยกำหนดเปิดรับสมัครร้านอาหารที่สนใจตั้งแต่วันนี้ถึง 15 พ.ค.2567 ที่ Facebook fanpage : Thaiselectthailand และเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า&nbsp;<a href="http://www.dbd.go.th/" target="_blank">www.dbd.go.th</a><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับคุณสมบัติของผู้ประกอบการร้านอาหารไทยที่สนใจสมัครเข้ารับตราสัญลักษณ์ ประกอบด้วย 1.เปิดให้บริการมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน 2.เป็นร้านอาหารที่มีจำนวนที่นั่งภายในร้านไม่ต่ำกว่า 30 ที่นั่งและมีพนักงานให้บริการ 3.มีรายการอาหารไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของรายการอาหารทั้งหมด 4.สภาพแวดล้อมสะอาด ถูกสุขลักษณะ และสวยงาม และ 5.ร้านที่มีมากกว่า 1 สาขา แต่ละสาขาต้องแยกยื่นขอเข้ารับการประเมินเพื่อรับตราสัญลักษณ์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนเกณฑ์การพิจารณามี 5 ด้าน คือ 1.ด้านรสชาติและลักษณะอาหารไทย 2.ด้านวัตถุดิบและรายการอาหาร 3.ด้านสุขอนามัย 4.ด้านบรรยากาศและการตกแต่งร้านอาหาร และ 5.ด้านคุณภาพการบริการ</p>

<p>ทั้งนี้ ในการพิจารณาได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิด้านอาหาร จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกร้านอาหาร Thai SELECT และให้คำแนะนำแก่ร้านอาหารที่สมัครเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อต่อยอดสู่การส่งเสริมพัฒนาและยกระดับคุณภาพมาตรฐานสากล โดยร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT แล้ว จะมีอายุการใช้ตราสัญลักษณ์เป็นเวลา 3 ปี และสามารถสมัครต่ออายุตราสัญลักษณ์ได้อีกคราวละ 3 ปี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เร่งส่งเสริมและยกระดับร้านอาหารไทยในประเทศไทยให้เป็น Soft Power ภายใต้ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT มาเป็นระยะเวลากว่า 6 ปี เพื่อผลักดันอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมกับผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ทั้งด้านรสชาติต้นตำรับไทยแท้ที่บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของความเป็นไทย การใช้วัตถุดิบคุณภาพ มีความสะอาด บรรยากาศดี และได้รับบริการที่ดี ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ภายใต้สโลแกน อาหารไทย ต้อง Thai SELECT<br />
<br />
ปัจจุบันมีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (ข้อมูล ณ วันที่ 1 เม.ย.2567) จำนวน 370 ร้าน แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 59 ร้าน ภาคเหนือ 68 ร้าน ภาคกลาง 81 ร้าน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 69 ร้าน ภาคใต้ 67 ร้าน และภาคตะวันออก 26 ร้าน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20240409b4df749c8e6cd43c2fe7b1b43baa20f5102119.jpg' type='image/jpg' length='410030' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผยผลสำรวจสงกรานต์ปีนี้ คนไทยแห่เที่ยว คาดเงินสะพัดกว่า 4.7 หมื่นล้าน]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/42631</link>
<guid isPermaLink="false">7e17b8fcdaa68d6d647a94a96e3f077c</guid>
<pubDate>Tue, 09 Apr 2024 10:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/6614a757ef2a1.jpg" style="width: 600px; height: 400px;" /></p>

<p><strong>สนค.เผยผลสำรวจพฤติกรรมการเดินทางและจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ พบประชาชนมีแผนเดินทางเพิ่มขึ้น ชลบุรี เชียงใหม่ กรุงเทพฯ ขอนแก่น และภูเก็ต เป็น 5 จังหวัดปลายทางยอดนิยม ส่วนการจับจ่ายใช้สอย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นค่าอาหารมากสุด ตามด้วยค่าเดินทาง และของฝาก แต่เข้าวัดทำบุญลด คาดทั้งสงกรานต์เงินสะพัดกว่า 4.7 หมื่นล้านบาท</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเดือน มี.ค.2567 ที่ผ่านมา จำนวน 4,728 ตัวอย่าง ครอบคลุมประชาชนทุกอำเภอทั่วประเทศ เกี่ยวกับพฤติกรรมการเดินทางและการจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2567 ว่า ประชาชนมีแผนการเดินทางในช่วงวันหยุดสงกรานต์ในปีนี้เพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อปี 2565 อย่างชัดเจน โดยจังหวัดปลายทางยอดนิยม คือ ชลบุรี เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองหลักที่จะเตรียมจัดงาน &ldquo;Maha Songkran World Water Festival 2024 เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ 2567&rdquo; และการจับจ่ายใช้สอยในส่วนของกลุ่มกำลังซื้อสูงเพิ่มขึ้นจากปี 2565 เล็กน้อย และมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารสูงที่สุด โดยคาดการณ์ยอดค่าใช้จ่ายเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2567 จะมีไม่ต่ำกว่า 4.7 หมื่นล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดผลการสำรวจ ประชาชนที่มีแผนเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีสัดส่วนร้อยละ 25.81 ของจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด แบ่งเป็นการเดินทางไปต่างจังหวัด ร้อยละ 23.49 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากการสำรวจเมื่อปี 2565 ที่มีร้อยละ 10.68 โดยจังหวัดปลายทาง 5 อันดับแรก ใกล้เคียงกับผลสำรวจปี 2565 คือ ชลบุรี เชียงใหม่ กรุงเทพฯ ขอนแก่น และภูเก็ต ส่วนการเดินทางไปต่างประเทศ มีเพียงร้อยละ 2.32<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนผู้ที่ไม่มีแผนเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ในภาพรวมให้เหตุผล 3 อันดับแรก คือ ประหยัดค่าใช้จ่าย ร้อยละ 47.55 ไม่ชอบเดินทาง ร้อยละ 26.46 และดูแลครอบครัว ร้อยละ 19.10<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยานพาหนะที่นิยมใช้เดินทางไปต่างจังหวัด 3 อันดับแรก คือ รถส่วนตัว ร้อยละ 76.03 ซึ่งได้รับความนิยมสูงในทุกระดับรายได้ รถทัวร์ ร้อยละ 7.62 ซึ่งจะนิยมใช้ในกลุ่มที่มีรายได้ระหว่าง 10,001&ndash;30,000 บาท/เดือน และเครื่องบิน ร้อยละ 5.52 ซึ่งจะนิยมใช้ในกลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 30,000 บาท/เดือน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านวงเงินที่คาดว่าจะใช้จ่ายตลอดการเดินทางไปต่างจังหวัดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ในภาพรวมประชาชนที่มีแผนเดินทางคาดว่าจะใช้จ่ายระหว่าง 2,000&ndash;5,000 บาท/คน ร้อยละ 36.17 ตามด้วยระหว่าง 5,001&ndash;10,000 บาท/คน ร้อยละ 33.17 ระหว่าง 10,001&ndash;20,000 บาท/คน ร้อยละ 15.93 และมากกว่า 20,000 บาท ร้อยละ 6.51<br />
ขณะที่การพิจารณาตามระดับรายได้ พบว่า กลุ่มผู้มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาท/เดือน สัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่ง ร้อยละ 47.47 คาดว่าจะใช้จ่ายระหว่าง 2,000&ndash;5,000 บาท/คน รองลงมาคือระหว่าง 5,001&ndash;10,000 บาท ร้อยละ 25.35 กลุ่มผู้มีรายได้ระหว่าง 10,001&ndash;30,000 บาท/เดือน คาดว่าจะใช้จ่ายระหว่าง 5,001&ndash;10,000 บาท ร้อยละ 37.54 รองลงมาคือระหว่าง 2,000&ndash;5,000 บาท/คน ร้อยละ 36.68 กลุ่มผู้มีรายได้ระหว่าง 30,001&ndash;50,000 บาท/เดือน คาดว่าจะใช้จ่าย 5,001&ndash;10,000 บาท/คน ร้อยละ 30.43 รองลงมาคือระหว่าง 10,001&ndash;20,000 บาท/คน ร้อยละ 26.81 และกลุ่มผู้มีรายได้ระหว่าง 50,000 บาท/เดือน คาดว่าจะใช้จ่าย 10,001&ndash;20,000 บาท/คน ร้อยละ 23.91 รองลงมาคือระหว่าง 5,001&ndash;10,000 บาท/คน ร้อยละ 17.39<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ระดับการใช้จ่ายที่สูงกว่า 10,000 บาท ร้อยละ 22.44 มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อปี 2565 ร้อยละ 20.11 สะท้อนว่า การจับจ่ายใช้สอยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น &nbsp;<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ประเภทค่าใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 3 อันดับแรก คือ ค่าอาหาร ร้อยละ 37.69 ส่วนหนึ่งคาดว่าเป็นผลจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลอง และระดับราคาที่ปรับลดลงเมื่อเทียบกับปี 2566 ค่าเดินทาง ร้อยละ 31.16 ซึ่งปรับลดลงจากการสำรวจเมื่อปี 2565 ค่อนข้างมาก และของฝาก ร้อยละ 13.97 ปรับลดลงจากการสำรวจเมื่อปี 2565 ที่อยู่ที่ร้อยละ 16.31 ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า สัดส่วนค่าใช้จ่ายศาสนกิจ เหลือร้อยละ 0.90 ลดลงค่อนข้างมากจากการสำรวจในปี 2565 ที่อยู่ที่ร้อยละ 3.26<br />
<br />
&ldquo;เทศกาลสงกรานต์ปีนี้ เป็นโอกาสของผู้ประกอบการและผู้ที่ต้องการหารายได้เสริม ในการจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม อุปกรณ์เล่นน้ำ ของฝาก และของที่ระลึกในสถานที่จัดงาน สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง และริมเส้นทางถนนไปจังหวัดต่าง ๆ โดยคาดว่าจะเกิดการจับจ่ายใช้สอยและสร้างรายได้จำนวนมหาศาล&rdquo;<br />
<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการตรวจมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่สถานีบริการน้ำมันในจังหวัดต่าง ๆ แล้ว และจะตรวจสอบและติดตามสถานการณ์จำหน่ายสินค้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างใกล้ชิด ทั้งในสถานีขนส่ง สถานีรถไฟ สนามบิน รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนใช้บริการเป็นจำนวนมาก เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้าในทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และเพื่อให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยได้อย่างมั่นใจตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ของปีนี้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2024040909a079d1448faf87c7deadb3b57cc26e101937.jpg' type='image/jpg' length='223515' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“นภินทร”เผยห้ามนำเข้าข้าวโพดเพื่อนบ้าน ต้องรอบคอบ ป้องผิดกฎค้าโลก ถูกตอบโต้]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/42453</link>
<guid isPermaLink="false">6b21e5240b24db54fae39e6cb889d5b4</guid>
<pubDate>Fri, 05 Apr 2024 14:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/660fa59bbffe2.jpg" style="width: 600px; height: 400px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;นภินทร&rdquo; ยัน &ldquo;พาณิชย์&rdquo; มีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการห้ามนำเข้าข้าวโพดที่มีการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่การใช้มาตรการต้องคำนึงผลกระทบให้รอบด้าน และต้องไม่ผิดกฎกติกาการค้าโลก ที่นำไปสู่การตอบโต้ทางการค้า และต้องพิจารณาผลกระทบต่อผู้ประกอบการในประเทศ ปัญหาอื่นที่จะตามมาในการส่งออกผลไม้ผ่านประเทศเพื่อนบ้าน แนะทั้งไทยและเพื่อนบ้าน ใช้วิธีลดเผา ใช้ประโยชน์จากซังข้าวโพดทำอาหารสัตว์ และพลังงานทดแทน ช่วยทั้งแก้ปัญหา PM 2.5 และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีมีข้อเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ด้วยการห้ามนำเข้าข้าวโพดที่มีการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน ว่า เรื่องนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่ จ.พะเยา เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2567 ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ไปพิจารณาว่าจะมีมาตรการออกมาดำเนินการได้หรือไม่ ซึ่งจากการพิจารณา พบว่า มีอำนาจตาม พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 ที่ให้อำนาจ รมว.พาณิชย์ โดยอนุมัติของ ครม. กำหนดให้สินค้าใดต้องห้ามนำเข้าได้ รวมถึงข้าวโพด แต่การพิจารณานำมาใช้ ต้องคำนึงถึงกฎ กติกา การค้าระหว่างประเทศ และผลกระทบอย่างรอบด้าน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า การนำมาตรการมาใช้ ต้องใช้แบบเท่าเทียมกัน ทั้งสินค้าในประเทศ และสินค้าจากเพื่อนบ้าน หรือถ้าจะยกเว้นโดยใช้หลักปกป้องชีวิตหรือสุขภาพมนุษย์ พืช สัตว์ ที่ไม่ใช่เพื่อการกีดกันทางการค้า ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการเผาที่เกิดขึ้นมาจากภายนอกประเทศเท่านั้น แต่จากการสำรวจจุดความร้อน พบว่า ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา จุดความร้อนมีทั้งในเพื่อนบ้านและในไทย และยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าจุดเผาในประเทศ ไม่ได้ก่อให้เกิด PM 2.5 ดังนั้น หากห้ามนำเข้าข้าวโพดจากเพื่อนบ้านที่มีการเผา ก็จะถูกมองว่าเป็นการกีดกันทางการค้า และอาจถูกฟ้องร้องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ได้ และหากแพ้ ก็ต้องชดเชยทางการค้า เช่น กรณีที่สหภาพยุโรปห้ามนำเข้าเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้ฮอร์โมนเร่งการเติบโตซึ่งถูกสหรัฐฯ ฟ้องและแพ้คดี หรือกรณีที่ไทยถูกฟ้องกรณีห้ามนำเข้าบุหรี่ โดยระบุว่าสารเคมีในบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ไทยได้ยกเลิกมาตรการก่อนที่จะมีการตัดสินก็เลยยังไม่ต้องชดเชยใดๆ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นอกจากนี้ หากมีการนำมาตรการมาใช้ อาจจะมีผลกระทบต่อการส่งออกผลไม้ที่ขณะนี้กำลังออกสู่ตลาด และส่งออกไปจีนได้ เนื่องจากต้องอาศัยเพื่อนบ้านในการส่งผ่าน โดยในปี 2566 ไทยส่งออกไปจีนรวม 69,332 ตู้ เป็นการส่งสินค้าทางบกและทางราง 47,745 ตู้ คิดเป็น 68.86% ของการขนส่งทั้งหมด มีมูลค่า 6,225 ล้านเหรียญสหรัฐ และอาจจะมีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ เพราะไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดปีละ 8.37 ล้านตัน ผลิตได้ 4.98 ล้านตัน ต้องนำเข้าอีก 3.39 ล้านตัน ซึ่งหากนำเข้าไม่ได้ ก็ต้องใช้วัตถุดิบอื่น ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น และเกิดปัญหาต่อเนื่องกระทบไปยังค่าครองชีพของประชาชนที่จะเพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้นิ่งนอนใจ เคยได้หารือกับประเทศเพื่อนบ้านไปแล้วช่วงการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน โดยชักชวนให้ลดการเผา และให้หาทางใช้ประโยชน์จากซังข้าวโพดผ่านนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อผลิตเป็นอาหารโค หรือวัสดุในเชิงพลังงานชีวมวลโดยทางไทยพร้อมสนับสนุน และยังจะผลักดันเกษตรกรในประเทศไทยให้ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาเรื่องเผา และปัญหาฝุ่น PM 2.5<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;สิ่งที่ผมเสนอ คือ การแก้ปัญหาโดยการเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ให้สิ่งเหลือใช้ที่เป็นต้นเหตุในการเผานั้นมีมูลค่า คุ้มค่าที่เกษตรกรไทย และเพื่อนบ้านจะลงแรง ลงเงินสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสิ่งนั้น แม้อาจต้องใช้เวลาสร้างความรู้ความเข้าใจ สร้างโมเดลในพื้นที่ให้เห็นผลสัมฤทธิ์ แต่ปลายทางจะเป็นการแก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหาที่เราเผชิญอยู่ สิ่งที่ผมอยากบอกกับสภาฯ แห่งนี้ เรามีสิทธิและมีอำนาจที่จะใช้มาตรการบังคับตามที่ทุกท่านเสนอ แต่จากที่ผมได้กล่าวไป เราจะป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในประเด็นข้อฟ้องร้องต่อ WTO หรือในอาเซียนอย่างไร เราจะรับมือมาตรการตอบโต้ทางการค้า มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้าอย่างไร เราจะรักษาบทบาทสำคัญในเวทีโลกในกรอบพันธสัญญาต่าง ๆ ได้อย่างไร และในกรอบพันธสัญญาของอาเซียนซึ่งเรามีบทบาทสำคัญอย่างมาก เราจะมีจุดยืนอย่างไร และหากเราแก้ปัญหาที่ปลายทาง ไม่แก้ที่ต้นเหตุเราจะหยุด PM2.5 อย่างยั่งยืนได้อย่างไร&rdquo; นายนภินทรกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202404054bdce747cec3d6df52b11eb5d25b35b7145308.jpg' type='image/jpg' length='80793' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​เงินเฟ้อ มี.ค.ลบ 0.47% ลง 6 เดือนติด ปรับเป้าทั้งปีใหม่ 0-1% ค่ากลาง 0.5%]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/42412</link>
<guid isPermaLink="false">e2f246a38a0d41102588dc14955420b8</guid>
<pubDate>Fri, 05 Apr 2024 13:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/660f7e51811fd - Copy 1.jpg" style="width: 600px; height: 400px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยเงินเฟ้อ มี.ค.67 ติดลบ 0.47% ลดลงต่อเนื่อง 6 เดือนติดต่อกัน เหตุราคาอาหารสด ทั้งเนื้อสุกร ผักสดปรับลดลง ค่าไฟฟ้าและน้ำมัน ยังต่ำกว่าเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่วนสินค้าอื่น ๆ เคลื่อนไหวในทางปกติ ยอดรวม 3 เดือน ลด 0.79% คาดเดือน เม.ย. มีลุ้นได้ทั้งบวกและลบที่ 0.1% แต่ พ.ค.-มิ.ย. เป็นบวกแน่ ปรับเป้าทั้งปีใหม่ เป็นบวก 0-1% ค่ากลาง 0.5% &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน มี.ค.2567 เท่ากับ 107.25 เทียบกับ ก.พ.2567 เพิ่มขึ้น 0.03% เทียบกับเดือน มี.ค.2566 ลดลง 0.47% เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน โดยมีสาเหตุสำคัญจากราคาอาหารสด ทั้งเนื้อสุกร และผักสด เนื่องจากผลผลิตในตลาดมีจำนวนมาก และฐานราคาเดือนมี.ค.2566 อยู่ในระดับสูง ส่วนราคาพลังงาน ทั้งค่ากระแสไฟฟ้า และน้ำมันดีเซล ยังคงต่ำกว่าเดือนเดียวกันของปี 2566 เนื่องจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ และเครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด ราคายังคงปรับลดลง ขณะที่สินค้าและบริการอื่น ๆ ราคาเคลื่อนไหวในทิศทางปกติ และหากรวมเงินเฟ้อ 3 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-มี.ค.) ลดลง 0.79%&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน มี.ค.2567 ที่ลดลง 0.47% มาจากหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ลดลง 0.57% ตามการลดลงของเนื้อสุกร ปลาทู ปลากะพง ผักสด เช่น มะนาว กะหล่ำปลี มะเขือเทศ เนื่องจากผลผลิตในตลาดมีจำนวนมาก และฐานราคาเดือน มี.ค.2566 ที่ใช้คำนวณเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง และน้ำมันพืช และอาหารโทรสั่ง (พิซซา) ที่ลดลง ส่วนสินค้าที่ราคาสูงขึ้น อาทิ ข้าวสาร ไข่ไก่ นมสด องุ่น ส้มเขียวหวาน น้ำตาลทราย กาแฟผงสำเร็จรูป กับข้าวสำเร็จรูป และอาหารกลางวัน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 0.40% ตามค่ากระแสไฟฟ้า และราคาน้ำมันในกลุ่มดีเซล&nbsp;ที่ยังต่ำกว่าเดือนเดียวกันของปี 2566 จากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐที่ยังคงดำเนินการอยู่ เสื้อผ้าบุรุษ สตรี และเสื้อผ้าเด็ก สิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาปรับผ้านุ่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น รวมถึงของใช้ส่วนบุคคล เช่น ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว สบู่ถูตัว แป้งผัดหน้า ราคาปรับลดลง ส่วนสินค้าที่ราคาสูงขึ้นเล็กน้อย อาทิ ค่าแต่งผมบุรุษและสตรี ยาแก้ปวดลดไข้ ยาลดกรดในกระเพาะ ค่าตรวจรักษาคลินิกเอกชน ค่าทัศนาจรในประเทศและต่างประเทศ บุหรี่ สุรา และไวน์</p>

<p>ทางด้านเงินเฟ้อพื้นฐานเดือน มี.ค.2567 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก ลดลง 0.01% เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ.2567 และเพิ่มขึ้น 0.37% เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค.2566 เฉลี่ย 3 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-มี.ค.) เพิ่มขึ้น 0.44%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อเดือน เม.ย.2567 มีโอกาสที่จะอยู่ทั้งฝั่งบวกและลบ ที่ประมาณ 0.1% แต่เดือน พ.ค. และมิ.ย. จะกลับมาเป็นบวก ทำให้ไตรมาส 2 น่าจะขยายตัวเป็นบวกประมาณ 0.5-06% เพราะราคาน้ำมันตลาดโลก มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะเบนซิน ส่วนดีเซล ก็ต้องรอดูมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ อัตราแลกเปลี่ยนมีแนวโน้มอ่อนค่า ทำให้สินค้านำเข้าราคาสูงขึ้น ค่าไฟฟ้าฐานปีก่อนต่ำ ราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวมีแนวโน้มสูงขึ้น จากการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อไม่สูงขึ้นมาก เช่น ฐานที่สูงของราคาเนื้อสุกรและผักในปีที่แล้ว และปีนี้ราคามีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ จากปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก เศรษฐกิจขยายตัวในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มต่ำกว่าที่หลายสำนักคาดการณ์เดิมในช่วงต้นปี และมีการแข่งขันที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการค้าส่งและค้าปลีกขนาดใหญ่ การเติบโตของการค้าออนไลน์ ทำให้มีการใช้นโยบายส่งเสริมการค้าจำนวนมาก โดยเฉพาะการปรับลดราคาอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;จากปัจจัยดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2567 จากเดิมติดลบ 0.3% ถึงบวก 1.7% ค่ากลาง 0.7% เป็นบวกระหว่าง 0&ndash;1% ค่ากลาง 0.5% เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จะมีการทบทวนเป้าหมายเงินเฟ้อต่อไป&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20240405ede15d3784be9e51844c6cc4c69bd7c7135929.jpg' type='image/jpg' length='367647' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จัดกิจกรรม ปั้นคนอยากขายออนไลน์แต่ไม่มีสินค้า ให้มีโอกาสสร้างรายได้]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/42409</link>
<guid isPermaLink="false">ef952927733d303328a2eececa429cab</guid>
<pubDate>Fri, 05 Apr 2024 13:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/660f6d6b14e9d.jpg" style="width: 600px; height: 466px;" /></p>

<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมจัดกิจกรรม &ldquo;สร้างนักขายออนไลน์มืออาชีพ Smart Trader Online ใคร ๆ ก็ขายได้&rdquo; ช่วยผู้สนใจขายออนไลน์ แต่ไม่มีสินค้า มีโอกาสในการขายออนไลน์และสร้างรายได้ ผ่าน Affiliate Marketing หรือการตลาดแบบพันธมิตร และยังช่วยให้เจ้าของสินค้า ขายสินค้าได้เพิ่มขึ้น วิน วิน ทั้งสองฝ่าย เผยจะได้เรียนรู้เทคนิคกับ Content Creator ชื่อดังจากแพลตฟอร์ม TikTok เปิดรับสมัครผู้สนใจ 1,000 คน ตั้งแต่วันนี้จนกว่าจะเต็ม ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมเตรียมจัดกิจกรรม &ldquo;สร้างนักขายออนไลน์มืออาชีพ Smart Trader Online ใคร ๆ ก็ขายได้&rdquo; ตามนโยบายนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการรุ่นใหม่สู่การค้าออนไลน์ โดยจะเชิญ Content Creator ชื่อดังจากแพลตฟอร์ม TikTok อาทิ คุณเบล จาก BellPichitchai (@Sometingjinglebell) นักพากย์โฆษณาชื่อดัง และคุณฟ้า จากฟ้าก๊อตซิล๊า (@fah_gozzilla) เจ้าของแบรนด์ขนมกัดกรอบ ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 1 ล้านคน มาร่วมเผยเทคนิคการเป็นนักขายออนไลน์ และ Affiliate Marketing หรือการตลาดแบบพันธมิตร ที่กำลังได้รับความนิยมและเติบโตในการทำการค้าออนไลน์ ให้กับผู้ที่สนใจจะทำการค้าออนไลน์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ปัจจุบันการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ผู้ประกอบธุรกิจต่างให้ความสำคัญกับการมีหน้าร้านออนไลน์ เพื่อเพิ่มช่องทางการขาย ขยายตลาด และลดต้นทุนหน้าร้านออฟไลน์ โดยกลยุทธ์การขายที่หลายธุรกิจเลือกใช้ในขณะนี้ คือ Affiliate Marketing ซึ่งเจ้าของสินค้าจะเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อหรือลูกค้าที่มีประสบการณ์การใช้สินค้าจริงมาช่วยรีวิวหรือโฆษณาผลิตภัณฑ์ โดยจะได้รับส่วนแบ่งเป็นค่าคอมมิชชันตามเปอร์เซนต์ที่ขายได้ และอาจได้รับเงินสำหรับโอกาสในการขายจากจำนวนการคลิก หรือการขายแต่ละครั้งที่พวกเขานำมาสู่ธุรกิจโดยขึ้นอยู่กับข้อตกลง</p>

<p>&ldquo;โปรแกรมการตลาดแบบ Affiliate Marketing เติบโตขึ้นควบคู่ไปกับธุรกิจออนไลน์ หรืออีคอมเมิร์ซ บล็อก และโซเชียลมีเดีย และยังเป็นประโยชน์ให้กับผู้ที่สนใจค้าขายออนไลน์ แต่ไม่มีสินค้า สามารถมีสินค้ามาขายได้ โดยนำสินค้าจากผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้ามาช่วยขาย ทำให้วิน วิน ทั้งสองฝ่าย ทั้งคนขาย เจ้าของสินค้า ซึ่งปัจจุบัน วิธีนี้บริษัทใหม่ ๆ หรือสตาร์ตอัปนิยมใช้มาก เพราะมองว่าการตลาดแบบพันธมิตร เป็นวิธีที่ใช้ต้นทุนต่ำในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ เนื่องจากสามารถขยายกลุ่มลูกค้า เพิ่มยอดขาย และทำให้ธุรกิจเติบโตได้ภายในเวลารวดเร็ว&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับกิจกรรมนี้ กรมเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการจากทั่วประเทศจำนวน 1,000 คน โดยผู้สนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรม Smart Trader Online (โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย) สำรองที่นั่งได้ที่&nbsp;<a href="http://www.dbd.go.th/" target="_blank">www.dbd.go.th</a>&nbsp;หรือ เพจ Facebook : DBD e-Commerce ตั้งแต่วันนี้ หรือจนกว่าที่นั่งจะเต็ม จากนั้นจะแบ่งการคัดเลือกเป็น 3 รอบ เพื่อเฟ้นหา 3 สุดยอดนักขายออนไลน์มืออาชีพ (Super Smart Trader Online) ซึ่งจะได้รับรางวัลและสิทธิพิเศษต่าง ๆ พร้อมเป็นต้นแบบความสำเร็จให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่นต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2024040585a84dea6494ac18d81bf9aededdc18e135753.jpg' type='image/jpg' length='334589' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[RCEP ไฟเขียวตั้งฝ่ายเลขาธิการ ขับเคลื่อนความตกลง พร้อมวางเกณฑ์รับสมาชิกใหม่]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/41758</link>
<guid isPermaLink="false">dc025a01cb645bfd12526b61b572953a</guid>
<pubDate>Wed, 03 Apr 2024 10:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/660ba99992e7b.jpg" style="width: 600px; height: 368px;" /></p>

<p><strong>สมาชิก RCEP ได้ข้อสรุปการจัดตั้งฝ่ายเลขาธิการความตกลง เตรียมเปิดรับสมัครผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในเร็ว ๆ นี้ และเริ่มทำงาน มิ.ย.67 พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์การรับสมาชิกใหม่ ที่เน้นความโปร่งใสและเป็นระบบ เพื่อช่วยขยายตลาดและการเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าให้กว้างขึ้น</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายธัชชญาน์พล อภิมนต์เตชบุตร รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมความตกลง RCEP ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 26-27 มี.ค.2567 ที่ผ่านมา ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อร่วมหารือกับสมาชิก RCEP 15 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และนิวซีแลนด์ โดยได้ข้อสรุปการจัดตั้งฝ่ายเลขาธิการความตกลง RCEP ซึ่งจะเข้ามาทำหน้าที่ประสานการดำเนินการตามความตกลงสำหรับประเทศสมาชิกในประเด็นหลักเกณฑ์และกระบวนการคัดเลือกบุคลากร และการจัดสรรค่าใช้จ่ายอุดหนุนการปฏิบัติงาน ซึ่งจะประกาศเปิดรับสมัครผู้ทรงคุณวุฒิที่ถือสัญชาติประเทศสมาชิกอาเซียน เป็นผู้อำนวยการบริหาร และเจ้าหน้าที่ ผ่านเว็บไซต์ของสำนักเลขาธิการอาเซียนเร็ว ๆ นี้ โดยพร้อมปฏิบัติงานในเดือน มิ.ย.2567<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงการเปิดรับสมาชิกใหม่ของ RCEP ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะช่วยขยายตลาดและการเชื่อมโยงของห่วงโซ่มูลค่าให้กว้างขึ้น โดยได้พิจารณาหลักเกณฑ์และกระบวนการพิจารณาประเทศผู้สมัครใหม่ รวมทั้งกระบวนการและขั้นตอนการรับเข้าร่วมเป็นสมาชิก เพื่อให้มีความโปร่งใสและเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ ตามคำสั่งรัฐมนตรี RCEP<br />
สำหรับฝ่ายเลขาธิการความตกลง RCEP จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินการตามความตกลง RCEP และการเตรียมงานเปิดรับสมาชิกใหม่ให้บรรลุผลสำเร็จ เช่นเดียวกับอาเซียนที่มีสำนักเลขาธิการอาเซียนเป็นฝ่ายเลขาธิการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในปี 2566 การค้าระหว่างไทยกับประเทศสมาชิก RCEP มีมูลค่า 3.12 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปประเทศสมาชิก RCEP มูลค่า 1.45 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 51.0% ของมูลค่าการค้าไทยไปตลาดโลก และไทยนำเข้าจากประเทศสมาชิก RCEP มูลค่า 1.67 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 57.7% ของการนำเข้าของไทยจากตลาดโลก ส่วนตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ จีน ครองสัดส่วนการส่งออก 23.52% และญี่ปุ่น ครองสัดส่วนการส่งออก 16.98% ขณะที่ไทยส่งออกไปออสเตรเลีย ขยายตัว 7.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202404031cd7e5947d9f9c66d58e42190c5a6d17100240.jpg' type='image/jpg' length='562309' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ตั้งบริษัทใหม่ ไตรมาสแรก 67 ทะลุ 2.5 หมื่นราย จับตาธุรกิจสายมู มาแรงแซงโค้ง]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/41532</link>
<guid isPermaLink="false">cd19cee0dc7fcd603908a4faf1495fd3</guid>
<pubDate>Tue, 02 Apr 2024 13:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/660ba51ddcc61.jpg" style="width: 600px; height: 447px;" /></p>

<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยไตรมาสแรกปี 67 มีบริษัทตั้งใหม่ 25,003 ราย ทุนจดทะเบียน 67,940.55 ล้านบาท ส่วนยอดเลิก มีจำนวน 2,809 ราย ทุนจดทะเบียน 11,943.57 ล้านบาท เผยมีธุรกิจที่เติบโตน่าสนใจ ทั้งกิจกรรมด้านความบันเทิง ขายปลีกเฟอร์นิเจอร์ ขายส่งชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมของยานยนต์ กิจกรรมสปา ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ตและห้องชุด แต่ที่น่าจับตาสุด ธุรกิจสายมู มาแรงมาก จากการขายความเชื่อ แถมหลายจังหวัดใช้เป็นไฮไลต์ดึงคนมาเที่ยว แนะจดทะเบียนเป็นบริษัท สร้างความน่าเชื่อถือ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ เดือน มี.ค.2567 มีจำนวน 7,733 ราย ลดลง 15.75% มูลค่าทุนจดทะเบียน 22,146.14 ล้านบาท ลดลง 92.61% และรวมไตรมาสแรกของปี 2567 (ม.ค.-มี.ค.) มีจำนวน 25,003 ราย ลดลง 4.5% แต่ก็ยังถือเป็นตัวเลขที่สูง เมื่อเทียบรายไตรมาสในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2557-2566) โดยเป็นรองเพียงยอดจดทะเบียนไตรมาส 1/2566 ที่มีการจดทะเบียน 26,182 ราย และมีทุนจดทะเบียนรวม 67,940.55 ล้านบาท ลดลง 79.99% โดยธุรกิจที่มีการจัดตั้งสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจภัตตาคารร้านอาหาร โดยทั้ง 3 ประเภทธุรกิจคิดเป็น 7.83% , 7.63% และ 4.37% ของการจดทะเบียนรวมทั้งประเทศตามลำดับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนธุรกิจที่จดทะเบียนเลิกกิจการในเดือน มี.ค.2567 มีจำนวน 911 ราย ลดลง 17.33% ทุนจดทะเบียน 5,582.28 ล้านบาท ลดลง 75.39% รวมไตรมาสแรก จดทะเบียนเลิก 2,809 ราย ลดลง 14.05% ทุนจดทะเบียนเลิก 11,943.57 ล้านบาท ลดลง 60.05% โดยธุรกิจที่มีการจดทะเบียนเลิกสะสมสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร คิดเป็น 10.54% , 5.48% และ 3.81% ของการจดทะเบียนเลิกประกอบธุรกิจรวมในไตรมาสแรก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า สำหรับธุรกิจที่มีการเติบโตที่น่าสนใจในไตรมาส 1/2567 มีหลายธุรกิจ โดยธุรกิจที่เติบโตสูง เช่น กิจกรรมด้านความบันเทิง อาทิ กิจกรรมดนตรี งานศิลปะ เติบโต 64% จากการขยายตัวของการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพื่อความบันเทิง และกิจกรรมการตลาดออนไลน์ในปัจจุบันที่เน้นความบันเทิง ธุรกิจขายปลีกเฟอร์นิเจอร์ เติบโต 57.78% จากเฟอร์นิเจอร์ไทยเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติ และมีจุดแข็งด้านวัตถุดิบ เช่น ไม้ หวาย และยางพารา เป็นต้น ธุรกิจขายส่งชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมของยานยนต์ เติบโต 47.62% ตามปริมาณการจดทะเบียนยานยนต์ที่เพิ่มขึ้น กิจกรรมสปา เติบโต 35.59% จากไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ ต้องการกิจกรรมที่ผ่อนคลาย ต่างชาติชื่นชอบกิจกรรมสปาและสมุนไพรไทย และธุรกิจโรงแรม รีสอร์ตและห้องชุด เติบโต 37.75% จากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังพบว่า ธุรกิจความเชื่อและความศรัทธา หรือธุรกิจสายมู เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เติบโตอย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และได้รับความนิยมต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยธุรกิจได้เปลี่ยนความเชื่อความศรัทธาให้เป็นสินค้าและบริการ เพื่อตอบสนองผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม โดยนำศาสตร์สายมูมาใช้วางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด ทั้งการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงใช้ในการประชาสัมพันธ์สินค้า บริการ โดยจัดแคมเปญให้เข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่มมากขึ้น ผ่านอินฟลูเอ็นเซอร์ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ความเชื่อ หรือผู้มีชื่อเสียงมาสร้างความน่าเชื่อถือ เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมด้านอารมณ์ ความรู้สึกกับผู้บริโภค</p>

<p>ยกตัวอย่างเช่น วอลเปเปอร์หน้าจอโทรศัพท์มือถือ ที่มีรูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือรูปไพ่ต่าง ๆ เครื่องแต่งกาย กระเป๋า ของใช้ของตกแต่งบ้าน เช่น ผ้าปูที่นอนที่นำสีมงคลตามวันเกิดเดือนเกิดและปีเกิดเข้ามาเป็นจุดขายทางการตลาด เครื่องประดับต่าง ๆ สร้อยข้อมือ สร้อยคอ ที่มีการนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระพิฆเนศ ท้าวเวสสุวรรณ หินมงคลต่าง ๆ มาออกแบบดีไซน์ในรูปแบบแฟชั่น เครื่องสำอาง ที่นำทองคำปลุกเสกหรือว่านที่มีความเชื่อว่าเสริมศิริมงคลต่าง ๆ มาเป็นส่วนผสม หมายเลขโทรศัพท์มงคล ที่มีกลุ่มตัวเลขมงคลที่ผู้ใช้มีความเชื่อว่าจะส่งพลังในด้านต่าง ๆ ให้กับผู้ใช้งาน รวมทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คอนโดมิเนียม หมู่บ้านจัดสรร ได้นำศาสตร์ความเชื่อความศรัทธามาเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากขึ้น เช่น การออกแบบให้ตรงตามหลักฮวงจุ้ย การปรับเปลี่ยนสีของตัวบ้านและห้องต่าง ๆ ให้ถูกโฉลกกับผู้ซื้อ หรือ การตกแต่งบ้านที่ตรงกับดวงชะตาของผู้บริโภค เป็นต้น<br />
<br />
ขณะเดียวกัน พบว่า มีหลายจังหวัดใช้กระแสความเชื่อความศรัทธาเป็นไฮไลต์ท่องเที่ยว ดึงรายได้เข้าท้องถิ่น เป็นการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา โดยกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ไม่เพียงแต่นักท่องเที่ยวชาวไทยเท่านั้น ยังมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวเอเชีย ที่นิยมมาท่องเที่ยวเพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในไทย เนื่องจากมีรากฐานทางวัฒนธรรมและความเชื่อที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาถือเป็นรายได้สำคัญสำหรับไทย สามารถกระจายรายได้สู่ธุรกิจอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายสินค้าชุมชุม เกิดการกระจายรายได้ลงสู่ท้องถิ่นช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้เป็นอย่างดี<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจกิจกรรมด้านความเชื่อความศรัทธา มีการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบปริมาณของผู้ประกอบธุรกิจด้านความเชื่อในตลาด ส่วนใหญ่นิยมประกอบกิจการในรูปบุคคลธรรมดา กรมขอเชิญชวนผู้ประกอบธุรกิจ หากต้องการให้ธุรกิจมีความน่าเชื่อถือหรือขยายธุรกิจสู่การให้บริการอื่น ๆ การจดทะเบียนนิติบุคคลจะมีส่วนช่วยในการสร้างความน่าเชื่อถือและต่อยอดทางธุรกิจได้หลากหลายมากขึ้น โดยล่าสุด มีนิติบุคคลในธุรกิจความเชื่อความศรัทธา ที่ดำเนินกิจการอยู่จำนวนทั้งสิ้น 134 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 135.89 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ สัดส่วน 46.27% ที่เหลืออยู่ในภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันตก คิดเป็นสัดส่วน 26.12% 9.70% 5.22% 5.22% 4.48% 2.99% ของธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมประเมินว่าการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลครึ่งปีแรก 2567 มีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางบวก คาดว่าจะมีการจัดตั้งธุรกิจใหม่อยู่ที่ 46,000-50,000 ราย โดยต้องจับตาการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายภาครัฐ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สภาพภูมิอากาศ และนโยบายของรัฐบาลที่ยังรอความชัดเจน บวกกับปัจจัยภายนอกประเทศ ได้แก่ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่น ในรอบ 17 ปี ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจรุนแรงมากขึ้น และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สถานการณ์การเลือกตั้งของสหรัฐฯ รัสเซีย และอินเดีย อีกทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจของจีนที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย ที่จะมีผลต่อการจัดตั้งธุรกิจใหม่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน ข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค.2567 การจดทะเบียนธุรกิจ มีจำนวนทั้งสิ้น 1,902,239 ราย ทุนจดทะเบียน 29.83 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่จำนวน 912,297 ราย ทุน 22.10 ล้านล้านบาท แบ่งออกเป็นบริษัทจำกัด 709,556 ราย ทุน 15.88 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 201,283 ราย ทุน 0.48 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,458 ราย ทุน 5.74 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 77.78% , 22.06% และ 0.16% ของนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ทั่วประเทศตามลำดับ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202404029a30f88dd6087148fe65c3f3d80eff78134823.jpg' type='image/jpg' length='136336' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม” สั่งเข้มตรวจสินค้า บริการ ปั๊มน้ำมัน ช่วงสงกรานต์ ป้องประชาชนโดนเอาเปรียบ]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/41530</link>
<guid isPermaLink="false">248c32f70b361b50d00bada37fd955f5</guid>
<pubDate>Tue, 02 Apr 2024 13:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/660b7c3bc8751.jpg" style="width: 600px; height: 443px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo;สั่งการกรมการค้าภายใน สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ออกตรวจสอบและติดตามสถานการณ์การจำหน่ายสินค้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างใกล้ชิด ทั้งช่วงก่อนและหลัง เน้นสถานีขนส่ง สถานีรถไฟ สนามบิน และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ รวมถึงสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ที่เป็นทางออกผ่านไปยังจังหวัดต่าง ๆ ป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ออกตรวจสอบและติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2567 ที่จะถึงนี้อย่างใกล้ชิด โดยขอให้จัดส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบราคาสินค้าและบริการช่วงที่คนเดินทางออกต่างจังหวัด เพื่อกลับภูมิลำเนาและเดินทางท่องเที่ยวต่อเนื่องจนถึงวันที่ประชาชนเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า และป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้กำชับให้เน้นการตรวจสอบพื้นที่ ๆ มีประชาชนใช้บริการจำนวนมาก อาทิ สถานีขนส่ง สถานีรถไฟ สนามบิน รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ และให้ตรวจสอบการจำหน่ายน้ำมันของสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงหรือปั๊มน้ำมัน โดยให้ตรวจสอบความถูกต้องของหัวจ่ายว่ามีปริมาณเต็มลิตรหรือไม่ เพื่อเป็นการดูแลประชาชนที่เดินทางด้วยรถยนต์ ซึ่งจะต้องเน้นในจังหวัดที่เป็นทางผ่านออกไปยังจังหวัดต่าง ๆ และจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว</p>

<p>สำหรับด้านราคาสินค้าและบริการ ให้รณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการตามสถานีขนส่ง สถานีรถไฟทั่วประเทศ และสถานที่ท่องเที่ยว อาทิ ผู้จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ผู้จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ผู้ให้บริการรับฝากของ บริการรถเข็นสัมภาระ จะต้องปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและค่าบริการให้ชัดเจน และหากมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นอกเหนือจากราคาหรือค่าบริการก็ต้องแสดงให้ชัดเจนด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม หากประชาชน พบเห็นการกระทำผิด จำหน่ายสินค้าราคาสูงเกินสมควร หรือจำหน่ายในราคาไม่ตรงกับที่แจ้งไว้ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือร้องเรียนได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบ และหากพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคามีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท กรณีจำหน่ายสินค้าราคาสูงเกินสมควร กักตุนสินค้าและปฏิเสธ การจำหน่ายต้องโทษจำคุก 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20240402befa5af2a70169329f19d129b88ef377134618.jpg' type='image/jpg' length='119866' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม” เผยข้าวหอมมะลิไทย มีโอกาสขายอิตาลี หลังความต้องการพุ่ง]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/41351</link>
<guid isPermaLink="false">42466e1f42b5b8eac3c2c022bff065ae</guid>
<pubDate>Mon, 01 Apr 2024 15:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/660a6f6f04c75.jpg" style="width: 600px; height: 451px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; เผยข้าวหอมมะลิไทย มีโอกาสส่งออกตลาดอิตาลี แม้อิตาลีจะเร่งเพาะปลูกข้าวเพิ่ม แต่ยังไม่พอต่อความต้องการ ทำให้มีความต้องการนำเข้า และยังได้ผลดีจากข้าวเวียดนาม-เมียนมา ถูกอียูตัดสิทธิ์ GSP และอินเดียยังห้ามส่งออกข้าว&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;</strong>&nbsp;<br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กำชับให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ทำการสำรวจโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทย ล่าสุดได้รับรายงานจากทูตพาณิชย์มิลาน อิตาลี ถึงสถานการณ์การผลิตและการนำเข้าข้าวของอิตาลี และโอกาสในการขยายตลาดข้าวไทยในอิตาลีในปี 2567 ที่ยังคงมีแนวโน้มเติบโตได้ดีตามความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานสถานการณ์การผลิตข้าวของอิตาลีว่า ในปี 2567 เกษตรกรอิตาลี จะกลับมาเพาะปลูกข้าวอีกครั้ง หลังจากเผชิญกับวิกฤตสภาพอากาศที่ไม่แน่นอนและภัยแล้ง แต่ผลผลิตก็ยังไม่มากพอ ที่จะตอบสนองต่อความต้องการบริโภค ทั้งในประเทศและส่งออก ขณะที่การนำเข้าข้าวมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่มีการนำเข้าจากเวียดนามและเมียนมาลดลง จากการที่สหภาพยุโรป (อียู) ได้ตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ที่ให้กับ 2 ประเทศนี้ เพราะไม่เคารพต่อการใช้กฎการคุ้มครองแรงงานขั้นพื้นฐาน</p>

<p>โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา ตัวเลขจาก Global Trade Atlas พบว่า อิตาลีนำเข้าข้าวจากทั่วโลก มีมูลค่า 303.29 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 14.21% โดยไทยถือเป็นแหล่งนำเข้าสำคัญของอิตาลี อันดับ 3 มีมูลค่า 23.62 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.01% รองจาก ปากีสถาน มูลค่า 113.63 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 24.69% และอินเดีย มูลค่า 40.76 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 88.51% โดยนำเข้าข้าวหอมมะลิและข้าวขาวมากที่สุด มูลค่า 20.22 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 38.64% โดยข้าวหอมมะลิไทย ยังคงเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคท้องถิ่น ด้วยเม็ดข้าวที่มีความนุ่ม หอม อร่อย แต่ราคาค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับข้าวหอมและข้าวชนิดอื่นจากประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยเฉพาะข้าวจากเมียนมาและเวียดนาม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;แนวโน้มการส่งออกข้าวไทยไปอิตาลีในปี 2567 น่าจะขยายตัวได้เพิ่มขึ้น เพราะอียูได้ระงับสิทธิ์ GSP จากเวียดนามและเมียนมา ทำให้ปี 2566 ทั้ง 2 ประเทศนี้ส่งออกไปอิตาลีลดลง 76.74% และ 76.54% ตามลำดับ และไทยยังได้อานิสงส์จากการงดส่งออกข้าวขาวของอินเดีย ทำให้ปี 2566 ข้าวไทยขยายตัวในตลาดอิตาลีอย่างมาก และคาดว่ายังคงขยายตัวต่อเนื่องในปี 2567 ผู้ส่งออกไทยต้องเตรียมความพร้อมในการส่งออก แต่ในปี 2568 หากทั้งสองประเทศได้รับสิทธิ์ GSP อีกครั้ง อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าวไทย ซึ่งต้องจับตาต่อไป&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับตลาดข้าวไทยในอิตาลี ข้าวที่ได้รับความนิยมมากสุด คือ ข้าวหอมมะลิไทย โดยเป็นที่นิยมของผู้บริโภคโดยทั่วไป โดยเฉพาะชาวเอเชียและชาวต่างชาติ ที่พำนักอาศัยอยู่ในอิตาลี โดยปี 2566 มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่ในอิตาลี 5,141,341 คน ในจำนวนนี้ เป็นชาวเอเชีย 1,181,236 คน และชาวแอฟริกา 1,151,433 คน ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่บริโภคข้าว รวมถึงร้านอาหารไทยและร้านอาหารเอเชียที่เปิดเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างมากในการผลักดันให้ข้าวไทยขยายตัวได้ดีในอิตาลี</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20240401e73b750d21381371361fac53b3d05aef152705.jpg' type='image/jpg' length='197633' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ฯ เปิดระบบเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลใหม่ หน่วยงานรัฐ-เอกชน ใช้งานสะดวกขึ้น]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/41300</link>
<guid isPermaLink="false">3f5d191e58497e883064ca500a2feab8</guid>
<pubDate>Mon, 01 Apr 2024 13:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/660a1ce545590.jpg" style="width: 600px; height: 404px;" /></p>

<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดระบบเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลรูปแบบใหม่ Business Data Exchange หรือ BDEX ช่วยหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ใช้ข้อมูลนิติบุคคลได้สะดวก รวดเร็ว พร้อมเพิ่มชุดข้อมูลสนับสนุนการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลของนิติบุคคล เพื่อให้ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น ยันข้อมูลที่ให้เชื่อมโยง เปิดเผยได้ตามกฎหมาย ย้ำหน่วยงานที่ขอใช้ระบบ ต้องคุมเข้ม รักษาข้อมูลตามที่กำหนดไว้ ส่วนระบบเดิม Webservice ใช้ได้ถึง 30 ก.ย.นี้</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้พัฒนาและปรับปรุงการระบบการให้บริการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลแก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนภายใต้ระบบให้บริการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจ (Business Data Exchange : BDEX) ซึ่งจะทำให้เกิดความยืดหยุ่นและสะดวกในการใช้ข้อมูลมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับมาตรฐานการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ (Thailand Government Information Exchange : TGIX) โดยบูรณาการร่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. ปรับรูปแบบการให้บริการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลของกรมกับหน่วยงานภาครัฐผ่านศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ (Government Exchange Center : GDX) ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น<br />
<br />
ในฐานะที่กรมเป็นหน่วยงานหลักด้านการให้บริการจดทะเบียนธุรกิจและบริการข้อมูลนิติบุคคลแก่องค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ปัจจุบันมีหน่วยงานที่เชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลกับกรมแล้วทั้งสิ้น 180 หน่วยงาน แบ่งเป็นภาครัฐ 169 หน่วยงาน และเอกชน 11 หน่วยงาน โดยชุดข้อมูลนิติบุคคลที่กรมเปิดให้บริการ เช่น ข้อมูลนิติบุคคลตามหน้าหนังสือรับรอง บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น งบการเงิน ทะเบียนพาณิชย์ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ สมาคมการค้าและหอการค้า เป็นต้น (การเชื่อมโยงของแต่ละชุดข้อมูลกรมจะพิจารณาตามประเภทของหน่วยงาน)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การพัฒนาระบบการให้บริการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลในครั้งนี้ กรมได้เพิ่มชุดข้อมูลสนับสนุนการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลของนิติบุคคล (Business Digital ID) เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถเชื่อมโยงหรือตรวจสอบข้อมูลผู้มีอำนาจในการทำธุรกรรม นิติกรรมของนิติบุคคลที่ได้จดทะเบียนไว้กับกรม โดยเฉพาะหน่วยงานที่ต้องการพิสูจน์และยืนยันตัวตนของผู้ขอใช้บริการ ซึ่งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนสามารถใช้บริการชุดข้อมูลรูปแบบใหม่นี้ได้ผ่านระบบ BDEX ซึ่งการพัฒนาระบบให้บริการในชุดข้อมูลใหม่นี้ ยังสอดรับกับแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการให้บริการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลประเทศไทยด้วย</p>

<p>สำหรับขั้นตอนการขอเชื่อมโยงข้อมูลของระบบ BDEX แบ่งเป็นหน่วยงาน 2 ประเภท คือ หน่วยงานภาครัฐ เริ่มที่ขั้นตอนลงทะเบียนสมัครขอใช้บริการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจผ่านเว็บไซต์&nbsp;<a href="https://bdex.dbd.go.th/" target="_blank">https://bdex.dbd.go.th</a>&nbsp;เมื่อได้รับการอนุมัติคำขอใช้บริการจากกรม ให้ติดต่อ สพร. เพื่อขอใช้บริการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางภาครัฐ (GDX) และหน่วยงานเอกชน เริ่มที่ลงทะเบียนสมัครขอใช้บริการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจผ่านเว็บไซต์&nbsp;<a href="https://bdex.dbd.go.th/" target="_blank">https://bdex.dbd.go.th</a>&nbsp;เมื่อได้รับอนุมัติคำขอ ให้ลงทะเบียนระบบงานและข้อมูลที่ขอเชื่อมโยง จากนั้นทดสอบระบบและเรียกใช้งานชุดข้อมูล พร้อมชำระค่าธรรมเนียมและค่าบริการข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนดก่อนรับบริการ<br />
<br />
&ldquo;ชุดข้อมูลนิติบุคคลที่กรมให้บริการเชื่อมโยง เป็นข้อมูลที่เปิดเผยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท กฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด กฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์ กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กฎหมายว่าด้วยการบัญชี กฎหมายว่าด้วยสมาคมการค้า กฎหมายว่าด้วยหอการค้า และกฎหมายว่าด้วยหลักประกันทางธุรกิจ โดยระบบ BDEX ให้บริการชุดข้อมูลด้วยระบบเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยในรูปแบบ API (Application Programming Interface) ที่มีความมั่นคงปลอดภัยตามมาตรฐานสากล และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้รับบริการได้รับความสะดวก รวดเร็ว รองรับกับการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่จะเข้ามาเชื่อมโยงข้อมูล จะต้องมีคุณสมบัติสอดคล้องกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยในการเชื่อมโยงข้อมูล ตามท้ายประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่อง แนวนโยบายและแนวปฏิบัติในการเปิดเผยและนำข้อมูลไปใช้ เพื่อป้องกันและรักษาความปลอดภัยข้อมูลสารสนเทศที่กรมให้บริการ อีกทั้งได้ยึดมั่นและให้ความสำคัญในการเก็บรักษาอย่างสูงสุด และสำหรับหน่วยงานที่ประสงค์จะเชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจผ่านระบบ BDEX สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์&nbsp;<a href="https://bdex.dbd.go.th/" target="_blank">https://bdex.dbd.go.th</a>&nbsp;หรือเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า&nbsp;<a href="http://www.dbd.go.th/" target="_blank">www.dbd.go.th</a>&nbsp;เลือกเมนูบริการออนไลน์ เลือกหัวข้อการบริการข้อมูลธุรกิจ และเลือกบริการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจ (BDEX) สำหรับหน่วยงานที่ใช้บริการเชื่อมโยงข้อมูลระบบ Webservice เดิม สามารถเปลี่ยนมาใช้ระบบให้บริการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจ (Business Data Exchange : BDEX) โดยกรมยังคงให้บริการระบบเดิมคู่ขนานจนถึงวันที่ 30 ก.ย.2568 ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล&nbsp;<a href="mailto:bdex@dbd.go.th" target="_blank">bdex@dbd.go.th</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2024040185ff1bdd47cb5e161cfb98e0c0b0f16f132248.jpg' type='image/jpg' length='797480' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม”ล้อมวงคุยข้าราชการรุ่นใหม่ ขอทำงานเป็นทีม ดูแลเกษตรกร ประชาชน ผู้ประกอบการ]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/39568</link>
<guid isPermaLink="false">8f845e5e7e732404894de42ffadb9032</guid>
<pubDate>Thu, 21 Mar 2024 14:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/65fbd257a956d.jpg" style="width: 600px; height: 400px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; ล้อมวงพูดคุยกับข้าราชการรุ่นใหม่จากทั่วประเทศ กว่า 150 คน ดันสร้างทีมพาณิชย์ยุคใหม่ ที่ก้าวทันโลก ทำงานเพื่อเกษตรกร ประชาชน ผู้ประกอบการ และเป็นแกนหลักสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ย้ำคนหนุ่มสาวมีพลังเยอะ แต่ต้องไม่ปฏิเสธคนรุ่นเก่าที่มีประสบการณ์ เพื่อร่วมกันทำงาน พร้อมขอให้รักกระทรวงในฐานะเจ้าของร่วม และยึดคาถา &ldquo;เราทำได้&rdquo;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังนั่งล้อมวงพูดคุยกับข้าราชการรุ่นใหม่ของกระทรวงพาณิชย์ จากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เกือบ 150 คน โดยมีนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมด้วย ที่ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ว่า ได้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นเพื่อสร้างทีมพาณิชย์ยุคใหม่ ที่จะเข้ามาช่วยกันพัฒนากระทรวงพาณิชย์ที่เป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักของประเทศที่ดูแลปากท้องความเป็นอยู่ประชาชน และช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยได้เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นกันอย่างเต็มที่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยปัจจุบัน เห็นว่าโลกเปลี่ยนแปลงและมีความจำเป็นต้องก้าวให้ทันระเบียบโลกใหม่ ครั้งที่แล้วในงานบางกอกเจมส์ ตนได้พูดคุยกับผู้ช่วยทูตพาณิชย์ ที่เป็นข้าราชการรุ่นใหม่ ได้รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ครั้งนี้ ก็เช่นเดียวกัน ที่ต้องการรับฟัง เพราะเห็นว่าพลังของคนหนุ่มสาวมีเยอะ ต้องดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยกันทำงาน แต่ก็ต้องไม่ปฏิเสธคนรุ่นเก่าที่มีประสบการณ์ เพื่อที่จะได้มาร่วมกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ &nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้ ได้ฝากข้อคิดเห็นว่า ขอให้ข้าราชการรุ่นใหม่ ประสานการทำงานกับคนทุกภาคส่วน โดยมีเป้าหมายที่พี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการเป็นสำคัญ และอยากให้กระทรวงพาณิชย์ก้าวไปอย่างสง่างาม ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งอยากทำให้คนในกระทรวงพาณิชย์เชื่อมโยงกันให้งานของกระทรวงพาณิชย์แข็งแรง มีประสิทธิภาพ &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;อยากให้กระทรวงพาณิชย์ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีความเป็นเจ้าของร่วมกัน และอยากให้ยึดนโยบายของรัฐบาลที่ท่านนายกรัฐมนตรีให้เชื่อมั่นในพลังของเราว่าเราทำได้ อยากให้คนจดจำกระทรวงพาณิชย์ยุคใหม่ ปรับให้ทันสมัย โดยจะส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพก้าวเข้ามาทำงาน มีผู้ใหญ่เป็นแบกอัปสนับสนุน ขจัดความซ้ำซ้อนในการทำงานเพื่อช่วยเกษตรกร ผู้ประกอบการและผู้บริโภค&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2024032153b818ea7f5660142d472e336ba3f2d2143402.jpg' type='image/jpg' length='507029' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยไอศกรีมไทยฮอต ยืนหนึ่งในเอเชีย ชี้เป้าขายเน้นเพื่อสุขภาพ มุ่งความยั่งยืน]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/39566</link>
<guid isPermaLink="false">98848b7a1ad6295e30e276efa64c75a5</guid>
<pubDate>Thu, 21 Mar 2024 14:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/65fbbd876cea6.jpg" style="width: 600px; height: 450px;" /></p>

<p><strong>สนค.เผยช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ไทยส่งออกไอศกรีมเติบโตเฉลี่ยปีละ 12.43% ขยับเป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 11 ของโลก และเป็นเบอร์ 1 ในเอเชีย ระบุไทยมีจุดแข็งของความหลากหลายด้านวัตถุดิบ ทั้งผลไม้ ขนม สมุนไพร แนะการผลิตต้องคำนึงถึงสุขภาพ และมุ่งความยั่งยืน หลังผู้บริโภคให้ความสำคัญ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามข้อมูลการค้าและสถานการณ์การส่งออกสินค้าไอศกรีม พบว่า มูลค่าการส่งออกไอศกรีมของไทยเติบโตต่อเนื่องติดต่อกันตลอดช่วงระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 12.43% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2560&ndash;2566 และปีล่าสุด 2566 มีมูลค่าการส่งออกไอศกรีมรวม 148.21 ล้านเหรียญสหรัฐ (5,099 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 7.3% และเมื่อพิจารณารายประเทศ พบว่า ไทยเป็นผู้ส่งออกไอศกรีม อันดับที่ 11 ของโลก รองจากเยอรมนี ฝรั่งเศส เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ อิตาลี โปแลนด์ สหรัฐฯ สเปน สหราชอาณาจักร และฮังการี โดยจะเห็นว่าในบรรดาประเทศผู้ส่งออกไอศกรีม ไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของเอเชีย และอันดับ 4 ของโลก รองจากกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร<br />
<br />
สำหรับตลาดส่งออกไอศกรีมที่สำคัญของไทยปี 2566 ที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.มาเลเซีย คิดเป็นสัดส่วน 29.5% ของมูลค่าการส่งออกไอศกรีมของไทย 2.เกาหลีใต้ สัดส่วน 11.3% 3.เวียดนาม สัดส่วน 9.5% 4.สิงคโปร์ สัดส่วน 6.5% และ 5.กัมพูชา สัดส่วน 6.3%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการพิจารณาส่วนแบ่งมูลค่าการส่งออกไอศกรีมของไทยในตลาดโลก ข้อมูลล่าสุดปี 2565 ไทยมีมูลค่าการส่งออกไอศกรีมคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2.6% ของมูลค่าการส่งออกไอศกรีมทั่วโลก ขณะที่สหภาพยุโรป สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร มีส่วนแบ่งมูลค่าการส่งออกไอศกรีม 68.4% , 5% และ 3% ของมูลค่าการส่งออกไอศกรีมทั่วโลกตามลำดับ</p>

<p>นายพูนพงษ์กล่าวว่า ไอศกรีมเป็นอีกหนึ่งสินค้าส่งออกศักยภาพของไทย เนื่องจากไทยมีความพร้อมด้านวัตถุดิบที่หลากหลาย และสามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์เป็นไอศกรีมได้อย่างสร้างสรรค์และถูกใจผู้บริโภค ผลไม้ไทยเกือบทุกชนิดสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบผลิตไอศกรีมรสชาติต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว ขนมไทยก็ถูกนำมาประยุกต์เป็นไอศกรีมได้อย่างน่าสนใจ ขณะที่สมุนไพรไทยก็สามารถเป็นส่วนผสมในไอศกรีมเพื่อชูอัตลักษณ์ความเป็นไทย ตลอดจนการรังสรรค์รูปแบบและรูปทรงของไอศกรีม ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ดึงดูดผู้บริโภคโดยเฉพาะชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสุขภาพและความยั่งยืนมากขึ้น เช่น ตู้แช่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษ ซึ่งผู้ผลิตและผู้ประกอบการไทยต้องให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวและปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เพื่อสามารถพัฒนาไอศกรีมที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และแสวงหาโอกาสในการส่งออกไปยังตลาดคู่ค้าใหม่ ๆ มากขึ้น เนื่องจากไอศกรีมไทยยังมีช่องว่างในการเติบโตได้อีกมากทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดโลก<br />
<br />
โดยไอศกรีมที่มีโอกาส เช่น ไอศกรีมที่ผลิตจากนมวัว ไอศกรีมแพลนต์เบส ใช้นมจากพืช เช่น อัลมอนด์ พิสตาชิโอ ข้าวโพดหวาน ไอศกรีมที่มีส่วนผสมจากผลไม้ รวมถึงไอศกรีมที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายขึ้น เช่น ไอศกรีมที่ไม่มีแลคโตส ไอศกรีมที่มีปริมาณน้ำตาลน้อยลง ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์ด้านสุขภาพแล้ว ยังตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในกลุ่มที่แพ้นมวัว และสำหรับไอศกรีมแพลนต์เบส และไอศกรีมจากผลไม้ ก็ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาววีแกนหรือรับประทานอาหารเจได้เป็นอย่างดี<br />
<br />
ทั้งนี้ ไอศกรีมเป็นสินค้าที่มีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้น โดยจากรายงานมูลค่าตลาดไอศกรีมของ Euromonitor International บริษัทสำรวจข้อมูลทางการตลาดระดับโลก พบว่า ปี 2566 ตลาดไอศกรีมโลกมูลค่าค้าปลีกอยู่ที่ 86,719.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.8% ประเทศที่มีตลาดไอศกรีมขนาดใหญ่ที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.สหรัฐฯ มีมูลค่าค้าปลีก 19,994.5 ล้านเหรียญสหรัฐ 2.จีน 8,247.1 ล้านเหรียญสหรัฐ 3.ญี่ปุ่น 5,581.2 ล้านเหรียญสหรัฐ 4.รัสเซีย 3,576.0 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 5.บราซิล 3,232.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ตลาดไอศกรีมของไทยมีมูลค่าค้าปลีก 396.0 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 11% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากสภาพอากาศที่ร้อน ความนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และไลฟ์สไตล์ที่ต้องเดินทางเพิ่มขึ้นของคนไทย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202403217d176db897d5bab9fbb6fc2802ac8bda143153.jpg' type='image/jpg' length='553526' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ตรวจรพ.เอกชน กำชับแสดงค่ายา ค่าบริการ ประเมินค่ารักษา ตามประกาศ กกร.]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/39212</link>
<guid isPermaLink="false">03daac8f39a16c6b7f4a803ec5782a36</guid>
<pubDate>Wed, 20 Mar 2024 09:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/65fa4bb993311.jpg" style="width: 600px; height: 399px;" /></p>

<p><strong>กรมการค้าภายในลงพื้นที่ตรวจสอบโรงพยาบาลเอกชน มีการแสดงราคาค่ายาและค่าบริการทางการแพทย์ผ่าน QR Code มีการประเมินค่ารักษาพยาบาลให้ผู้รับบริการทราบ และออกใบสั่งยาให้ไปซื้อข้างนอก ตามประกาศ กกร.หรือไม่ พบมีการปฏิบัติถูกต้อง พร้อมมอบสื่อประชาสัมพันธ์ &ldquo;สิทธิผู้รับบริการ รพ.เอกชน ด้านราคา&rdquo; ให้นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ช่วยเผยแพร่สมาชิก ก่อนขอความร่วมมือตรึงหรือชะลอการปรับขึ้นราคา เพื่อดูแลผู้บริโภค</strong><br />
<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา ได้นำเจ้าหน้าที่กรมการค้าภายในลงพื้นที่ไปยังโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (แจ้งวัฒนะ) เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 และประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ฉบับที่ 48 พ.ศ.2566 พบว่า มีการแสดงราคาค่ายาและค่าบริการทางการแพทย์ผ่าน QR CODE และมีการประเมินค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้รับบริการทราบ ส่วนกรณีผู้รับบริการที่เป็นผู้ป่วยนอก ไม่ประสงค์จะซื้อยาจากโรงพยาบาล สามารถขอให้โรงพยาบาลออกใบสั่งยาเพื่อนำไปหาซื้อยาจากร้านขายยาภายนอกได้ โดยโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ได้ปฏิบัติตามกฎหมายและประกาศ กกร. ดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง &nbsp;<br />
<br />
ทั้งนี้ กรมยังได้มอบป้ายประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับ &ldquo;สิทธิผู้รับบริการ รพ.เอกชน ด้านราคา&rdquo; ให้กับ ศ.ดร.นพ.เฉลิม&nbsp; หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เพื่อให้โรงพยาบาลเอกชนเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ให้ผู้เข้ารับบริการได้ทราบสิทธิของตนตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการว่ามีสิทธิอย่างไร ทั้งการตรวจสอบอัตราค่ายา ค่าบริการทางการแพทย์ การประเมินค่ารักษาพยาบาลตามการวินิจฉัยเบื้องต้น และการออกใบสั่งยา-ใบแจ้งราคายา เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้รับบริการ อันเป็นการคุ้มครองสิทธิแก่ผู้บริโภค</p>

<p>&ldquo;ได้กำชับให้โรงพยาบาลเอกชน ดำเนินการตามประกาศ กกร. และขอให้ประเมินค่ารักษาพยาบาลตามการวินิจฉัยเบื้องต้นในรูปแบบเอกสาร (เป็นลายลักษณ์อักษร) เพื่อให้เกิดความขัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งทางสมาคมฯ รับที่จะดำเนินการโดยจะแจ้งให้สมาชิกทราบต่อไป และยังขอความร่วมมือให้โรงพยาบาลเอกชนตรึงหรือชะลอการปรับขึ้นราคา เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชนผู้เข้ารับบริการด้วย&rdquo; นายวัฒนศักย์กล่าว<br />
<br />
สำหรับประชาชนที่จะเข้ารับบริการของโรงพยาบาลเอกชน สามารถตรวจสอบอัตราค่ายาและค่าบริการทางการแพทย์ทาง QR Code ที่แสดงไว้ ณ โรงพยาบาลที่ไปรับบริการ หรือตรวจสอบล่วงหน้าก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการได้ทางเว็บไซต์&nbsp;<a href="http://www.dit.go.th/" target="_blank">www.dit.go.th</a>&nbsp;และหากพบว่าโรงพยาบาลแห่งใดราคาค่ายาและค่าบริการทางการแพทย์ไม่เป็นไปตามที่แสดงใน QR Code หรือไม่ปฏิบัติตามประกาศ กกร. ดังกล่าว สามารถร้องเรียนได้ทางสายด่วนกรมการค้าภายใน โทร 1569 หรือแอปพลิเคชันไลน์ @MR.DIT กรมจะเข้าไปตรวจสอบ หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป<br />
<br />
<a href="https://www.commercenewsagency.com/ads/12" target="_blank"><img src="https://www.commercenewsagency.com/uploads/2024/03/65e54261ded87.jpg" /></a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20240320758f2a88c0fb64ebb3cfb38c3d4806d6095320.jpg' type='image/jpg' length='331340' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์” ชี้เป้าส่งออกอาหารทางเลือก ขายตลาดเกาหลีใต้ หลังความนิยมเริ่มเติบโต]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/36338</link>
<guid isPermaLink="false">415bed60827060e91302b345e7124985</guid>
<pubDate>Mon, 04 Mar 2024 11:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/65e544d486271.jpg" style="width: 600px; height: 400px;" /></p>

<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยตลาดอาหารทางเลือก ทั้งอาหารจากพืชอาหารจากเซลล์เพาะเลี้ยงอาหารหมักจุลินทรีย์ และอาหารจากแมลงในตลาดเกาหลีใต้มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องหลังผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพ และรักษาสุขภาพสัตว์ชี้เป็นโอกาสอาหารทางเลือกของไทยที่จะเข้าไปเจาะตลาด โดยเฉพาะอาหารที่ผลิตจากถั่ว สาหร่าย หรือแมลง รวมถึงเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศ ที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจากน.ส.ชนัญญา พรรณรักษา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล เกาหลีใต้ ถึงตลาดอาหารทางเลือกของเกาหลีใต้ที่กำลังเติบโต&nbsp;และโอกาสในการส่งออกอาหารทางเลือกของไทยเข้าสู่ตลาดเกาหลีใต้&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลว่า ปัจจุบันผู้บริโภคเกาหลีใต้รู้สึกตื่นตัวต่อการรักษาสุขภาพและให้ความสนใจต่อสวัสดิภาพสัตว์มากขึ้น โดยพฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลให้จำนวนผู้บริโภคอาหารมังสวิรัติและสินค้าอาหารทางเลือกรูปแบบต่างๆเพิ่มขึ้นในตลาดอาหารของเกาหลีใต้ ซึ่งสินค้าอาหารทางเลือกนี้เป็นผลผลิตจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านอาหารที่นำโปรตีนทางเลือกที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์มาแปรรูป และยังมีอาหารทางเลือกอื่นๆ ที่ไม่ใช่เพียง Plant-based meat ก็เริ่มการผลิตเช่นกัน โดยอาหารทางเลือกหลักๆมี 4 ประเภท ได้แก่ อาหารทางเลือกจากพืช อาหารจากเซลล์เพาะเลี้ยง อาหารหมักจุลินทรีย์ และอาหารจากแมลง&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับพฤติกรรมผู้บริโภคเกาหลีในตลาดอาหารทางเลือกพบว่า ผู้บริโภคเกาหลีส่วนใหญ่เลือกซื้ออาหารทางเลือกผ่านไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ถึง 47% และผ่านช่องทางออนไลน์ของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ 20% ที่เหลือเป็นช่องทางอื่นๆ ส่วนปัจจัยในการพิจารณาซื้ออาหารทางเลือก ผู้บริโภค 54% คำนึงถึงประโยชน์ต่อสุขภาพและส่วนผสมทางโภชนาการเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาด้วยรสชาติความปลอดภัยของอาหาร และราคาตามลำดับ</p>

<p>น.ส.ชนัญญา พรรณรักษา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคเกาหลีบางส่วนของเกาหลีใต้ได้ตระหนักและให้ความสนใจต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและวิกฤตอาหารขาดแคลนที่แพร่กระจายไปทั่วโลก ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนจากเนื้อสัตว์เป็นอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสวัสดิภาพของสัตว์มากขึ้น คาดว่าจะมีแนวโน้มการบริโภคสินค้าอาหารทางเลือกนี้เพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอาหารที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง อัตราการจำหน่ายและนำเข้าอาหารทางเลือกมีการเพิ่มขึ้นทุกปี<br />
<br />
ทั้งนี้ ในเกาหลีใต้อาหารทางเลือกอื่นๆที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์จากพืช ถือว่าอยู่ในจุดเริ่มต้นของการสร้างตลาดสินค้าอาหารทางเลือกให้มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และเพิ่มจำนวนบริษัทที่เข้าร่วม ดังนั้น สามารถคาดการณ์ได้ว่าในอนาคตจะมีโอกาสมากมายสำหรับผู้ประกอบการจากไทยในการเข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะโปรตีนทางเลือกจากวัตถุดิบหลายชนิด อย่างเช่น ถั่ว สาหร่าย หรือแมลง รวมถึงเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงที่จะพัฒนาให้กลายเป็นสินค้าอาหารทางเลือกในรูปแบบใหม่และสามารถสร้างความน่าสนใจให้กับตลาดสินค้านี้ได้&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;แม้แนวโน้มของอาหารทางเลือกในไทยก็ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ก็เป็นที่สนใจของอุตสาหกรรมที่ทั้งบริษัทรายใหญ่และรายย่อย ต่างเปิดตัวสินค้าออกมาในตลาดในปัจจุบัน และคาดว่าการแข่งขันก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกคล้ายคลึงกับสถานการณ์ของเกาหลีใต้ ด้วยเหตุนี้ การขยายตัวในตลาดเกาหลีใต้จึงมีโอกาสเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการส่งออกรูปแบบอาหารพร้อมรับประทาน หรือวัตถุดิบชนิดต่างๆก็ถือเป็นวิธีการร่วมมือทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพและส่งเสริมการค้าระหว่างกันได้&rdquo;น.ส.ชนัญญากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20240304db4f0139664b9056544c06451a73bc61111807.jpg' type='image/jpg' length='287572' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์” ชี้เป้าผู้ประกอบการไทย ใช้ TikTok Shop ขายสินค้าในเวียดนาม]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/36008</link>
<guid isPermaLink="false">fc7d7e3b27be1dc756bf79cb2122e00d</guid>
<pubDate>Fri, 01 Mar 2024 10:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/65e140e9cf69a.jpg" style="width: 600px; height: 450px;" /></p>

<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้เป้าผู้ประกอบการไทย ใช้ TikTok Shop ขยายตลาดสินค้าไทยในเวียดนาม หลังพบขยายตัวต่อเนื่อง แซงแพลตฟอร์มออนไลน์ชื่อดัง จนขึ้นมาอยู่อันดับ 2 รองจาก Shopee และคนรุ่นใหม่นิยมใช้ เผยสินค้าขายดี แฟชั่น สุขภาพและการดูแลส่วนบุคคล อิเล็กทรอนิกส์ บ้านและไลฟ์สไตล์ และความงาม</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.อุษาศรี เขียวระยับ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ เวียดนาม ถึงโอกาสในการใช้ TikTok Shop ขยายตลาดสินค้าไทยในเวียดนาม หลังพบว่ามีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นช่องทางใหม่ที่ผู้บริโภคชาวเวียดนามนิยมใช้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลว่า ปัจจุบันในเวียดนาม กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSME) มากกว่า 2.8 ล้านราย รวมถึงธุรกิจในครัวเรือน มีการทำธุรกรรมซื้อขายผ่านแอปพลิเคชัน TikTok ของจีน โดยหมวดสินค้าที่มีการค้นหามากที่สุดใน TikTok Shop ได้แก่ แฟชั่น บ้านและไลฟ์สไตล์ การดูแลสุขภาพ สุขอนามัยส่วนบุคคล และความงาม และแพลตฟอร์ม TikTok เองยังได้เสนอโปรแกรมการฝึกอบรมและการสร้างเนื้อหาที่หลากหลายเพื่อเพิ่มทักษะให้กับผู้ขายออนไลน์ โดยในปี 2566 มีการเปิดตัวการฝึกอบรมและสัมมนาฟรีกว่า 140 ครั้งผ่านแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านการขายของสมาชิกผู้เข้าร่วม การวางตำแหน่งแบรนด์ของตัวเอง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้แพลตฟอร์มสำหรับ MSME 50,000 ราย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ บริษัท TikTok Vietnam ยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นและองค์กรต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเร่งธุรกรรมพาณิชย์ดิจิทัล และเพิ่มยอดขายและการบริโภคผลิตผลทางการเกษตร โดยได้เปิดตัวกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม สนับสนุนอีคอมเมิร์ซ และประกันสวัสดิการ โดยแฮชแท็ก #HoChiMinhCity มียอดเข้าชม 1 พันล้านครั้งบนแพลตฟอร์ม TikTok ในเวลากว่าหนึ่งเดือน ซึ่งช่วยแนะนำนครโฮจิมินห์ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าหลงใหล ในขณะเดียวกัน แฮชแท็ก #Chobenthanh (ตลาดเบนถั่น) ซึ่งเป็นตลาดขายสินค้าสำหรับนักท่องเที่ยวชื่อดังในนครโฮจิมินห์ มีการโพสต์วิดีโอ 122 โพสต์ที่มีผู้เข้าชมมากกว่า 200 ล้านครั้ง</p>

<p>ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญของบริษัท TikTok Vietnam ยังให้ข้อมูลว่า วิดีโอสั้นที่แสดงผลิตภัณฑ์เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในสินค้า และพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค โดยการสำรวจในช่วงเทศกาลวันหยุดปี 2566 แสดงให้เห็นว่า ร้อยละ 69 ของผู้บริโภคเลือกดูวิดีโอสั้น เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการ โดยร้อยละ 84 ตัดสินใจซื้อทันที<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.อุษาศรี เขียวระยับ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ กล่าวว่า ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปีของการเปิดตัวในเวียดนาม TikTok Shop แซงหน้าแพลตฟอร์ม Sendo และแพลตฟอร์ม Tiki ขึ้นสู่อันดับ 3 ในตลาดอีคอมเมิร์ซ และกลายเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งของยักษ์ใหญ่อย่างแพลตฟอร์ม Shopee และแพลตฟอร์ม Lazada โดยภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2566 TikTok Shop ครองตำแหน่งอันดับ 2 บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของเวียดนาม มีรายได้ 16,300 พันล้านเวียดนามด่ง (ประมาณ 662.2 ล้านเหรียญสหรัฐ) และขายสินค้า 117 ล้านรายการ รองมาจากแพลตฟอร์ม Shopee เท่านั้น ปัจจุบัน หมวดสินค้าที่ขายดีที่สุดใน TikTok Shop ในเวียดนาม ได้แก่ แฟชั่น สุขภาพและการดูแลส่วนบุคคล อิเล็กทรอนิกส์ บ้านและไลฟ์สไตล์ และความงาม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ตลาดเวียดนามมีผู้ใช้แพลตฟอร์ม TikTok ถึง 49.9 ล้านคน การซื้อของบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้รับความนิยมมาก ปี 2565 เป็นปีที่ถือเป็นก้าวสำคัญของ TikTok Shop Vietnam ผู้ขายมากกว่า 32,000 รายทำธุรกรรมที่ประสบความสำเร็จบนแพลตฟอร์มนี้ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของ TikTok Shop เท่ากับร้อยละ 80 ของแพลตฟอร์ม Lazada และ 4 เท่าของแพลตฟอร์ม Tiki การพัฒนา TikTok Shop ในเวียดนาม คาดว่าจะดำเนินต่อไปอย่างเข้มแข็งในอนาคต ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกลยุทธ์ทางการตลาดและเข้าถึงลูกค้าเวียดนามได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ใช้รุ่นใหม่ที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและเทรนด์ใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว มีกำลังซื้อสูง และมีความสามารถในการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว&rdquo;น.ส.อุษาศรีกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20240301c6288314f2603622debb18d125382316104808.jpg' type='image/jpg' length='233587' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ติดตามผลรับซื้อหอมใหญ่ เกษตรกรยิ้ม ราคาขึ้น]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/36007</link>
<guid isPermaLink="false">9ddd441f23d681c544231d198cf5ae67</guid>
<pubDate>Fri, 01 Mar 2024 10:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/65e1359ea3388.jpg" style="width: 600px; height: 399px;" /></p>

<p><strong>กรมการค้าภายในลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ติดตามผลการนำผู้ประกอบการเข้ารับซื้อหอมหัวใหญ่จากเกษตรกร ในอำเภอแม่วางและบ้านกาด พบเกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาดีต่อเนื่อง เหมาแปลงขยับขึ้นไป 6-7 หมื่นบาทต่อไร่ จากปีก่อนแค่ 3 หมื่นบาทต่อไร่ ยันผลผลิตที่จะออกมาช่วง มี.ค.นี้ มีแผนรับมือ เตรียมเข้าซื้อกระจายออกนอกแหล่งผลิต มั่นใจดันราคาดีตลอดทั้งฤดูกาล</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามผลการนำผู้ประกอบการเข้าไปรับซื้อผลผลิตหอมหัวใหญ่ ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ 2 อำเภอ ประกอบด้วย อ.แม่วาง และ อ.บ้านกาดพัฒนา ในราคานำตลาด ภายใต้โครงการเชื่อมโยงรับซื้อผลผลิตหอมหัวใหญ่กระจายออกนอกแหล่งผลิต โดยพบว่า ราคาที่เกษตรกรในพื้นที่ขายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมขายเหมาแปลงได้รายได้ประมาณ 30,000 บาทต่อไร่ แต่ปีนี้ราคาที่เกษตรกรขายได้พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 60,000&ndash;70,000 บาทต่อไร่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ฤดูกาลผลิตปี 2567 พืช 3 หัวในภาพรวมทั้งประเทศ มีปริมาณ 231,608 ตัน ลดลงจากปีก่อนที่ 250,682 ตัน หรือลดลง 8% โดยหอมหัวใหญ่ มีแหล่งผลิตหลักอยู่ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน ส่วนหอมแดง จ.ศรีสะเกษ เชียงใหม่ และอุตรดิตถ์ และกระเทียม จ.เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน โดยปัจจุบันผลผลิตหอมใหญ่ ในเชียงใหม่ออกสู่ตลาดแล้วประมาณ 25% และผลผลิตจะทยอยออกมากในเดือน มี.ค.2567 โดยจากการหารือกับผู้ประกอบการและเกษตรกร พบว่า ปีนี้ผลผลิตคุณภาพดีมาก เนื่องจากไม่เจอฝนและลูกเห็บ ส่งผลให้ผลผลิตสามารถเก็บได้นานขึ้น และชะลอการจำหน่ายได้ ทำให้ราคาสูงขึ้น</p>

<p>&ldquo;ผลผลิตหอมหัวใหญ่ จ.เชียงใหม่ จะออกมากในช่วง มี.ค.นี้ โดยกรมได้เตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว ได้ทำการเชื่อมโยงรับซื้อผลผลิตพืช 3 หัว ผ่านกลไกเกษตรพันธสัญญาเป็นการล่วงหน้าในราคานำตลาด ปริมาณรวม 30,175 ตัน ได้แก่ หอมแดง 14,475 ตัน หอมหัวใหญ่ 7,500 ตัน และกระเทียม 8,200 ตัน จากกลุ่มเกษตรกรทั้งหมด 21 กลุ่ม 4 จังหวัด 17 อำเภอ 32 ตำบล เพื่อกระจายไปยังโรงงานแปรรูป ห้างค้าส่ง ค้าปลีก ห้างท้องถิ่น สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง รวมไปถึงรถโมบายพาณิชย์&rdquo;นายกรนิจกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้ขอความร่วมมือพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ ติดตามการรับซื้อผลผลิต และรายงานผลการดำเนินการอย่างใกล้ชิด และเชื่อมั่นว่าจากการเข้าไปดำเนินการรับซื้อภายใต้โครงการดังกล่าว ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูการผลิต จะช่วยยันราคาให้อยู่ในระดับสูง รวมทั้งช่วยเพิ่มปริมาณการดูดซับผลผลิตและสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องเกษตรกรไทยได้ว่าจะสามารถขายผลผลิตได้ราคาดีตลอดฤดูกาล<br />
<br />
นายทรัพย์ อินทนนท์ ที่ปรึกษาสหกร์การเกษตรบ้านกาดพัฒนา จำกัด กล่าวว่า ปีนี้มีผู้ประกอบการเข้ามารับซื้อเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากกรมการค้าภายในนำผู้ประกอบการจากทั้งส่วนกลางและในพื้นที่เข้ามารับซื้อตั้งแต่ต้นฤดู ส่งผลให้เกิดการแข่งขัน แย่งผลผลิต ซึ่งปัจจัยบวกที่สำคัญ คือ ผลผลิตปีนี้คุณภาพดีมาก ไม่เจอฝนและลูกเห็บเหมือนปีก่อน ทำให้ผู้ประกอบการกล้าที่จะซื้อเพื่อไปเก็บได้ถึง 2 เดือน เพื่อไปทำกำไรต่อ ซึ่งปีที่แล้วของคุณภาพไม่ดี เนื่องจากเจอพายุเห็บ &nbsp;คุณภาพชื้น เน่า ไม่สามารถซื้อไปเก็บได้ ส่งผลบวกช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ต่อไร่เพิ่มขึ้นจากเดิม 30,000-40,000บาทต่อไร่ เป็น 60000-70,000 บาทต่อไร่</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20240301bd1bedb4632b04d337c4e56772056681104537.jpg' type='image/jpg' length='315478' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมการค้าภายใน ผนึกพาณิชย์จังหวัดอุตรดิตถ์ นำผู้ประกอบการเข้าซื้อหอมแดงถึงที่]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/33645</link>
<guid isPermaLink="false">1d362dc82c5cf458c5d23d6230c806be</guid>
<pubDate>Wed, 14 Feb 2024 11:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/65cc3bcbda62f.jpg" style="width: 600px; height: 338px;" /></p>

<p><strong>กรมการค้าภายในผนึกกำลังพาณิชย์จังหวัดอุตรดิตถ์ ประสานผู้ซื้อเข้าไปรับซื้อหอมแดงสดคละจากเกษตรกร พื้นที่ ต.เด่นเหล็ก อ.น้ำปาด ในราคานำตลาด ปริมาณรวม 15 ตัน และเร่งกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่ ดันราคาปรับตัวดีขึ้น ย้ำจะดูแลต่อเนื่องจนจบฤดูกาล</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดอุตรดิตถ์ ประสานผู้รับซื้อเข้ามารับซื้อหอมแดงสดคละจากเกษตรกร ในพื้นที่ตำบลเด่นเหล็ก อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ในราคานำตลาด ปริมาณรวม 15 ตัน และได้เร่งกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่ทันที โดยมีนายสหวิช อภิชัยวิศรตกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานปล่อยขบวนรถที่เข้ามารับซื้อ ซึ่งส่งผลดีให้ราคาหอมแดงในพื้นที่ในภาพรวมปรับตัวอยู่ในเกณฑ์ดีกว่าปีที่ผ่านมา</p>

<p>&ldquo;กรมจะติดตามสถานการณ์ผลผลิต และราคาร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดอย่างใกล้ชิด และขอให้มั่นใจว่าจะเข้าไปดูแลอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่มีเสถียรภาพ พร้อมทั้งช่วยหาตลาดที่มีศักยภาพรองรับผลผลิตต่อไปจนจบฤดูกาล&rdquo;นายกรนิจกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับหอมแดงจากตำบลเด่นเหล็ก ได้รับรายงานจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ว่า มีลักษณะเด่น คือ หัวโต สีแดงอมม่วง รสชาติเผ็ดฉุน กรอบน่ารับประทาน เก็บได้นานหลายเดือน (6 เดือน) อีกทั้งมีคุณค่าทางโภชนาการต่อร่างกายสูง เพราะมีธาตุกำมะถัน ธาตุโปรแตสเซียม ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นธาตุทางธรรมชาติสูง จนได้รับคำชมจากพ่อค้า แม่ค้าต่างถิ่นที่เข้ามารับซื้อว่าเป็นหอมแดงคุณภาพที่ดี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
การเข้าไปรับซื้อหอมแดงดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการและกำชับให้กรมเข้าไปดูแลเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงตั้งแต่ต้นฤดูกาลผลิตไปจนจบฤดูกาล เพื่อดึงผลผลิตออกนอกพื้นที่ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาด และช่วยบรรเทาความเดือนร้อนของพี่น้องเกษตรกรไม่ให้ถูกกดราคา ขายผลผลิตได้ราคาดีขึ้น และเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตหอมแดงอีกช่องทางหนึ่ง<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ จังหวัดอุตรดิตถ์ มีพื้นที่เพาะปลูกหอมแดง ปีการผลิต 2566/67 จำนวน 2,784 ไร่ ผลผลิตรวม 7,531.90 ตัน ขณะนี้ผลผลิตหอมแดง (ฤดูแล้ง) เริ่มออกสู่ตลาดแล้ว และจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือน มี.ค. และสิ้นสุดฤดูกาลต้นเดือน เม.ย. โดยปลูกมากที่ตำบลเด่นเหล็ก อำเภอน้ำปาด พื้นที่เพาะปลูกอำเภอน้ำปาด จำนวน 1,980 ไร่ ผลผลิตรวม จำนวน 5,593.50 ตัน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20240214c8de7a4adbdca4470dac82a063336383112625.jpg' type='image/jpg' length='952650' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผย FTA อาเซียน-เกาหลี ดันส่งออก “ข้าวโพดหวานไทย” ครองแชมป์ตลาดกิมจิ]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/33531</link>
<guid isPermaLink="false">d0a1e2160cb82765ea6764cc1f68bfe8</guid>
<pubDate>Tue, 13 Feb 2024 15:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/65cb1473e230c.jpg" style="width: 600px; height: 448px;" /></p>

<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผย FTA อาเซียน-เกาหลี ช่วยดันยอด &ldquo;ข้าวโพดหวาน&rdquo; ของไทยส่งออกไปตลาดเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนครองแชมป์อันดับหนึ่ง เหตุได้แต้มต่อลดภาษีเหลือ 5% จากปกติ 15% ส่วน FTA อื่น ก็มีการลดภาษี ทั้งญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และภายใต้ RCEP</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามสถิติการนำเข้าข้าวโพดหวานของเกาหลีใต้จากไทย พบว่า เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการนำเข้าข้าวโพดหวานจากไทยเป็นจำนวนมาก โดยในปี 2566 มีมูลค่าการนำเข้าสูงถึง 45.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,626 ล้านบาท ซึ่งเป็นการนำเข้าโดยใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-เกาหลี (ASEAN&ndash;Korea FTA : AKFTA) เกือบทั้งหมด คิดเป็น 99.94% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าข้าวโพดหวานไปยังเกาหลีใต้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ในการส่งออก ทำให้สินค้าไทยได้แต้มต่อทางภาษีในการแข่งขัน และในตลาดเกาหลีใต้สำหรับสินค้าข้าวโพดหวาน หากไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ AKFTA จะต้องเสียภาษีศุลกากรนำเข้า (MFN Rate) ในอัตรา 15% แต่ถ้าใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA โดยมีหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (ฟอร์ม AK) ที่ออกโดยกรมกำกับไปด้วย จะได้รับการลดภาษีนำเข้าจาก 15% เหลือ 5% ซึ่งเป็นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้แก่สินค้าข้าวโพดหวานของไทย<br />
<br />
ในปี 2566 เกาหลีใต้นำเข้าข้าวโพดหวานจากทั่วโลกรวมมูลค่า 64.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีการนำเข้าจากไทยเป็นอันดับ 1 คิดเป็นสัดส่วน 70.8% รองลงมา คือ สหรัฐฯ และจีน โดยมีสัดส่วนการนำเข้า 23.4% และ 2.3% ตามลำดับ</p>

<p>นอกจากนี้ จากการติดตามสถิติการนำเข้าย้อนหลังของเกาหลีใต้ตั้งแต่ไทยและเกาหลีใต้ มีความตกลง FTA ระหว่างกัน พบว่า มีการนำเข้าข้าวโพดหวานจากไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา โดยในปี 2557 มีการนำเข้าข้าวโพดหวานจากไทยมูลค่า 17.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มขึ้นเรื่อยมาจนถึงปี 2566 คิดเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 11.4% ต่อปี<br />
<br />
ปัจจุบัน ไทยเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวโพดหวานรายใหญ่อันดับต้นของโลก โดยในปี 2566 ไทยส่งออกข้าวโพดหวานสำหรับบริโภคในปริมาณ 237,170 ตัน มูลค่า 270.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ตามลำดับ และนอกจากตลาดเกาหลีใต้ ซึ่งไทยสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ในการส่งออกข้าวโพดหวานได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังมีตลาดอื่น ๆ ที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออกโดยสามารถใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA ในการขยายตลาด โดยได้รับยกเว้นภาษีศุลกากรเป็น 0% เช่น ญี่ปุ่น ใช้สิทธิ์ภายใต้ FTA อาเซียน-ญี่ปุ่น หรือไทย-ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ภายใต้ FTA อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;รัฐบาลมีความมุ่งหวังและตั้งเป้าให้มีการเจรจาเปิดตลาดเสรีทางการค้าในภูมิภาคอื่น ๆ และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าที่มีภายใต้ความตกลงต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทย มีทางเลือกในการซื้อขายและจัดหาวัตถุดิบเพื่อเพิ่มมูลค่า ลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมการประกอบธุรกิจของ SMEs ให้มั่นคงแข็งแรง สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยกรมพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนและส่งเสริมผู้ประกอบการไทย พร้อมให้ข้อมูลและคำปรึกษา หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า ผู้ประกอบการสามารถค้นหาข้อมูลได้ที่เว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th หรือโทรสายด่วน 1385 รวมถึงไลน์แอปพลิเคชัน ชื่อบัญชี @gsp_helper&rdquo; นายรณรงค์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202402133d25e16f1a4b10a5059cb0b56ba129cf151835.jpg' type='image/jpg' length='325700' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ฯ ชวนผู้ประกอบการชุมชน สมัครเรียนเทคนิคขายออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก ติ๊กต๊อก ไลน์]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/33527</link>
<guid isPermaLink="false">ecc9c8a2b9c29735cf208fab08444dc7</guid>
<pubDate>Tue, 13 Feb 2024 15:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/65cae96fa4bce.jpg" style="width: 600px; height: 472px;" /></p>

<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดรับสมัครผู้ประกอบการชุมชน สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มสตรี กลุ่มแม่บ้าน ทั่วประเทศ เข้าร่วมโครงการ &ldquo;Digital Village BCG ชุมชนออนไลน์นวัตกรรมรักษ์โลก&rdquo; เรียนรู้ทักษะการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้ง Facebook TikTok LINE ตั้งเป้า 20 ชุมชน เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึง 28 ก.พ.67</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2567 กรมจะเดินหน้าโครงการ Digital Village by DBD โดยปีนี้จะเป็นกิจกรรม &ldquo;Digital Village BCG ชุมชนออนไลน์นวัตกรรมรักษ์โลก&rdquo;&nbsp;ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการท้องถิ่น ในการดึงศักยภาพจากอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาผสานกับการทำการตลาดออนไลน์ให้กับสินค้าชุมชนเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ โดยตั้งเป้าช่วยผู้ประกอบการชุมชน 20 ชุมชน ให้มีโอกาสขายออนไลน์ หลังจากที่ผ่านมา สามารถสร้างชุมชนออนไลน์ต้นแบบไปแล้วทั้งสิ้น 76 ชุมชน จาก 51 จังหวัด และหากรวมที่จะผลักดันในปีนี้ จะทำให้มีชุมชนต้นแบบเพิ่มขึ้นเป็น 96 ชุมชน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยกิจกรรมในปีนี้ กรมจะนำหลัก BCG Model (Bio-Circular-Green Economy Model) ที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และพลังงานสะอาด ต่อยอดแนวคิด &ldquo;สินค้าดี ออนไลน์ดัง ชุมชนยั่งยืน&rdquo; โดยมุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนที่มีสินค้าดีมีอัตลักษณ์โดดเด่น ไม่ซ้ำใคร และยังไม่รู้จักวิธีการทำตลาดออนไลน์ โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยแนะนำ และสอนเทคนิคต่าง ๆ ด้านการตลาดและการจำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมฝึกปฏิบัติการทำ Workshop อย่างใกล้ชิด อาทิ ลุยตลาด Facebook จาก 0 ถึง 100 , ปูพื้นฐานการทำตลาดบน TikTok ช่องปัง ตังค์มา , สร้างรายได้ด้วย TikTok LIVE แบบมืออาชีพ , พิชิตยอดขาย ด้วย LINE Shopping โดยทั้ง 20 ชุมชนที่เข้าร่วมแคมเปญจะได้รับการส่งเสริมการขายจากแพลตฟอร์มชั้นนำ ตลอดจนชุมชนที่ได้รับการคัดเลือก 3 ลำดับแรก จะได้รับรางวัลสุดพิเศษ อาทิ ร่วม Live ขายสินค้ากับอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังด้วย</p>

<p>สำหรับผู้ประกอบการชุมชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ จะต้องเป็นชุมชน สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มสตรี กลุ่มแม่บ้าน ที่มีผลิตภัณฑ์ของชุมชนอันเป็นอัตลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว ไม่ทำซ้ำหรือลอกเลียนแบบ มีสมาชิกเครือข่ายชุมชนไม่น้อยกว่า 20 คนขึ้นไป มีผลิตภัณฑ์ บริการ ที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชน รูปแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ บริการเหมาะกับการขายออนไลน์ มีทักษะความสามารถใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มออนไลน์ได้เบื้องต้น มีช่องทางการตลาดออนไลน์ในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และผลิตภัณฑ์ชุมชน มีกระบวนการผลิตหรือวัตถุดิบที่เชื่อมโยงกับแนวคิด BCG Model (ถ้ามี)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กรมมุ่งหวังว่า โครงการ &ldquo;Digital Village BCG ชุมชนออนไลน์นวัตกรรมรักษ์โลก&rdquo; จะช่วยให้ผู้ประกอบการชุมชน สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านทั่วประเทศ สามารถพัฒนาและจำหน่ายสินค้าชุมชนบนช่องทางการตลาดออนไลน์ยุคใหม่ เพื่อเป็นชุมชนต้นแบบความสำเร็จด้านอัตลักษณ์ วิถีชุมชน การตลาด และผลประกอบการ อีกทั้งขยายโอกาสการตลาดให้ผู้ประกอบการชุมชนมีความเข้มแข็ง แข่งขันได้และเติบโตอย่างยั่งยืน&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
<br />
ทั้งนี้ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ฟรี ผ่านเว็บไซต์&nbsp;<a href="http://www.dbd.go.th/" target="_blank">www.dbd.go.th</a>&nbsp;หรือ ผ่านเพจ Facebook : DigitalVillage by DBD ได้ตั้งแต่วันนี้-28 ก.พ.2567 โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร 02-547-5959 สายด่วน 1570</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20240213e23f338fd4943ba928fbd02099082112151630.jpg' type='image/jpg' length='435133' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ประชุมรัฐมนตรี WTO ครั้งที่ 13 ร่างกรอบปฏิญญาได้แล้ว พร้อมความตกลงเกษตร-ประมง]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/33525</link>
<guid isPermaLink="false">c6628f1b21e2e15e8db6c5a49a3cda42</guid>
<pubDate>Tue, 13 Feb 2024 15:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/65cad249d1b88.jpg" style="width: 600px; height: 399px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยความคืบหน้าการประชุมรัฐมนตรีการค้า WTO ครั้งที่ 13 วันที่ 26-29 ก.พ.นี้ ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีการยกร่างปฏิญญารัฐมนตรีอาบูดาบีออกมาเป็นกรอบแล้ว พร้อมกับร่างความตกลงเกษตร และการอุดหนุนประมงภาคสอง แต่ยังต้องเจรจาเข้มก่อนถึงการประชุม ระบุยังมีประเด็นสำคัญอื่นอีก 6 ประเด็นที่จะเสนอให้ที่ประชุม &ldquo;พิมพ์ชนก&rdquo;ยันไทยให้ความสำคัญเรื่องเกษตร ประมง จับตาการเจรจาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ส่อแววป่วน &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก (WTO) และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ณ นครเจนีวา เปิดเผยว่า ขณะนี้การเจรจาเพื่อเตรียมการประชุมรัฐมนตรีการค้าของ WTO ครั้งที่ 13 ที่จะมีขึ้นที่กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 26-29 ก.พ.2567 ได้เข้มข้นขึ้นจนสามารถมีร่างปฏิญญารัฐมนตรีอาบูดาบี (Abu Dhabi Ministerial Declaration) ออกมาเป็นกรอบแล้ว พร้อมกับร่างความตกลงอีก 2 เรื่องสำคัญ คือ ความตกลงเรื่องเกษตร และความตกลงเรื่องการอุดหนุนประมงภาคสอง แต่ทุกเรื่องยังต้องเจรจาในรายละเอียดต่ออีกมากกว่าจะไปถึงอาบูดาบีในช่วงปลายเดือน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยตั้งแต่ช่วงปลายปี 2566 ประเทศสมาชิก WTO ได้เริ่มสรุปผลการเจรจาหลายเรื่องต่อเนื่องจากการประชุมรัฐมนตรีการค้าครั้งที่ 12 ที่จะรวมไว้ในปฏิญญารัฐมนตรี รวมทั้งหาท่าทีร่วมเพื่อยกร่างความตกลงเรื่องการปฏิรูปภาคเกษตรที่มีการเชื่อมโยงกับเรื่องความมั่นคงทางอาหาร และร่างความตกลงเรื่องการอุดหนุนประมงภาคสอง ซึ่งสองเรื่องนี้มีการเจรจามาอย่างยาวนาน มีท่าทีขัดแย้งกันและประเด็นซับซ้อนอ่อนไหวจำนวนมาก แต่ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา สมาชิกก็ยอมรับร่างที่ประธานคณะเจรจาเสนอมาให้เป็นพื้นฐานการเจรจาได้ในที่สุด<br />
<br />
ทั้งนี้ นอกจากเรื่องเกษตรและประมงแล้ว การประชุม MC13 จะมีประเด็นสำคัญอื่น เช่น 1.การสรุปผลการเข้าเป็นสมาชิก WTO ของติมอร์เลสเตและสหภาพคอโมโรส 2.การเจรจาเพื่อปฏิรูปกระบวนการระงับข้อพิพาทและองค์กร WTO 3.การพิจารณาการขยายอายุของการไม่เก็บอากรศุลกากรกับ electronic transmission 4.การหารือแนวทางที่ WTO จะดำเนินการเพื่อรองรับโควิดและโรคระบาดต่าง ๆ ในอนาคต 5.การหาแนวทางเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาน้อย และ 6.การเพิ่มประเด็นเจรจาใหม่ ๆ เพื่อให้กฎเกณฑ์ WTO ทันต่อโลกสมัยใหม่ เช่น การทบทวนกฎเกณฑ์ WTO ให้เอื้อต่อการรักษาสิ่งแวดล้อมและแก้ปัญหาโลกร้อน นโยบายการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม การพัฒนา MSMEs และการยกระดับบทบาทของสตรีในภาคเศรษฐกิจการค้า อีกทั้งยังน่าจะมีการประกาศความสำเร็จของการเจรจาหลายฝ่ายเรื่องการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน การดำเนินการด้านกฎระเบียบภายในของภาคบริการ<br />
<br />
นางพิมพ์ชนกกล่าวว่า ในส่วนของไทย ให้ความสำคัญกับการเจรจาภาคเกษตรและอาหาร และการเจรจาเรื่องการอุดหนุนประมง เป็นลำดับแรก เพราะเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก โดยในเรื่องเกษตร กระทรวงพาณิชย์โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประสบความสำเร็จอย่างมากในการดูแลให้ราคาสินค้าเกษตรสำคัญในประเทศสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับจากการรับตำแหน่ง แต่สถานะการแข่งขันของสินค้าเกษตรภายนอกประเทศยังมีความรุนแรงมาก โดยนโยบายอุดหนุนและการสำรองอาหารไว้มากเกินความจำเป็นของหลายประเทศ รวมไปถึงการออกมาตรการห้ามส่งออกของคู่ค้าสำคัญ ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่มีความเสถียร ทำให้ยากต่อการเตรียมการผลิตในปีต่อไป โดยเฉพาะประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ เช่น อินเดีย ที่ประกาศห้ามส่งออกข้าวบางประเภท แต่กลับยอมให้ประเทศคู่ค้ามาขอเจรจายกเว้นเป็นประเทศ ๆ ไป และไม่แจ้งมาตรการต่อ WTO ซึ่งทำให้ไทยสูญเสียลูกค้าเดิมไปบางส่วน และไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับระยะเวลาการใช้มาตรการ ซึ่งมีแนวโน้มที่อินเดียจะใช้วิธีการนี้มากขึ้น ดังนั้น ไทยต้องติดตามการเจรจาอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้เสียผลประโยชน์ในการส่งออกข้าวและสินค้าเกษตรอื่น และเพื่อรักษาตลาดส่งออกของไทยผ่านการเจรจาสร้างกฎเกณฑ์พหุภาคีที่เป็นธรรมมากที่สุด</p>

<p>ส่วนเรื่องการเจรจาการอุดหนุนประมงภาคสอง ที่เน้นเรื่องกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการอุดหนุนที่นำไปสู่การทำประมงที่เกินศักยภาพและเกินขนาด และการให้ความยืดหยุ่นแก่ประเทศกำลังพัฒนานั้น เนื่องจากรัฐบาลไทยกำลังอยู่ระหว่างการปรับทบทวนนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวเนื่องกับภาคประมงและชาวประมงทั้งหมด ท่าทีไทยในการเจรจาเรื่องดังกล่าวจึงเน้นดูให้สอดคล้องกับทิศทางของนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการทำประมงพื้นบ้าน และยกระดับมาตรฐานและการตรวจสอบ (traceability) ของสินค้าประมงไทยด้วยพร้อมกัน ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบัน<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีประเด็นอ่อนไหวที่ไม่คาดคิดมาก่อนเกิดขึ้น คือ การเจรจาเกี่ยวกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ สหรัฐฯ ประกาศทบทวนนโยบายดิจิทัล พร้อมถอนข้อเสนอและท่าทีที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในประเด็นที่เกี่ยวกับการเข้าถึงข้อมูล (access to data) ในการเจรจาหลายฝ่าย และประเทศกำลังพัฒนาใหญ่ ๆ เรียกร้องให้กฎเกณฑ์ด้านการค้าดิจิตัลเปิดช่องให้กำหนดนโยบายภายในประเทศที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้น เพราะทุกประเทศตระหนักถึงความสำคัญของเศรษฐกิจในอนาคตที่พึ่งพาการค้าผ่านสื่อ (digital trade) และเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมทั้งสิทธิความเป็นเจ้าของในตัวดิจิตัลคอนเทนต์ เช่น เพลง ภาพยนต์ คอนเสิร์ต หนังสือ แม้แต่สิทธิในเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องด้วย คาดว่าเรื่องนี้จะไปถึงมือรัฐมนตรีแน่นอน<br />
<br />
นอกจากนี้ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้น พบว่า ในการเจรจาปัจจุบัน ยังไม่มีผลกระทบต่อ MC13 มากนัก ต่างจากการประชุมรัฐมนตรีครั้งก่อน แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในหลายประเทศใหญ่ ๆ ปีนี้มากกว่า ที่ส่งผลให้แต่ละประเทศมีท่าทีที่แข็ง ไม่ยอมยืดหยุ่นง่าย เช่น อินโดนีเซีย อินเดีย หรือสหภาพยุโรปที่กำลังเผชิญปัญหาการประท้วงโดยเกษตรกรและชาวนาในหลายประเทศ และสหรัฐฯ ที่กำลังจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปลายปีนี้ ทำให้ไม่สามารถมีท่าทีที่ชัดเจนได้ในหลายเรื่อง เช่น การระงับข้อพิพาท พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น แต่ที่แน่นอน คือ สหรัฐฯ จะมีท่าทีแข็งกร้าวต่อจีน และมีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการกีดกันการค้ามากขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการค้าระหว่างประเทศ<br />
<br />
&ldquo;มองว่าการประชุมรัฐมนตรีการค้าครั้งที่ 13 ในปลายเดือนนี้ น่าจะมีข้อตกลงในเรื่องสำคัญ ๆ ได้ แต่อาจจะไม่ได้ครบทุกประเด็น รวมทั้งจะมีการวางรากฐานการเจรจาเรื่องใหม่ที่จะมีขึ้นต่อไปภายหลังการประชุม ที่สำคัญ คือ เรื่องสิ่งแวดล้อม โลกร้อน นโยบายการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม การทบทวนการอุดหนุนสีเขียว และอาจมีเรื่องความมั่นคงกับการค้าด้วย ซึ่งต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด&rdquo;นางพิมพ์ชนกกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202402133e907949a2f2c9e101aba28eae1fa66c151422.jpg' type='image/jpg' length='302879' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมทรัพย์สินทางปัญญา จัดทำหลักสูตรออนไลน์ สอนความรู้เกี่ยวกับสินค้า GI]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/32030</link>
<guid isPermaLink="false">a36710037d4abf378c7e4ce4532a3885</guid>
<pubDate>Thu, 01 Feb 2024 15:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/65bb54655288a.jpg" style="width: 600px; height: 457px;" /></p>

<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญา จัดหลักสูตรออนไลน์ เรียนรู้เรื่อง สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ทั้งความรู้ทั่วไป ระบบควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน GI การป้องกันกรณีถูกละเมิด การทำการตลาด หวังให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป ได้มีความรู้ ความเข้าใจ และนำไปต่อยอดสินค้าชุมชน สร้างโอกาสและรายได้</strong><br />
<br />
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมได้จัดทำหลักสูตรและเปิดช่องทางให้บริการการเรียนรู้ออนไลน์ เรื่อง สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (GI e-Learning) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ประกอบด้วย จำนวน 3 หลักสูตร เพื่อเกษตรกร ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป มีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่อง GI และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดสินค้าชุมชน การพัฒนาสินค้า การควบคุมมาตรฐานสินค้า GI และการสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้า GI โดยสามารถเรียนผ่านเว็บไซต์&nbsp;<a href="https://gi-elearning.ipthailand.go.th/" target="_blank">https://gi-elearning.ipthailand.go.th/</a>&nbsp;ได้ทุกที่ ทุกเวลา และเมื่อเรียนจบในแต่ละหลักสูตรจะได้รับประกาศนียบัตรในรูปแบบ e&ndash;Certificate จากกรมทรัพย์สินทางปัญญาทันที<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับ 3 หลักสูตร ประกอบด้วย 1.หลักสูตรความรู้ทั่วไป สำหรับประชาชนที่สนใจในเรื่อง GI และผู้ผลิต ผู้ประกอบการค้าที่ต้องการนำสินค้าท้องถิ่นมาขึ้นทะเบียน โดยมีเนื้อหาหลักสูตรในด้านการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ GI เช่น ความหมาย ความสำคัญ กฎหมาย หลักเกณฑ์และประโยชน์ของการขึ้นทะเบียน GI เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน</p>

<p>2.หลักสูตรระบบควบคุมคุณภาพและมาตรฐานสินค้า GI ไทย สำหรับผู้ผลิต ผู้ประกอบการค้า ที่ต้องการขอใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทย โดยเนื้อหาหลักสูตรจะมุ่งเน้นในด้านความสำคัญของการควบคุมคุณภาพสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว และขั้นตอนการยื่นคำขออนุญาตใช้ตรา GI ไทย<br />
<br />
3.หลักสูตรการตรวจสอบควบคุมคุณภาพสินค้า GI สำหรับคณะกรรมการผู้มีหน้าที่ตรวจสอบสินค้าหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับขั้นตอนการตรวจสอบควบคุมคุณภาพสินค้า GI และแนวปฏิบัติกรณีมีการละเมิดสินค้า หรือตราสัญลักษณ์ GI ไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กรมมีนโยบายด้านการส่งเสริมและคุ้มครอง GI รวมถึงการสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจในเรื่อง GI ให้แก่ชุมชน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า GI ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และพัฒนาศักยภาพทางการค้าของเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการ GI ไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ นำมาสู่การสร้างงานสร้างรายได้ รวมถึงเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้มีรากฐานที่มั่นคงอย่างยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมา มีสินค้า GI ไทยที่ขึ้นทะเบียนแล้วจำนวน 198 สินค้า สร้างมูลค่าการตลาดรวมกว่า 54,000 ล้านบาท&rdquo;นายวุฒิไกรกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20240201e550b9e0e40ae563095c6848fb0ed584153549.jpg' type='image/jpg' length='396758' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม” ถกทูตอินเดีย ขอเร่งรัดออกใบอนุญาตนำเข้า ใบรับรองสินค้า ชวนลงทุน EEC]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/32026</link>
<guid isPermaLink="false">521a4c08b94ece142349299291397da6</guid>
<pubDate>Thu, 01 Feb 2024 15:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/65bb491fbc7e5.jpg" style="width: 600px; height: 401px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo;หารือทูตอินเดีย ช่วยเร่งรัดออกใบอนุญาตนำเข้ายางล้อและโทรทัศน์สี ใบรับรองมาตรฐานเครื่องปรับอากาศ เม็ดพลาสติก ไม้พาทิเคิลบอร์ด ไม้เอ็มดีเอฟ และเส้นใยเรยอน ส่งเสริมความร่วมมือด้านอวกาศ ขยายเส้นทางบิน พร้อมชวนลงทุนใน EEC ด้านอุตสาหกรรมยา รถยนต์ไฟฟ้า และอวกาศ เห็นพ้องเร่งอัปเกรด FTA เพื่อช่วยขับเคลื่อนการค้า การลงทุน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับ นายนาเกช ซิงค์ เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 31 ม.ค.2567 ที่ผ่านมา ว่า ทั้งสองฝ่ายได้แสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาการค้าที่มีอยู่ให้หมดไป โดยไทยได้ขอให้อินเดียเร่งรัดออกใบอนุญาตนำเข้ายางล้อและโทรทัศน์สี ใบรับรองมาตรฐานสินค้าเครื่องปรับอากาศ เม็ดพลาสติก ไม้พาทิเคิลบอร์ด ไม้เอ็มดีเอฟ และเส้นใยเรยอน และหาแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านอวกาศและการขยายเส้นทางการบินระหว่างไทยกับอินเดีย เพื่อรองรับการเดินทางของนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว และยังได้เชิญชวนนักลงทุนอินเดียเข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยา รถยนต์ไฟฟ้า และอวกาศ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ สองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นต่อการผลักดันการเจรจายกระดับความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน-อินเดีย ให้มีผลสำเร็จโดยเร็ว และการเจรจาต่อยอดความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-อินเดีย เพื่อจะใช้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการค้าและการลงทุน ให้ขยายตัวตามศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยและอินเดีย โดยอินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก และมีการขยายตัวของ GDP เฉลี่ย 7-8%</p>

<p>ขณะเดียวกัน ทูตอินเดียได้เชิญตนเดินทางเยือนอินเดีย เพื่อพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย และภาคเอกชนรายใหญ่ของอินเดีย เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน ซึ่งสอดรับกับนโยบายรัฐบาลไทยที่จะยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) กับอินเดีย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในปี 2566 การค้าระหว่างไทยและอินเดีย มีมูลค่า 16,044.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปอินเดีย มูลค่า 10,118.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากอินเดีย มูลค่า 5,926.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ อัญมณีและเครื่องประดับ และเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช และสินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20240201723f3098f1362bc25a6e90960d04ca09153336.jpg' type='image/jpg' length='467669' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สรุปปี 66 ไทยส่งออกข้าวทะลุเป้า 8.76 ล้านตัน เพิ่ม 13.62% ปี 67 ลดเหลือ 7.5 ล้านตัน]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/32020</link>
<guid isPermaLink="false">f5b5892167d5b0e427f39fa5efe67b10</guid>
<pubDate>Thu, 01 Feb 2024 15:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/65b9dbdc76ac1 - Copy 1.jpg" style="width: 600px; height: 452px;" /></p>

<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศสรุปตัวเลขส่งออกข้าวไทยปี 66 ทำได้ 8.76 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 13.62% ทะลุเป้าที่ตั้งไว้ 8 ล้านตัน อินโดนีเซียขึ้นเป็นตลาดอันดับหนึ่ง ตามด้วยแอฟริกาใต้ อิรัก สหรัฐฯ และจีน ส่วนปี 67 ตั้งเป้า 7.5 ล้านตัน เหตุผลผลิตลด การแข่งขันรุนแรง ผลผลิตข้าวโลกเพิ่ม หลายประเทศลดนำเข้า และข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่ง เตรียมแผนส่งเสริมและขยายตลาด ทั้งจัดงานประชุมข้าวนานาชาติ กระชับความสัมพันธ์คู่ค้า เร่งขาย G to G</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การส่งออกข้าวไทยในปี 2566 มีปริมาณ 8.76 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 13.62% เกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 8 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 178,136 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.43% หรือประมาณ 5,144 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยตลาดสำคัญ 5 ลำดับแรก ได้แก่ อินโดนีเซีย สัดส่วน 16.11% เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย รองลงมา คือ แอฟริกาใต้ สัดส่วน 10.10% อิรัก 9.74% สหรัฐฯ 8.06% และจีน 5.38% และในจำนวนข้าวที่ส่งออก แยกเป็นข้าวขาว สัดส่วน 55.54% ข้าวหอมมะลิไทย 19.17% ข้าวนึ่ง 15.70% ข้าวหอมไทย 5.97% ข้าวเหนียว 2.97% และข้าวกล้อง 0.65%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ หากแยกการส่งออกเป็นรายภูมิภาค โดยเอเชีย ได้แก่ อินโดนีเซีย จีน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และฮ่องกง มีสัดส่วน 41.14% แอฟริกา ได้แก่ แอฟริกาใต้ เซเนกัล แคเมอรูน โมซัมบิก โกตดิวัวร์ เบนิน สัดส่วน 28.46% ตะวันออกกลาง ได้แก่ อิรัก เยเมน อิสราเอล ซีเรีย ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สัดส่วน 13.26% อเมริกา ได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดา บราซิล เปอร์โตริโก เม็กซิโก สัดส่วน 11.54% ยุโรป ได้แก่ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร อิตาลี เบลเยียม สัดส่วน 3.31% โอเชียเนีย ได้แก่ ปาปัวนิวกินี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฟิจิ สัดส่วน 2.29%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์กล่าวว่า เป้าหมายการส่งออกข้าวไทยในปี 2567 กรมได้ร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยคาดการณ์ร่วมกันว่าจะส่งออกได้ปริมาณ 7.5 ล้านตัน ลดลงจากปี 2566 เพราะผลผลิตข้าวของไทย คาดว่าจะลดลงจากปีก่อนถึง 5.87% เป็นผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ และการส่งออกที่อาจเผชิญกับการแข่งขันและความท้าทายหลายประการ ปริมาณผลผลิตข้าวโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณอุปทานข้าวโลกเพิ่มขึ้น การนำเข้าข้าวของประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มปรับตัวลดลง ส่วนหนึ่งเกิดจากความนิยมของการบริโภคข้าวลดลง อาทิ จีน ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ทำให้การแข่งขันทางด้านราคารุนแรงขึ้น ขณะที่ไทยมีต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง ทำให้ราคาข้าวไทยสูงกว่าประเทศผู้ผลิตและประเทศผู้ส่งออก เช่น จีน เวียดนาม และอินเดีย<br />
<br />
นอกจากนี้ มีสัญญาณว่าอินโดนีเซียอาจซื้อข้าวน้อยกว่าปีที่ผ่านมา เพราะมีข้าวค้างสต็อกจากปี 2566 ค่อนข้างมาก ขณะที่จีนมีการผลิตข้าวมากขึ้นและเริ่มปรับเปลี่ยนจากการเป็นผู้นำเข้าข้าวให้เป็นผู้ผลิตข้าวที่เพียงพอต่อการบริโภคของประชากรและอาจส่งออกในอนาคต และอินเดียอาจประกาศยกเลิกการระงับการส่งออกข้าวขาว ทำให้ภาคเอกชนของอินเดียกลับมาส่งออกข้าวได้เสรีตามปกติ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวล้วนเป็นความท้าทายต่อการส่งออกข้าวไทย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20240201bb573bfc9f27d0c2d0f606cc166ed8c5152514.jpg' type='image/jpg' length='358091' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”รับฟังความเห็น ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดภายใต้ FTA ไทย-ออสซี ฉบับใหม่]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/31814</link>
<guid isPermaLink="false">d0838544a5aee72ef3f02c5115ba16f2</guid>
<pubDate>Wed, 31 Jan 2024 14:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/65b9dbdc76ac1.jpg" style="width: 600px; height: 452px;" /></p>

<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศ เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) ประกาศกรมเรื่องการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;ออสเตรเลีย พ.ศ. ... หลังปรับปรุงพิกัดศุลกากรจาก HS 2002 เป็น HS 2022 และจะเริ่มมีผลบังคับใช้ 1 มี.ค.67</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้จัดทำ (ร่าง) ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง การออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;ออสเตรเลีย พ.ศ. ... โดยยกเลิกประกาศกรมเดิมที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ ปี 2547 และเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ในการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;ออสเตรเลีย ให้ครอบคลุมประเด็นสำคัญภายใต้ข้อบทความตกลงฯ ที่มีอยู่เดิม และที่สำคัญ (ร่าง) ประกาศฉบับนี้ จะรองรับการแก้ไข ภาคผนวก 4.1 กฎถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้า (Product Specific Rules : PSRs) ที่ได้ปรับโอนพิกัดศุลกากรจาก HS 2002 ที่ใช้มาตั้งแต่ความตกลงฯ มีผลบังคับใช้ เป็น HS 2022 เพื่อให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติการปรับโอนพิกัดศุลกากรขององค์การศุลกากรโลก และเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการในการดำเนินพิธีศุลกากร และจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2567 เป็นต้นไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดทำ (ร่าง) ประกาศกรม เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเหมาะสม จึงขอเชิญหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทุกภาคส่วน รวมทั้งผู้สนใจร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ (ร่าง) ประกาศฉบับดังกล่าว ผ่านระบบกลางของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (<a href="http://www.law.go.th/" target="_blank">www.law.go.th</a>) หรือเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ (<a href="http://www.dft.go.th/" target="_blank">www.dft.go.th</a>) ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 8 ก.พ.2567 โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ DFT Call Center โทร. 1385 หรือกองสิทธิประโยชน์ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ โทร. 0 2547 5098</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20240131bb573bfc9f27d0c2d0f606cc166ed8c5142534.jpg' type='image/jpg' length='358091' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมเจรจาฯ ถกทูตนิวซีแลนด์ สานสัมพันธ์การค้า ชวนลงทุนเทคโนโลยีเกษตร-อาหาร]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/30458</link>
<guid isPermaLink="false">1a8417cf6e98b17f267f90dcb3b2d5b9</guid>
<pubDate>Mon, 22 Jan 2024 16:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/65ade149dc34d.jpg" style="width: 600px; height: 400px;" /></p>

<p><strong>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ หารือเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย เดินหน้าพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน เผยนิวซีแลนด์ให้ความสำคัญกับการเปิดตลาดน้ำนมดิบ นมผง ภายใต้ความตกลง TNZCEP ในปี 68 พร้อมสนับสนุนและพัฒนาภาคเกษตรโคนมของไทย ด้านไทยชวนมาลงทุนด้านเทคโนโลยีเกษตรและอาหาร</strong><br />
<br />
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 ม.ค.2566 ที่ผ่านมา นายโจนาธาน เดล คิงส์ เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย ได้เข้าพบเพื่อแสดงความยินดีในโอกาสที่ตนเข้ารับตำแหน่งใหม่ พร้อมทั้งหารือด้านความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการค้าที่ดีต่อกันเสมอมา โดยได้บรรลุข้อตกลงการค้าทวิภาคี ได้แก่ ความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) ซึ่งในปี 2568 จะครบรอบ 20 ปี ของการมีผลบังคับใช้ความตกลงฯ และความตกลงระดับภูมิภาค ได้แก่ ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZFTA) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ที่จะช่วยขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน&nbsp;<br />
<br />
ทั้งนี้ นิวซีแลนด์ให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามพันธกรณีภายใต้ความตกลง TNZCEP ที่ยังเหลือการเปิดตลาดน้ำนมดิบและนมผง ในปี 2568 และตั้งเป้าที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกันต่อไป และยังพร้อมสนับสนุนและพัฒนาภาคเกษตรโคนมของไทย เพื่อส่งเสริมศักยภาพในการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วย</p>

<p>ขณะเดียวกัน นิวซีแลนด์ได้ให้ความสนใจประเด็นการค้าภายใต้กรอบเศรษฐกิจต่าง ๆ อาทิ APEC IPEF โดยพร้อมทำงานร่วมกับไทยเพื่อผลักดันประเด็นที่น่าสนใจและสร้างสรรค์ภายใต้กรอบดังกล่าว รวมทั้งยังสนใจที่จะส่งเสริมการลงทุนในไทย โดยมองว่าไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังภูมิภาคต่าง ๆ และพร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับไทยด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างขีดความสามารถของอุตสาหกรรม อีกทั้งยังเห็นว่าไทยเป็นทั้งคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจในภูมิภาคที่มีความสำคัญ ซึ่งฝ่ายไทยได้เชิญชวนให้นิวซีแลนด์มาลงทุนในไทย โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีเกษตรและอาหาร ซึ่งเป็นสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพและให้ความสนใจร่วมกัน<br />
<br />
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่กำลังดำเนินการอยู่ โดยล่าสุดนิวซีแลนด์ได้สรุปผลการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรแล้ว ในส่วนของไทยอยู่ระหว่างการเจรจาจัดทำ FTA กับสหภาพยุโรป และ EFTA รวมทั้ง FTA อาเซียน-แคนาดาด้วย ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาลที่มุ่งเร่งขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้กับผู้ประกอบการไทย<br />
<br />
สำหรับในช่วง 11 เดือนของปี 2566 (ม.ค.-พ.ย.) การค้าระหว่างไทยและนิวซีแลนด์มีมูลค่ารวม 2,059.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ร้อยละ 19.68 โดยไทยส่งออกไปนิวซีแลนด์ มูลค่า 1,287.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากนิวซีแลนด์ มูลค่า 771.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก และเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์นม ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ เคมีภัณฑ์ และเนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20240122977f6d9e1876f9c382625b85d2ba342d160713.jpg' type='image/jpg' length='320762' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์” แนะศึกษาโมเดลการทำธุรกิจหม้อไฟในจีน นำปรับใช้ทำร้านอาหารไทยให้ปัง]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/30455</link>
<guid isPermaLink="false">8756a4f571b4459692f72cbb8be558a3</guid>
<pubDate>Mon, 22 Jan 2024 16:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/65addb9e45565.jpg" style="width: 600px; height: 400px;" /></p>

<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในจีน หรือร้านอาหารทั่วไป ศึกษารูปแบบการทำตลาดร้าน &ldquo;หม้อไฟ&rdquo; ในจีน ที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบอย่างไม่คาดคิด ทั้งเปิดขายชาชม ขนม มีการแสดงโชว์ หวังสร้างกระแสในโลกโซเชียล เผยหากนำมาปรับใช้ จะยิ่งช่วยสร้างโอกาสในการดึงดูดลูกค้า</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจากนายสกรรจ์ แสนโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงรูปแบบการทำธุรกิจตลาด &ldquo;หม้อไฟ&rdquo; ในจีน เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในจีนหรือร้านอาหารทั่วไป นำไปปรับใช้ในการทำธุรกิจ และเพิ่มโอกาสในการดึงดูดลูกค้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลว่า ปัจจุบันร้านหม้อไฟในจีน มีการนำเสนอรูปแบบการทำธุรกิจที่หลากหลาย และแม้จะขายหม้อไฟอย่างชัดเจน แต่ได้มีการเปิดตลาดอาหารที่ไม่เกี่ยวกับหม้อไฟ ขายขนม เครื่องดื่มที่มีลักษณะที่น่าดึงดูดใจไปพร้อม ๆ กันด้วย และยังได้มีการนำเสนออะไรที่น่าสนใจมีมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม่เกี่ยวอะไรกับประสบการณ์การกินเลย เช่น การเต้น การทำเล็บ ขัดรองเท้า ทำให้เกิดกระแสทางออนไลน์ และธุรกิจมีคนรู้จักเพิ่มขึ้น ขายได้มากขึ้น</p>

<p>ยกตัวอย่างเช่น หม้อไฟแบรนด์ Haidilao จากเสฉวน ที่ได้เริ่มเปิดสาขาในเมืองซีอาน เจิ้งโจว เซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง จากร้านอาหารหม้อไฟธรรมดา ๆ กลายเป็นคำค้นหาในโลกโซเชียลที่ร้อนแรงครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยบริการตั้งแต่การผูกผม แจกของเล่นไปจนถึงทำเล็บ ขัดรองเท้า หรือดูแลเด็กน้อย และล่าสุดมีการเต้นบอยแบรนด์ ส่วนร้านหม้อไฟอื่น ๆ ได้มีการปรับรูปแบบการตกแต่งร้าน เช่น สไตล์แคมปิ้ง สไตล์ถ้ำ สไตล์ไนต์คลับ หรือบางแห่งเริ่มเปิดที่ดาดฟ้า ยอดเขา ริมแม่น้ำ ริมทะเลสาบ ฟาร์ม รวมทั้งมีการเปิดร้านชานม ร้านขนมหวาน อาหารตุ๋น แผงขายบาร์บีคิว และร้านเหล้า เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ถ้าพิจารณาจากข้อมูลข้างต้น รูปแบบอุตสาหกรรมร้านอาหารได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีการแข่งขันกันทางตลาดที่สูงมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรสชาติ วัตถุดิบที่สดสะอาด การตกแต่งร้าน การบริการครบวงจร การคิดค้นขนม เครื่องดื่มในร้าน หรือแม้กระทั่งการแสดงโชว์ ก็มีผลต่อการเลือกบริโภคองชาวจีน ดังนั้น ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยไทย สามารถเรียนรู้จากแนวทางทำธุรกิจของร้านอาหารจีนต่าง ๆ เพื่อไปประยุกต์ใช้ในกิจการตัวเอง และควรศึกษาวัฒนธรรม ความเชื่อ พฤติกรรมการเลือกบริโภคและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดด้วย&rdquo;นายภูสิตกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2024012251a7f5f4cace4888603c0181bcd9e1f6160233.jpg' type='image/jpg' length='170428' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม”ยกเครื่อง พ.ร.บ.ข้าว ลดขั้นตอน แก้นิยามผู้ประกอบการ ปรับวิธีต่ออายุใบอนุญาต]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/29311</link>
<guid isPermaLink="false">0325cc029f4fe68534ebb082a7949613</guid>
<pubDate>Fri, 12 Jan 2024 16:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/65a09fa743685.jpg" style="width: 600px; height: 400px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo;ยกเครื่อง พ.ร.บ.การค้าข้าว ปรับปรุงประกาศคณะกรรมการเดิม 3 ฉบับ ทั้งลดขั้นตอน แก้ไขคำนิยามผู้ประกอบการขายส่งและท่าข้าวให้ชัดเจน และปรับปรุงวิธีการต่ออายุหนังสืออนุญาต เพื่ออำนวยความสะดวก และส่งเสริมอุตสาหกรรมข้าวไทย</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการปฏิบัติการตามพ.ร.บ.การค้าข้าว พ.ศ.2489 ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2567 ที่ผ่านมา ว่า คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาการแก้ไขปรับปรุงประกาศคณะกรรมการฯ ภายใต้พ.ร.บ.การค้าข้าว พ.ศ. 2489 จํานวน 3 ประเด็น เพื่อให้เกิดประโยชน์และเกิดความสะดวกต่อการประกอบธุรกิจการค้าข้าวให้กับผู้ประกอบการ และส่งเสริมอุตสาหกรรมข้าวของไทย<br />
<br />
โดย 3 ประเด็นที่มีการปรับแก้ไข ได้แก่ 1.แก้ไขตำแหน่งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่พิจารณาออกหนังสืออนุญาตให้เป็นไปตามการปรับปรุงโครงสร้างและภารกิจของหน่วยงานผู้รับผิดชอบการออกหนังสืออนุญาต<br />
<br />
2.แก้ไขนิยามประเภทผู้ประกอบการค้าข้าวประเภทขายส่งและท่าข้าว ซึ่งมีความซ้ำซ้อนกันอยู่ในความหมายของการค้าข้าวเปลือกและข้าวสาร และสร้างความสับสนให้ผู้ประกอบการ ในการยื่นขออนุญาตประกอบการค้าข้าว จึงต้องจำแนกให้เกิดความชัดเจนระหว่างประเภทขายส่ง คือ ผู้ค้าข้าวสาร และประเภทท่าข้าว คือ ผู้ค้าข้าวเปลือก<br />
3.ปรับปรุงวิธีการต่ออายุหนังสืออนุญาตให้เป็นการแจ้งแทนการยื่นคำขอ รวมทั้งลดเอกสารประกอบการต่ออายุ และการยกเว้นให้ผู้ประกอบการค้าข้าวประเภทนายหน้าค้าข้าวไม่ต้องยื่นรายงานการค้าข้าว เนื่องจากเป็นคนกลางที่ไม่มีสต๊อกข้าวในการซื้อขาย เพื่อเพิ่มความสะดวกและส่งเสริมการประกอบธุรกิจค้าข้าว<br />
<br />
ทั้งนี้ ประเด็นการปรับปรุงดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากการรับฟังความเห็นของผู้ประกอบการค้าข้าวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว<br />
<br />
สำหรับการปรับปรุงประกาศคณะกรรมการฯ ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการตามนโยบายปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในความรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนและภาคเอกชนในการดำเนินธุรกิจ สอดรับตามนโยบายของรัฐบาลในการเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐที่เคยเป็นผู้กำกับดูแล เป็นผู้สนับสนุนสร้างโอกาสให้กับประชาชนในการสร้างรายได้ และยังถือเป็นหนึ่งใน Quick Win 99 วันของกระทรวงพาณิชย์ด้วย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202401127c4e618fb06d3f8d6a8e41defd823779160758.jpg' type='image/jpg' length='155112' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม”สั่งกรมการค้าภายใน วิเคราะห์ต้นทุน “ไข่-หมู” หาข้อสรุปราคาเป็นธรรมทุกฝ่าย]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/29309</link>
<guid isPermaLink="false">1fd77c3d2c672cecbe40d0ae031b193d</guid>
<pubDate>Fri, 12 Jan 2024 16:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/65a0734b6d691.jpg" style="width: 600px; height: 450px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; สั่งกรมการค้าภายใน ติดตามโครงสร้างต้นทุน ไข่ไก่ หมู และสินค้าเกษตรทั้งระบบ เพื่อหาราคาขายที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย เร่งหาข้อสรุปโดยเร็ว ส่วนการปรับขึ้นราคาไข่ไก่ หน้าฟาร์มขึ้น 10 สตางค์ ราคาขายปลีกยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก และไม่ได้กังวล เท่ากับพาดหัวข่าว แต่เป็นเสียงเตือนให้คิดมากขึ้น ทำงานมากขึ้น</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด ได้ออกประกาศราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มที่ฟองละ 3.80 บาท ทำให้ราคาไข่ไก่ปรับขึ้นแผงละ 9 บาท หรือฟองละ 30 สตางค์ ทั้งขายปลีกและขายส่ง ว่า การปรับราคาไข่ไก่ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมาก เพราะก่อนปรับขึ้น ราคาไข่ไก่หน้าฟาร์มอยู่ที่ฟองละ 3.70 บาท และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ประกาศขายใหม่ที่ราคาฟองละ 3.80 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ลดมาจากราคาที่ประกาศไว้ตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค.2566 ที่ฟองละ 4.00 บาท แต่ราคาขายจริงไม่ถึง 4 บาท ขายแค่ 3.70 บาท เท่ากับว่า ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มล่าสุดปรับขึ้นเพียงฟองละ 10 สตางค์<br />
<br />
ส่วนราคาขายปลีกไข่ไก่ จากการติดตาม ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปมากนัก และไม่ได้กังวล เท่ากับการพาดหัวข่าว ที่อาจทำให้ตื่นเต้น กังวลเกินไป แต่ก็ไม่ว่าอะไร มองว่า เป็นเสียงเตือนให้เราคิดให้มากขึ้น ทำงานมากขึ้น</p>

<p>ทั้งนี้ ยังได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน ไปดูแลโครงสร้างราคาสินค้าเกษตรทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะไข่ไก่ ให้ดูหมูด้วย เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหาขึ้นครั้งหนึ่ง แล้วแก้ครั้งหนึ่ง เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาแค่ชั่วคราว แก้เป็นบางส่วน มีปัญหาอีกก็แก้อีก แล้วก็เอาเงินรัฐไปอุดหนุน ไม่ได้แก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ<br />
<br />
&ldquo;การแก้ปัญหาแบบนี้ไม่ได้ตอบโจทย์ที่ถูกต้อง จำเป็นต้องดูโครงสร้างทั้งหมดในแต่ละรายการสินค้า กรมการค้าภายในต้องไปดูให้ชัด ตั้งแต่ต้นทุนการผลิต อาหารสัตว์ การนำเข้าวัตถุดิบ เพื่อให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพราะหากจะให้ผู้ผลิตได้กำไรนิดเดียวก็อาจจะอยู่ไม่รอด หรือราคาสูงก็กระทบผู้บริโภค จึงจำเป็นต้องแก้ไขโครงสร้างราคาและต้องแก้ไขปัญหาให้ได้โดยเร็ว&rdquo;<br />
<br />
ทางด้านโครงสร้างราคาหมู ตนได้คุยกับผู้เลี้ยงแล้ว ซึ่งพร้อมหารือโครงสร้างราคาที่เหมาะสม เพราะกระทรวงพาณิชย์เป็นเพียงปลายน้ำ เวลาราคาราคาขึ้น-ลง ก็ต้องมาแก้ไขกันที ดังนั้น ก็ได้ให้ผู้เลี้ยง ทบทวนหาข้อสรุปต้นทุนที่สมดุลแล้วมาหารือ เพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสม ซึ่งต้องใช้เวลา ส่วนช่วงใกล้เทศกาลตรุษจีน ที่ราคาหมูอาจปรับขึ้น ได้เชิญผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ห้างสรรสินค้ามาหารือเพื่อขอให้ขายราคาที่เหมาะสมแล้ว</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202401120392deb5c9862fa165e2e60e4e2e8a50160347.jpg' type='image/jpg' length='161187' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์” เผยเครื่องสำอาง ร้านอาหาร มีโอกาสขยายตลาดในไต้หวัน]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/28854</link>
<guid isPermaLink="false">176064f3b10fbce272423dd5724728ae</guid>
<pubDate>Wed, 10 Jan 2024 11:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/659dfa3020252.png" style="width: 600px; height: 447px;" /></p>

<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจพฤติกรรมการบริโภคของชาวไต้หวันในปี 2566 และแนวโน้มปี 2567 พบนิยมบริโภคอาหารนอกบ้าน ชินชากับเงินเฟ้อ ยอมจ่ายเพื่อซื้อความสุข มีความต้องการซื้อเครื่องสำอาง และออกกำลังกายเพิ่มขึ้น ชี้เป็นโอกาสของเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแบรนด์ไทย รวมถึงร้านอาหาร</strong><br />
<br />
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.กัลยา ลีวงศ์เจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา (ส่วนที่ 2) ถึงแนวโน้มพฤติกรรมการบริโภคของชาวไต้หวันในปี 2566 แนวโน้มในปี 2567 และโอกาสในการขยายตลาดส่งออกสินค้าและบริการของไทยเข้าสู่ตลาดไต้หวัน<br />
<br />
โดยทูตพาณิชย์ ได้รายงานข้อมูลว่า iSURVEY บริษัทด้านการสำรวจตลาดชื่อดังของไต้หวัน ได้ประกาศผลการสำรวจแนวโน้มพฤติกรรมการบริโภคของชาวไต้หวันในปี 2567 เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2566 ที่ผ่านมา พบว่า ผู้บริโภคชาวไต้หวันใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการรับประทานอาหารนอกบ้าน และรู้สึกชินชากับภาวะเงินเฟ้อ จนทำให้เกิดการบริโภคในแบบไม่คิดอะไรมากและยอมจับจ่ายเพื่อซื้อความสุขให้กับตัวเอง และผู้บริโภคชาวไต้หวันยังมีการใช้จ่ายเพื่อการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้ออกกำลังกายที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และคาดว่าพฤติกรรมการบริโภคในลักษณะนี้ จะยังคงต่อเนื่องไปในปี 2567</p>

<p>นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลว่าผู้บริโภคชาวไต้หวัน มีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายเพื่อความงามของตัวเองมากขึ้น โดย iSURVEY เห็นว่า หลังจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นเวลาประมาณ 3 ปี ในปีนี้ผู้บริโภคได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติในการพบปะสังสรรค์มากขึ้น จนแทบไม่มีการรักษาระยะห่างทางสังคมอีกต่อไป ส่งผลให้การใช้จ่ายเพื่อความงดงามส่วนบุคคลกลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง โดยในปี 2566 ผู้บริโภคใช้จ่ายเงินในการซื้อเครื่องสำอางโดยเฉลี่ย คิดเป็นมูลค่า 1,145 บาทต่อเดือน เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าค่าเฉลี่ยในปี 2565 ที่มีมูลค่า 1,096 บาทต่อเดือน และการออกกำลังกายและกิจกรรมสันทนาการกลางแจ้ง ก็ได้รับความนิยมมากขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายหรือการแคมป์ปิง<br />
<br />
ขณะเดียวกัน ในปี 2566 ผู้บริโภคมีการค้นหาสินค้าใกล้หมดอายุ และสินค้ามีตำหนิเพิ่มมากขึ้น โดยร้อยละ 73 ของผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้าใกล้หมดอายุที่มีการลดราคาในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง ก่อนการเลือกซื้อสินค้าปกติ และมีผู้บริโภคจำนวนมากที่ยินดีเปลี่ยนแบรนด์ที่เคยซื้อประจำ หากสามารถค้นพบสินค้าที่ทดแทนได้ในราคาที่ถูกกว่า แสดงให้เห็นว่า Brand Loyalty ไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับผู้บริโภคชาวไต้หวัน เพราะหากได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น ผู้บริโภคส่วนใหญ่ก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและหันไปซื้อสินค้าอื่นที่คิดว่าทดแทนกันได้<br />
<br />
&ldquo;แนวโน้มความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคไต้หวัน ถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับสินค้าและบริการของไทยที่มีศักยภาพในตลาดไต้หวัน ทั้งในส่วนของสินค้าเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว โดยสินค้าแบรนด์ไทยในไต้หวันกำลังเริ่มได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคชาวไต้หวันมากขึ้น โดยมีแบรนด์ไทยเข้ามาวางจำหน่ายทาง Modern Trade ในไต้หวันประเภทร้าน Chain Store ยาและเครื่องสำอาง เช่น POYA, Cosmed, Watsons เป็นต้น เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากคุณภาพและราคาที่แข่งขันได้ รวมถึงร้านอาหารไทยที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคไต้หวัน โดยมีแบรนด์ เช่นร้านอาหารไทยที่มีชื่อเสียงในไต้หวัน ทั้งในส่วนที่เป็นแบรนด์ท้องถิ่นของไต้หวัน เช่น Thai Town , Siam More หรือ A Do รวมไปจนถึง Chain ร้านอาหารจากไทย เช่น Nara ส้มตำเด้อ หรือบ้านผัดไทย เป็นต้น&rdquo; นายภูสิตกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202401106519ed35b1c591e36d89287b68060568110742.png' type='image/png' length='1279829' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมการค้าภายในเอาจริง จับกุมผู้ลักลอบขนย้ายมันเส้นไม่ตรงตามที่ได้รับอนุญาต]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/28850</link>
<guid isPermaLink="false">8866c68ae5787b57db6d9b1bfef2e862</guid>
<pubDate>Wed, 10 Jan 2024 10:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/659dcd2010da6.png" style="width: 600px; height: 450px;" /></p>

<p><strong>กรมการค้าภายในเอาจริง จับกุมผู้ลักลอบขนย้ายมันสำปะหลังเส้นจากกัมพูชา ผ่านจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด ไม่เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต นำตัวพร้อมของกลาง ส่งตำรวจดำเนินคดีทันที มีโทษคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท ย้ำเดินหน้าตรวจสอบต่อ เพื่อช่วยดูแลราคาให้กับเกษตรกร</strong><br />
<br />
นายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 ม.ค.2567 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สายตรวจเฉพาะกิจได้ตรวจสอบพบ ผู้ขนย้ายมันสำปะหลังเส้นจากประเทศกัมพูชาเข้ามายังประเทศไทย ผ่านทางจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี มีพฤติกรรมขนย้ายไม่เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต จึงได้ร่วมกันจับกุมตัว พร้อมของกลางมันสำปะหลังเส้นจำนวน 47,500 กิโลกรัม (กก.) มูลค่าประมาณ 400,000 บาท ส่งพนักงานสอบสวน สภ.โป่งน้ำร้อน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนประกาศ กกร. ฉบับที่ 26/2566 เรื่อง การควบคุมการขนย้ายหัวมันสำปะหลังสดและมันเส้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ<br />
<br />
ทั้งนี้ กรมยังได้กำชับให้เจ้าหน้าที่สายตรวจเฝ้าติดตามสอดส่องพฤติกรรมการขนย้ายสินค้าเกษตรอย่างใกล้ชิด รวมทั้งประสานข้อมูลการนำเข้าสินค้าเกษตรกับหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการการตรวจสอบร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นอีกแนวทางในการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรในประเทศตกต่ำ และรักษาเสถียรภาพด้านราคาให้แก่เกษตรกร</p>

<p>&ldquo;ขอฝากเตือนถึงผู้ประกอบการขนย้ายสินค้าเกษตรให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะกรมจะส่งเจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามตรวจสอบอย่างเข้มงวดในทุกพื้นที่ เพราะเรื่องนี้ อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้สั่งการให้ส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจเฉพาะกิจ ลงพื้นที่เฝ้าติดตามตรวจสอบการลักลอบขนย้ายสินค้าเกษตร อาทิ ข้าวเปลือกข้าวสาร มันสำปะหลัง กระเทียมและหอมหัวใหญ่ที่นำเข้าจากต่างประเทศข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ตามด่านชายแดนที่ใช้เป็นช่องทางในการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่จะรักษาระดับราคาสินค้าเกษตรให้มีเสถียรภาพ และยกระดับรายได้ของเกษตรกรไทย&rdquo;นายอุดมกล่าว<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม เกษตรกรที่พบเห็นหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อขายสินค้าเกษตร รวมทั้งทราบเบาะแสการเอารัดเอาเปรียบเกษตรกรในการซื้อขายสินค้าเกษตร สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ หากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบการกระทำความผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีกดราคารับซื้อ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีลักลอบขนย้ายสินค้าเกษตรหรือขนย้ายไม่เป็นไปตามที่ได้รับ อนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20240110c9e9f72b72fdada7ccee26de0d09b69a110130.png' type='image/png' length='1614370' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม”ถกทูตสหรัฐฯ เห็นพ้องร่วมมือเศรษฐกิจ ดันต่ออายุ GSP ปลดไทยพ้นบัญชี WL]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/28688</link>
<guid isPermaLink="false">d8f20c91acbd7be53ceb148ac5c4464b</guid>
<pubDate>Tue, 09 Jan 2024 13:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/659c66bae8696.jpg" style="width: 600px; height: 421px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo;หารือเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย สองฝ่ายพร้อมเดินหน้าร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ไทยยันการเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ เป็นฐานการผลิตให้อุตสาหกรรมสมัยใหม่ของนักลงทุนสหรัฐฯ สบช่องขอให้เร่งรัดการต่ออายุ GSP โดยเร็ว และพิจารณาปลดไทยออกจากบัญชี WL</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับนายโรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่กระทรวงพาณิชย์ ว่า เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองฝ่ายได้พบหารือกัน หลังจากที่ได้เข้ารับตำแหน่ง โดยเน้นย้ำว่าไทยและสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันมายาวนานกว่า 190 ปี ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พร้อมให้ความร่วมมือกับสถานทูตสหรัฐฯ ในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างกันต่อไป<br />
<br />
ทั้งนี้ ในระหว่างการหารือครั้งนี้ ไทยได้กล่าวถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจการค้าที่สำคัญ ทั้งการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ การสร้างดุลยภาพของทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้บริโภค ให้สามารถได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการร่วมขับเคลื่อนนโยบาย Digital Wallet การส่งเสริม MSMEs การมุ่งแก้ไข ปรับปรุงข้อจำกัดทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรคทางการค้า การผลักดันการส่งออก ตลอดจนการใช้ประโยชน์จาก FTA</p>

<p>ขณะเดียวกัน ได้เน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญกับการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน โดยไทยพร้อมเป็นพันธมิตรด้านเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการเป็นฐานการผลิตในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของสหรัฐฯ เช่น ดิจิทัล AI อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด การบิน ยาและเวชภัณฑ์ เป็นต้น โดยสหรัฐฯ ยืนยันว่าพร้อมสนับสนุนภาคเอกชนของสหรัฐฯ ให้เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น<br />
<br />
นายภูมิธรรมกล่าวว่า ไทยได้แสดงความยินดีต่อการเจรจาความตกลง IPEF ซึ่งในปี 2566 ที่ผ่านมา มีความก้าวหน้าที่ดี และพร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ และประเทศหุ้นส่วนในการเจรจาเพื่อหาข้อสรุปความตกลง IPEF ร่วมกันในเสาที่ 1 เรื่องการค้า (Pillar 1 Trade) ต่อไป และไทยยังได้ขอให้สหรัฐฯ พิจารณาเร่งรัดการต่ออายุการให้สิทธิพอเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ที่ได้หมดอายุไปเมื่อปลายปี 2563 ให้เสร็จโดยเร็ว เนื่องจากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ อีกทั้งขอให้สหรัฐฯ เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาในด้านต่าง ๆ รวมถึงการตอบสนองต่อทุกข้อกังวลของผู้มีส่วนได้เสีย และขอให้ยืนยันผลการทำงานที่ผ่านมา รวมทั้งสนับสนุนให้ไทยหลุดจากบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง (Watch List: WL) และจากทุกบัญชีให้ได้ต่อไป<br />
<br />
ในปี 2565 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับที่ 2 ของไทย รองจากจีน โดยมีมูลค่าการค้ารวม 65,277.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย การส่งออกไปสหรัฐฯ มีมูลค่า 47,534.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ อัญมณีและเครื่องประดับเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ขณะที่สหรัฐฯ เป็นแหล่งนำเข้าลำดับ 3 ของไทย การนำเข้าจากสหรัฐฯ มีมูลค่า 17,743.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2024010925232b1f5aef45a3886f76098120c688135831.jpg' type='image/jpg' length='135189' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.ชงแนวทางส่งเสริมและยกระดับการค้า SMEs สู่เป้าหมาย 40% ต่อ GDP ในปี 70]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/28287</link>
<guid isPermaLink="false">5ef90245b29946ad15854d3ae91c4b64</guid>
<pubDate>Fri, 05 Jan 2024 13:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/65966d6527d86.jpg" style="width: 600px; height: 400px;" /></p>

<p><strong>สนค.รับลูก &ldquo;ภูมิธรรม-นภินทร&rdquo; ศึกษาแนวทางการส่งเสริมและยกระดับการค้าของธุรกิจ SMEs ไทย เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมาย เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นสัดส่วน 40% ต่อ GDP ภายในปี 70 เสนอใช้ 4 แนวทาง 8 เครื่องมือสำคัญ และต้องทำ 3 ข้อเสนอแนะ ในการเดินสู่เป้าหมาย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้ สนค. ศึกษาแนวทางการส่งเสริมและยกระดับการค้าของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ของไทย เพื่อผลักดันให้ธุรกิจ SMEs มีมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วน 40% ต่อ GDP ภายในปี 2570 โดยผลการศึกษา เบื้องต้นจะต้องใช้ 4 แนวทาง 8 เครื่องมือสำคัญ และ 3 ข้อเสนอแนะ เพื่อเดินไปสู่เป้าหมาย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนทางการค้าของธุรกิจ SMEs 4 แนวทาง ได้แก่ 1.สร้างและขยายตลาดการบริโภคภายในประเทศ ผ่านการกระตุ้นให้ผู้บริโภคคนไทย ชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยว รวมถึงแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในไทย ซื้อสินค้าและใช้บริการของธุรกิจ SMEs ให้มากขึ้น โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในย่านสำคัญของเมืองหรือจังหวัด การนำสินค้าที่มีคุณภาพพรีเมียมไปวางจำหน่ายในศูนย์การค้า สนามบินนานาชาติ เช่น สินค้า GI สินค้า OTOP สินค้าวิสาหกิจชุมชน การจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจทั้งแบบ B-to-B และ B-to-C ขณะที่ตัวธุรกิจ SMEs ควรพัฒนาธุรกิจให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน ซึ่งส่งเสริมให้ทำการตลาดและขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์/E-Commerce ใช้ระบบเทคโนโลยีในการบริหารงาน สร้างแบรนด์สินค้าที่มีจุดเด่น แตกต่าง รวมถึงจดทะเบียนเครื่องหมายทางการค้าและทรัพย์สินทางปัญญา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.ส่งเสริมให้ธุรกิจ SMEs สามารถลงทุนด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อนำไปใช้พัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ผู้บริโภค เพิ่มกำลังการผลิต เพิ่มมูลค่าธุรกิจ เช่น การสนับสนุนเงินทุนภายใต้เงื่อนไขพิเศษเพื่อนำไปหมุนเวียนในกิจการ การจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างธุรกิจ SMEs และระหว่างธุรกิจ SMEs กับนักวิจัย/นักพัฒนา การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านช่องทางตลาดทุน เพื่อเป็นทางเลือกในการหาแหล่งเงินทุนระยะยาว โดยเฉพาะการระดมทุนเพื่อใช้ในการลงทุนวิจัยและพัฒนาองค์กรและผลิตภัณฑ์ในระยะข้างหน้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
3.ผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการของธุรกิจ SMEs โดยสนับสนุน &ldquo;มาตรการสนับสนุนให้ SMEs เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ&rdquo; ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐที่อยู่ในส่วนภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการของธุรกิจในพื้นที่</p>

<p>4.ส่งเสริมการขยายตลาดในต่างประเทศ ประกอบด้วย การหาตลาดผู้บริโภคให้แก่ธุรกิจ SMEs เช่น การนำผู้ประกอบการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ การจัดงาน Expo ณ ศูนย์การค้าชื่อดังของต่างประเทศให้แก่ธุรกิจ SME การประชาสัมพันธ์ตรา Thailand Trust Mark (T-Mark) ให้เป็น soft power ด้าน branding เพื่อสร้างการยอมรับในตราที่แสดงถึงความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ และการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการให้สามารถเข้าสู่ตลาดสากล อาทิ ผลักดันธุรกิจให้ได้รับมาตรฐานระหว่างประเทศ ทั้งในระดับองค์กร และสินค้า/บริการ พัฒนาผู้ประกอบการให้สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ FTA การนำสินค้าจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของต่างประเทศ ตลอดจนส่งเสริม Cross-Border E-Commerce นอกจากนี้ ควรเพิ่มบทบาทงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพื่อเป็นที่ปรึกษาในการสนับสนุนให้ธุรกิจ SME ไทย สามารถขยายตลาดสินค้าไปยังต่างประเทศได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วน 8 เครื่องมือสำคัญ ที่จะต้องดำเนินการ ได้แก่ 1.การส่งเสริมการตลาดทั้งในและต่างประเทศ 2.การพัฒนาแบรนด์ให้แก่สินค้าและบริการ 3.การส่งเสริมให้เข้าถึงแหล่งงานศึกษาวิจัย เพื่อนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์<br />
ความต้องการของลูกค้า 4.การส่งเสริมให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างสะดวกและยั่งยืน 5.การฝึกอบรมทักษะของผู้ประกอบการและแรงงานให้สามารถบริหารธุรกิจท่ามกลางทุกสถานการณ์เศรษฐกิจ 6.การส่งเสริมให้สินค้าและบริการได้รับการจดทะเบียนรับรองมาตรฐานทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค 7.การลดข้อจำกัดของกฎระเบียบ เพื่อให้ง่ายต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน และ 8.การพัฒนาธุรกิจขนาดเล็กให้สามารถยกระดับเป็นธุรกิจขนาดกลางผ่านการพัฒนาทักษะของเจ้าของธุรกิจให้มีความสามารถในการบริหารองค์กรอย่างมีระบบและมีมาตรฐาน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านข้อเสนอแนะต่อการทำงานที่สำคัญในการส่งเสริม พัฒนา และยกระดับธุรกิจ SMEs ไทย มีอยู่ 3 ประการที่ควรให้ความสำคัญ คือ 1.ทำให้มูลค่า/รายได้ของกิจการเพิ่มขึ้น เพิ่มปริมาณธุรกิจขนาดกลาง (ยกระดับธุรกิจขนาดเล็กเป็นธุรกิจขนาดกลาง) เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพทางการแข่งขันในระดับสากล สามารถใช้ประโยชน์จากการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ เชื่อมโยงธุรกิจกับห่วงโซ่อุปทานโลกได้ง่าย ดังนั้นการพัฒนาและยกระดับธุรกิจขนาดเล็กไปสู่การเป็นธุรกิจขนาดกลาง จะช่วยผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายสัดส่วนมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ง่ายขึ้น รวมทั้งการพัฒนาธุรกิจรายย่อยเป็นธุรกิจขนาดเล็ก 2.ให้ความสำคัญกับการทำงานด้านการส่งเสริมผู้บริโภค (Demand) ควบคู่การทำงานด้านการพัฒนาฝั่งผู้ประกอบการ (Supply) และ 3.เน้นการทำงาน/วางนโยบายแบบมุ่งเป้า เนื่องจากธุรกิจ SMEs ประกอบด้วยธุรกิจที่หลากหลายทั้งเชิงขนาด สาขาธุรกิจ พื้นที่ที่ดำเนินธุรกิจ ซึ่งมีความต้องการพัฒนา ปัญหา อุปสรรค ที่แตกต่างเฉพาะตัว จึงควรวางนโยบายและแผนงานที่แตกต่างกัน เพื่อส่งเสริมและแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน ธุรกิจ SMEs คิดเป็น 99.5% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมด และเป็นแหล่งรองรับการจ้างงานกว่า 70% ของจำนวนแรงงานทั้งประเทศ ในปี 2565 ธุรกิจ SMEs สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศอยู่ที่ 6.1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 35.2% ต่อ GDP หากจะให้บรรลุผลตามเป้าหมายข้างต้น ต้องผลักดันให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 8-9 ล้านล้านบาท ภายในปี 2570</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20240105028590642b8d2720c3a904cc1f7a0e7d131431.jpg' type='image/jpg' length='235055' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม” สั่งศึกษาเพิ่มรายได้เกษตรกร สนค.แนะใช้แนวทาง “7 สร้าง 3 กระตุ้น 6 พัฒนา”]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/27899</link>
<guid isPermaLink="false">bc5322277765684d9f6a8dbf553db589</guid>
<pubDate>Tue, 02 Jan 2024 11:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/65938089d76e0.jpg" style="width: 600px; height: 450px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; สั่งการ สนค. ศึกษาเศรษฐกิจครัวเรือนภาคเกษตร เพื่อยกระดับและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย เผยหลังศึกษาพบภาคเกษตรเติบโตอ่อนแรง ครัวเรือนมีหนี้สูง แนะต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ผ่าน 16 แนวทาง &ldquo;7 สร้าง 3 กระตุ้น 6 พัฒนา&rdquo; เน้นเพิ่มความหลากหลายสินค้าเกษตร ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพิ่มงบวิจัยและพัฒนา ดันท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทำเกษตรอัจฉริยะ ค้าออนไลน์ รุกใช้โซเชียลเปิดตัวสินค้า &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาปากท้องของคนไทย โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจครัวเรือนภาคเกษตร จึงมอบหมายให้ สนค. ติดตามและศึกษาสถานการณ์เศรษฐกิจครัวเรือนภาคเกษตร เพื่อยกระดับและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ซึ่งหลังจากที่ได้ศึกษาแล้ว พบว่า รายได้ภาคการเกษตรมีการเติบโตแบบอ่อนแรง มีส่วนทำให้ครัวเรือนเกษตรมีภาระหนี้สินสูงขึ้น ภาคเกษตรของไทยจะต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายจากปัจจัยภายในและภายนอกหลายด้าน โดยเฉพาะการปรับตัวของเกษตรกรต้นน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ภาคเกษตรไทยสามารถเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจการค้ารูปแบบใหม่ได้อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับแนวทางการยกระดับและเพิ่มรายได้เกษตรกร มีข้อเสนอ 16 แนวทาง ประกอบด้วยแนวทาง &ldquo;7 สร้าง 3 กระตุ้น 6 พัฒนา&rdquo; ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;7 สร้าง&rdquo; ได้แก่ 1.สร้างโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรให้มีความหลากหลาย และเป็นที่ต้องการของตลาด 2.สร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนการผลิต 3.สร้างโครงสร้างพื้นฐานการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ 4.สร้างปัจจัยการผลิตภายในประเทศเพื่อลดการนำเข้า เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ 5.สร้างความเข้มแข็งแก่สหกรณ์การเกษตร เป็นตัวแทนรวบรวมผลผลิตของสมาชิกจำหน่ายผ่านช่องทางต่าง ๆ และสหกรณ์ สามารถของบประมาณภาครัฐซื้อเครื่องจักร เทคโนโลยีการเกษตรเพื่อใช้ในกลุ่ม 6.สร้างหลักประกันความมั่นคงทางรายได้ เช่น ส่งเสริมการประกันภัยพืชผลทางการเกษตรและระบบเกษตรพันธสัญญาที่เป็นธรรม และ 7.สร้างการเชื่อมโยงการผลิตสินค้าเกษตรสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;3 กระตุ้น&rdquo; ได้แก่ 1.กระตุ้นงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตร ทั้งด้านพันธุ์พืชและวิธีการผลิต 2.กระตุ้นการลงทุนในภาคการเกษตร และ 3.กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงเกษตร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;6 พัฒนา&rdquo; ได้แก่ 1.พัฒนาศักยภาพเกษตรกรและชุมชนเกษตรกร อาทิ การทำเกษตรอัจฉริยะและเกษตรคาร์บอนต่ำ 2.พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการภาคการเกษตร เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร สู่การค้าออนไลน์ และกฎระเบียบทางการค้าสินค้า 3.พัฒนาการตลาดและประชาสัมพันธ์ อาทิ ตลาดชุมชน ตลาดออนไลน์ และอินฟลูเอนเซอร์สินค้าเกษตร 4.พัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรและการแปรรูป 5.พัฒนาฐานข้อมูลด้านเกษตร ที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างครบวงจร เพื่อใช้ในการวางแผนการผลิตและการตลาด และ 6.พัฒนาระบบขนส่ง โลจิสติกส์ และคลังสินค้าเกษตร</p>

<p>ทั้งนี้ นอกจากแนวทางการยกระดับและเพิ่มรายได้แล้ว นายภูมิธรรม ยังได้มีการแต่งตั้ง &ldquo;คณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรเพื่อการพาณิชย์&rdquo; ซึ่งเป็น 1 ใน 9 คณะอนุกรรมการที่ดูแลลงลึกในแต่ละภารกิจ ภายใต้คณะกรรมการบูรณาการนโยบายเชิงรุกกระทรวงพาณิชย์ ที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนภาคการเกษตรของไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน สนค. ได้ศึกษาสถานการณ์การผลิตและการค้าสินค้าเกษตรไทย พบว่า ในปี 2565 ไทยมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 17,370,240 ล้านบาท เป็น GDP จากภาคเกษตร 1,531,120 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 8.81 ของ GDP รวมของประเทศ ขณะที่ประเทศไทยใช้พื้นที่ทำการเกษตร 149.75 ล้านไร่ (มีพื้นที่ชลประทาน 34.88 ล้านไร่ หรือร้อยละ 23.29 ของพื้นที่ทำการเกษตร) โดยพื้นที่ทำการเกษตรมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 46.69 ของพื้นที่ทั้งประเทศ และมีแรงงานภาคเกษตรจำนวน 11.63 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 29.31 ของจำนวนแรงงานทั้งหมด แต่เกษตรกรไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยมีอายุเฉลี่ยที่ 58.46 ปี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับพื้นที่ทำการเกษตรของไทย ใช้ทำนาข้าวมากที่สุด มีจำนวน 65.41 ล้านไร่ คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 43.68 ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งประเทศ รองลงมา คือ สวนผลไม้และไม้ยืนต้น 39.38 ล้านไร่ พืชไร่ 30.89 ล้านไร่ สวนผัก ไม้ดอก และไม้ประดับ 1.1 ล้านไร่ และใช้ประโยชน์อื่น ๆ 12.96 ล้านไร่ ส่วนด้านต้นทุนปัจจัยการผลิตในภาคเกษตร มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2565 มีมูลค่าการนำเข้า 128,625 ล้านบาท โดยเป็นการนำเข้าปุ๋ยเคมีถึง 103,205 ล้านบาท ร้อยละ 80.24 ของมูลค่าการนำเข้าปัจจัยการผลิตในภาคเกษตรทั้งหมด และมูลค่านำเข้าปุ๋ยเคมีในช่วง 3 ปี (2563&ndash;2565) เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 49.23 ต่อปี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
เมื่อเจาะลึกสถานการณ์เศรษฐกิจครัวเรือนเกษตร พบว่า ในช่วง 3 ปี รายได้ที่ครัวเรือนได้รับจากกิจกรรมทางการเกษตร ขยายตัวเล็กน้อย ร้อยละ 3.81 ต่อปี เมื่อเทียบกับรายจ่ายที่มีการขยายตัวสูงกว่า ร้อยละ 6.30 ต่อปี เช่นเดียวกับภาวะหนี้สินที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ร้อยละ 1.45 ต่อปี ส่วนเงินสดคงเหลือก่อนการชำระหนี้ (รายได้หักรายจ่าย) และทรัพย์สินหดตัวลง ร้อยละ 0.25 และ 8.19 ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบปี 2565 กับปี 2564 พบว่ารายได้ที่ครัวเรือนได้รับจากกิจกรรมทางการเกษตร ขยายตัวร้อยละ 10.28 และภาวะหนี้สินของเกษตรกรก็ขยายตัวเช่นกันที่ร้อยละ 3.49 ซึ่งเป็นการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 3 ปี ขณะที่เงินสดคงเหลือก่อนการชำระหนี้และทรัพย์สินของเกษตรกรยังคงหดตัวร้อยละ 2.52 และ 36.11 ตามลำดับ และหดตัวสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 3 ปี</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202401022106e4604d2fbe1f47895ba52f8cc04e110107.jpg' type='image/jpg' length='529396' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์” แนะทริกใหม่เจาะตลาดเวียดนาม มุ่งสินค้าธรรมชาติ ใช้โซเชียลเปิดตัว]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/27898</link>
<guid isPermaLink="false">ced6d3eab5829f120d16396288e821f4</guid>
<pubDate>Tue, 02 Jan 2024 10:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/6593729a38aa7.jpg" style="width: 600px; height: 441px;" /></p>

<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ติดตามเทรนด์ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคในเวียดนาม พบผู้บริโภคให้ความสนใจสินค้าไฮเอนด์เพิ่มขึ้น สนใจสินค้า ESG และชอบชอปออนไลน์ แนะผู้ประกอบการไทยศึกษาตลาด มุ่งขายสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและออร์แกนิก ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียขายสินค้า เหตุเจาะเข้าสู่ผู้บริโภคได้ง่าย และต้นทุนต่ำ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.อุษาศรี เขียวระยับ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ เวียดนาม ถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคและการค้าปลีกของเวียดนาม การเติบโตของการค้าออนไลน์ และโอกาสในการส่งออกสินค้าของไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคและค้าปลีกกําลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทําให้ธุรกิจต่างๆ ต้องเฝ้าติดตามแนวโน้มในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านตัวผลิตภัณฑ์ เทรนด์การตลาด แพลตฟอร์มการจัดจําหน่าย โดยในด้านตัวสินค้า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าระดับไฮเอนด์เพิ่มมากขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์นม ที่มุ่งสู่นมสดออร์แกนิก นมสดกรีนฟาร์ม นมรังนก นมผสมธัญพืช โยเกิร์ตคุณภาพสูง ส่วนสินค้าในกลุ่ม FMCG (Fast Moving Consumer Goods) เช่น ขนมหวาน เครื่องปรุงรส อาหาร และเครื่องสําอาง ก็ยกระดับไปยังกลุ่มไฮเอนด์เช่นกัน</p>

<p>ส่วนเทรนด์การตลาด ได้ให้ความสำคัญกับสินค้าที่ ESG ที่มุ่งด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) โดยผู้บริโภคพร้อมที่จะจ่ายเงินมากขึ้น ขณะที่สินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ และออร์แกนิก สินค้าที่ขจัดไขมันทรานส์ และน้ำตาลออก อาหารเพื่อสุขภาพ เป็นสินค้าที่มีศักยภาพ และมีแนวโน้มเติบโตสูง และผู้บริโภคยังชอบรูปแบบการค้าปลีกสมัยใหม่ รูปแบบมินิมอลล์ ที่มีสินค้าและบริการที่จำเป็นอยู่ด้วยกัน เช่น บริการทางการเงิน ยา อาหาร เครื่องดื่ม และโทรคมนาคม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการซื้อของออนไลน์ เป็นเทรนด์ที่กำลังเติบโต จากการที่ประชากรเข้าถึงสมาร์ทโฟน และอินเทอร์เน็ต และการทำธุรกรรมทางการเงินที่ไม่ใช่เงินสด โดยบริษัท Cimigo ประมาณการไว้ว่าการซื้อของออนไลน์ จะมีมูลค่ามากกว่า 23,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2565 และรายงานแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของบริษัท Metric แสดงให้เห็นว่ารายได้รวมบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้นถึง 46% ส่วนแคมเปญระดับโลกของ TikTok Shop Vietnam พร้อมแฮชแท็ก #Tiktokmademebuyit มียอดวิว 20 พันล้านครั้ง และผู้ใช้ 66% ตัดสินใจซื้อทันทีในแคมเปญ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การพัฒนาตลาดค้าปลีกของเวียดนามหลังการระบาดของโควิด 19 ไม่เพียงจากการเติบโตของรายได้เฉลี่ยของคนเวียดนามเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมการจับจ่ายที่ผู้บริโภคเวียดนามตระหนักถึงการดูแลสุขภาพมากขึ้น และเต็มใจที่จะจ่ายเงินกับผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง หรือผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและออร์แกนิก ซึ่งเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในกลุ่มสินค้าจากธรรมชาติและออร์แกนิก โดยเฉพาะช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองปลายปี 2566 และช่วงวันตรุษเวียดนามต้นปี 2567 เป็นช่วงที่ผู้บริโภคเวียดนามมักจะใช้จ่ายและซื้อของเป็นจำนวนมาก และการขายผ่านช่องทาง Social Media สมัยใหม่ อาทิ Facebook Live และ Tiktok เป็นต้น เป็นเทรนด์ที่มาแรงในเวียดนาม เนื่องจากต้นทุนที่ต่ำกว่าการเปิดหน้าร้าน และสามารถเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นช่องทางอีคอมเมิร์ชที่น่าสนใจของผู้ประกอบการที่ต้องการขยายการค้ามายังตลาดเวียดนาม&rdquo;นายภูสิตกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202401020dbb84aaf153d36116b31009b343be8e105842.jpg' type='image/jpg' length='427616' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม” สั่งการด่วน ติดตามสินค้าพื้นที่น้ำท่วม เตรียมจัดธงฟ้า ดูแลพี่น้องประชาชน]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/27433</link>
<guid isPermaLink="false">a7a8531280959484333edbfcf62cc976</guid>
<pubDate>Tue, 26 Dec 2023 16:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/658a71179a3c2_1_.jpg" style="width: 600px; height: 439px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;ปลัดพาณิชย์&rdquo; เผย &ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; สั่งการด่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดยะลาและนราธิวาส กำชับสำรวจตลาด ติดตามสินค้าอย่าให้ขาด ไม่ให้มีการกักตุน ฉวยโอกาส และให้เตรียมจัดธงฟ้าราคาประหยัด นำสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าทำความสะอาด สินค้าซ่อมแซมบ้าน ไปจำหน่ายหลังน้ำลด</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีเกิดสถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดยะลาและนราธิวาส ว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงพาณิชย์ เข้าไปให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเร่งด่วน โดยระหว่างน้ำท่วม ขอให้พาณิชย์จังหวัดร่วมกับจังหวัดสำรวจความเสียหายในพื้นที่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำรวจตลาดสินค้า ไม่ให้มีของขาดและมีของอุปโภคและบริโภคจำเป็นอย่างเพียงพอ และดูแลไม่ให้มีการกักตุนสินค้าและไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าซึ่งจะเป็นการเอาเปรียบประชาชน หากตรวจพบให้ดำเนินการใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนหลังน้ำท่วม ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในจัดงานธงฟ้าราคาประหยัด โดยเน้นสินค้าอุปโภคและบริโภค ที่จำเป็น รวมทั้งสินค้าอุปกรณ์ฆ่าเชื้อ ทำความสะอาด และอุปกรณ์ก่อสร้างที่จะใช้ซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนที่เสียหาย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน และจัดรถโมบายพาณิชย์ เพื่อกระจายสินค้าลดราคาไปในพื้นที่ ๆ ได้รับความเสียหายด้วย</p>

<p>ทั้งนี้ ในเบื้องต้น ได้รับรายงานผลการเข้าไปให้ความช่วยเหลือประชาชน จากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดยะลา ว่า ได้มีการติดตามสถารณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด และออกติดตามสถานการณ์ปริมาณและราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารทะเล ผักสด (ส่วนใหญ่นำเข้าจากจังหวัดราชบุรี) ไข่ไก่ เป็นต้น ปรากฎว่า สินค้ายังมีปริมาณเพียงพอ และราคาส่วนใหญ่ยังคงทรงตัว และได้เตรียมจัดธงฟ้าจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด และโครงการร่วมค้าประชารัฐ ระหว่างวันที่ 26-28 ธ.ค.2566 ณ บริเวณข้างสำนักงานพาณิชย์จังหวัดยะลา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับจังหวัดยะลา หลังจากที่ได้เกิดฝนตกหนัก เมื่อวันที่ 23-25 ธ.ค.2566 ทำให้เกิดเหตุสาธารณภัยในพื้นที่จังหวัดยะลาแล้ว จำนวน 6 อำเภอ จากทั้งหมด 8 อำเภอ คือ อำเภอบันนังสตา ยะหา ธารโต อำเภอเมืองยะลา รามัน และอำเภอกาบัง มี 20 ตำบล 50 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจำนวน 416 ครัวเรือน บ้านเรือนเสียบางส่วน 1 หลัง อพยพ 44 ครัวเรือน 155 คน ถนน 24 สาย และสะพาน 1 แห่ง โดยการช่วยเหลือเบื้องต้น จังหวัดยะลาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว โดยการอพยพประชาชนให้อยู่บนพิ้นที่สูง และประกอบอาหารปรุงสดแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย ส่วนสถานการณ์ปัจจุบัน ฝนตกเบาบาง แต่ปริมาณน้ำยังไม่ลด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20231226d4971d8881ec82f70e86e499773e48a5161133.jpg' type='image/jpg' length='196897' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ตัดจบดรามา เติมน้ำมันไม่เต็มลิตร ยันอยู่ในกรอบกฎหมาย แต่จะจับตาใกล้ชิด]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/26894</link>
<guid isPermaLink="false">eb4f6cb3fe77ed8053be7b8e61e18105</guid>
<pubDate>Fri, 22 Dec 2023 13:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/658525a973c67.jpg" style="width: 600px; height: 399px;" /></p>

<p><strong>กรมการค้าภายใน ตัดจบดรามาเติมน้ำมันไม่เต็มลิตร ยันกรณีเติม 5 ลิตร หายไป 50 มิลลิลิตร ยังอยู่ในกรอบกฎหมายกำหนดอัตราเผื่อเหลือเผื่อขาดไม่เกิน 1% แต่ไม่ได้นิ่งนอนใจ หากพบปั๊มใด เติมขาดตลอด จะจับตาใกล้ชิด และถึงขั้นผูกบัตรห้ามใช้ จนกว่าจะแก้ไข ส่วนผลตรวจปั๊มล่าสุด 1,400 แห่ง 1.8 แสนหัวจ่าย พบเติมเกิน 29 หัวจ่าย เติมขาด 11 หัวจ่าย สั่งห้ามใช้และส่งดำเนินคดีแล้ว พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ตรวจเข้มช่วงปีใหม่ ป้องประชาชนโดนเอาเปรียบ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงกรณีเกิดดรามาผู้บริโภครายหนึ่งเติมน้ำมันจำนวน 5 ลิตร และพบว่าปริมาณขาดหายไป 50 มิลลิลิตร ว่า กรมขอชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นว่าตามกฎหมายได้กำหนดอัตราเผื่อเหลือเผื่อขาดเอาไว้ไม่เกิน 1% ซึ่งเป็นหลักการและมาตรฐานเดียวกันกับที่ต่างประเทศใช้ ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้น น้ำมันที่ขาดไป ไม่ถือว่าผิดปกติ และยังอยู่ในกรอบที่กฎหมายกำหนด แต่กรมก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันเป็นประจำอยู่แล้ว และหากพบว่าสถานีบริการน้ำมันใด มีอัตราเผื่อเหลือเผื่อขาด อยู่ในช่วงที่ขาดต่อเนื่อง ก็จะจับตามองเป็นพิเศษ และต้องตรวจสอบว่าเป็นการจงใจหรือไม่ และถ้าจงใจ ก็มีอำนาจที่จะผูกบัตรห้ามใช้ จนกว่าจะปรับปรุงแก้ไข<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา กรมได้มีการจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดตรวจสอบไปแล้วจำนวน 1,400 ปั๊ม จำนวน 1.8 แสนหัวจ่าย พบเกินค่าเผื่อเหลือเผื่อขาดจำนวน 29 หัวจ่าย จาก 14 สถานีบริการน้ำมัน และต่ำกว่าค่าเผื่อเหลือเผื่อขาด 11 หัวจ่าย จาก 5 สถานีบริการน้ำมัน ซึ่งได้ทำการผูกบัตรห้ามใช้ และได้ส่งดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว กรณีใช้มาตรวัดที่ไม่ถูกต้องมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากผลตรวจสอบ พบว่ามีการดัดแปลงมาตรวัด มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 280,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนหัวจ่ายที่จ่ายน้ำมันเกิน ได้สั่งการให้แก้ไขให้ถูกต้องแล้ว</p>

<p>ขณะเดียวกัน กรมได้ประสานผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ให้เข้มงวดกวดขันบริษัทจำหน่ายน้ำมัน หรือปั๊มน้ำมันที่เป็นเครือข่าย หรือปั๊มแฟรนไชส์ ในเรื่องการเติมน้ำมันเต็มลิตร หากพบว่ารายใดไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ให้ดำเนินการขั้นเด็ดขาด เพื่อเป็นการดูแลผู้บริโภคในการเติมน้ำมัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้ กรมได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สายตรวจ ออกตรวจสอบมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิงตามสถานีบริการ ตามเส้นทางการเดินรถที่เป็นรอยต่อของจังหวัดกรุงเทพฯ และปริมณฑล มุ่งหน้าออกสู่ต่างจังหวัด และในเขตพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพราะจะมีประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือเดินทางท่องเที่ยว ทั้งโดยพาหนะส่วนตัว และรถสาธารณะเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องใช้บริการสถานีบริการน้ำมันเพื่อเติมเชื้อเพลิงก่อนเดินทาง เพื่อกำกับดูแลและตรวจสอบความถูกต้องมาตรวัด สร้างความเชื่อมั่นใจให้กับประชาชนว่าได้รับน้ำมันเต็มลิตร ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับประชาชน ก่อนการเติมน้ำมัน ขอให้สังเกต ดังนี้ 1.ป้ายราคาน้ำมัน/ลิตร ที่ระบุหน้าสถานีบริการน้ำมันตรงกับตู้จ่ายน้ำมัน 2.ตู้จ่ายน้ำมันตามสถานีบริการต้องมีสติ๊กเกอร์วงกลมของกรมการค้าภายใน (มีรูปครุฑสีแดง /ระบุว่าตรวจสอบแล้ว /แสดงปี พ.ศ. ปัจจุบันอยู่ด้านล่าง) หากมีสติ๊กเกอร์ดังกล่าวติดอยู่แสดงว่าได้มีการตรวจสอบแล้ว 3.ก่อนเติมยอดขายและจำนวนลิตร ต้องเป็นเลขศูนย์ 4.เมื่อเติมเสร็จให้ดูยอดขายและจำนวนลิตรให้ถูกต้อง โดยหากไม่ได้รับความเป็นธรรมในการเติมน้ำมัน สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ กรมจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ และหากพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20231222406fc13787451acbf37df0414c5e2897130203.jpg' type='image/jpg' length='263599' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมการค้าภายในประสานผู้ซื้อ-แม็คโคร ซื้อปลากะพงจากเกษตรกรจังหวัดชายแดนใต้]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/26282</link>
<guid isPermaLink="false">4d2f6ac3b150b91c13172deceb414f11</guid>
<pubDate>Tue, 19 Dec 2023 14:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/658100beac433.jpg" style="width: 600px; height: 450px;" /></p>

<p><strong>กรมการค้าภายในผนึกกำลังพาณิชย์จังหวัดปัตตานี ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และสหกรณ์จังหวัดปัตตานี ประสานผู้ซื้อจากส่วนกลาง และห้างแม็คโคร เข้ารับซื้อปลากะพงจากเกษตรกร เป้าหมาย 40 ตัน เพื่อนำกระจายผ่านสาขาของห้างในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง และสาขาอื่น ๆ มั่นใจช่วยระบายผลผลิตให้กับเกษตรกร และดันราคาปรับตัวสูงขึ้น</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน ได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และสหกรณ์จังหวัดปัตตานี ประสานผู้ประกอบการเข้ารับซื้อปลากะพงของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดปัตตานี และหาตลาดปลายทาง เพื่อรองรับผลผลิตปลากะพงจากกลุ่มเกษตรกร เป้าหมายกว่า 40 ตัน โดยล่าสุดได้ประสานซัปพลายเออร์ของห้างแม็คโคร เข้าไปรับซื้อปลากะพงขาวหน้ากระชัง จัดส่งไปยังห้างแม็คโครในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง และที่ศูนย์กระจายสินค้าของห้างแม็คโคร ที่มหาชัย เพื่อกระจายไปยังสาขาต่าง ๆ ของแม็คโครแล้ว ขณะเดียวกัน สหกรณ์จังหวัดปัตตานี ได้ประสานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ รับซื้อเพื่อจำหน่ายในพื้นที่อีกช่องทางหนึ่ง เพื่อช่วยระบายผลผลิตด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กรมได้ติดตามสถานการณ์ผลผลิตปลากะพงอย่างใกล้ชิด และเมื่อเห็นว่าผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดมาก ก็ได้ร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ ประสานผู้ประกอบการเข้าไปรับซื้อทันที และยังมีแผนที่จะช่วยระบายผ่านช่องทางอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น การจัดกิจกรรมกระตุ้นการบริโภคปลากะพง เพื่อช่วยระบายผลผลิตให้กับเกษตรกร และผลักดันให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น&rdquo;นายวัฒนศักย์กล่าว</p>

<p>ก่อนหน้านี้ กรมได้รณรงค์กระตุ้นการบริโภคสินค้าปลากะพงมาอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมโยงปลากะพงจากเกษตรกรในจังหวัดแหล่งผลิตหลัก เช่น จ.ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สงขลา ปัตตานี มาจำหน่ายในงานพาณิชย์ปิ้งย่าง ที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือน ก.ย.2566 และที่เชียงราย เมื่อเดือน พ.ย.2566 รวมกว่า 20 ตัน ทำให้เกษตรกรระบายปลากะพงได้อย่างต่อเนื่อง ในราคาที่พอใจ และมีแผนที่จะจัดงานในภูมิภาคอื่น เพื่อรณรงค์การบริโภคอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.2567 ต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดแหล่งผลิต เช่น จ.สงขลา จัดกิจกรรมเชื่อมโยงการจำหน่ายปลากะพงจากเกษตรกรผู้เลี้ยง ส่งตรงถึงผู้บริโภค เพื่อต้องการระบายปลากะพงที่มีขนาดพร้อมจำหน่ายในช่วงก่อนเทศกาลและเทศกาลปีใหม่ เพื่อให้ประชาชนสามารถซื้อปลากะพงจากเกษตรกรได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด ซึ่งได้รับผลตอบรับจากผู้บริโภคในพื้นที่เป็นอย่างดี</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2023121937035f299d72c01748b9774e7af045cc141811.jpg' type='image/jpg' length='442980' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม” ชื่นชมร้านอาหารไทย “คุ้มจันทร์เจ้า” ในคุนหมิง เป็นกำลังสำคัญบูม Soft Power]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/26279</link>
<guid isPermaLink="false">79a967f170c48ffa3e138895ed6f83b9</guid>
<pubDate>Tue, 19 Dec 2023 14:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/658115869fd95.jpg" style="width: 600px; height: 400px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; ถกเจ้าของร้านอาหารไทย &ldquo;คุ้มจันทร์เจ้า&rdquo; ในคุนหมิง ชื่นชมเป็นส่วนหนึ่งในการโปรโมต Soft Power อาหารไทยให้ชาวจีนได้รู้จัก พร้อมขอความร่วมมือนำเข้าสินค้าไทยมาจำหน่ายเพิ่มเติม โดยเฉพาะสินค้าจาก SMEs เหตุเป็นผู้ประกอบการรายสำคัญ ที่นำสินค้าไทยมาขายในจีนทั้งออนไลน์และออฟไลน์</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2566 ที่ผ่านมา ได้พบหารือกับ น.ส.จันทร์จิรา อนันต์ชัยพัฒนา เจ้าของร้านอาหารไทย &ldquo;คุ้มจันทร์เจ้า&rdquo; ในคุนหมิง และยังเป็นประธานสมาคมนักธุรกิจไทยในจีนตะวันตกเฉียงใต้ และผู้บริหารบริษัท Yunnan Dimiao E-Commerce จำกัด โดยร้านอาหารดังกล่าว เป็นร้านอาหารไทยระดับ Thai Select ที่มีชื่อเสียงในนครคุนหมิง โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมบ้านทรงไทยที่มีเสน่ห์และอัตลักษณ์แบบไทย ทุกเมนูอาหารของร้านคุ้มจันทร์เจ้า ล้วนเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพดี โดยเฉพาะเครื่องปรุงจากประเทศไทย ทำให้ได้อาหารรสชาติไทยแท้อร่อยถูกปากชาวจีน<br />
<br />
&ldquo;ได้ชื่นชม น.ส.จันทร์จิรา ที่เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการผลักดัน Soft Power ของไทย ให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศ ผ่านอาหารไทย และการขับเคลื่อนอาหารทย ยังเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบันด้วย&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ น.ส.จันทร์จิรา ยังประกอบกิจการนำสินค้าไทยเข้ามาจำหน่ายในจีน ทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ โดยเป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศจีนของเบียร์สิงห์และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า ล่าสุด ได้ร่วมมือกับบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) เปิด Flagship Store บนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีชื่อเสียงของจีนเพื่อจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป &ldquo;มาม่า&rdquo; ส่วน Flagship Store ของเบียร์สิงห์ อยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะขอความร่วมมือ น.ส.จันทร์จิรา ขยายการนำเข้าสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าจาก SMEs เข้ามาเปิดตลาดจีนเพิ่มขึ้น<br />
<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเดินทางไปนครคุนหมิงครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้สำรวจตลาดสินค้าไทยในห้างสรรพสินค้า Parkson ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าแรกของต่างชาติที่เข้ามาเปิดสาขาในจีน ก่อตั้งปี 2537 และเข้าตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ปี 2548 ปัจจุบัน มี 42 สาขา ใน 28 เมือง จำหน่ายสินค้ากว่า 5,000 แบรนด์ และมีสมาชิกกว่า 17.9 ล้านคน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้หารือที่จะร่วมมือกับห้างในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดสินค้าไทย เพื่อแนะนำสินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักของชาวจีนเพิ่มขึ้น และช่วยเปิดตลาดให้กับผู้ประกอบการของไทยต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ก่อนหน้านี้ ในปี 2565 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ร่วมมือกับห้าง Parkson จัดโครงการยกระดับการส่งออกผลไม้เข้าสู่ตลาดจีนมาแล้วช่วงวันที่ 21-25 ก.ค.2565 และจัดต่อเนื่องในปี 2566 วันที่ 1-5 ก.ค.2566 ภายใต้ชื่อ Thai Fruits Golden Months in Kunming 2023 โดยมีการทำ Live Streaming โดย KOL และ Net Idol ที่มีผู้ติดตาม 7,581,000 คน ผ่านแพลตฟอร์ม Yizhibo จำนวน 1 วัน มีผู้เข้าชมรวม 3.54 ล้านวิว อีกทั้งมีการสาธิตปรุงอาหารไทย เช่น ต้มยำกุ้ง ยำมาม่า และข้าวเหนียวทุเรียน จากพ่อครัวของร้านอาหารไทย Cloud 18 ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai Select ผลการจัดกิจกรรมมียอดจำหน่ายผลไม้ช่วงจัดกิจกรรม 234,045 บาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.53 สินค้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ทุเรียน ส้มโอ และมะพร้าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20231219e881737d5adc4ee11a3e7f417c5f7097141432.jpg' type='image/jpg' length='616009' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม” เป็นสักขีพยานลงนาม MOU ไทย-จีน ซื้อขายมันและกาแฟ 5,430 ล้าน]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/26063</link>
<guid isPermaLink="false">de7bfc5c7200d41fda2ae71a37ec0277</guid>
<pubDate>Mon, 18 Dec 2023 13:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/657fae450a901.jpg" style="width: 600px; height: 342px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo;เป็นสักขีพยานลงนาม MOU ระหว่างผู้ประกอบการไทย-จีน ซื้อขายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์กาแฟ มูลค่ากว่า 5,430 ล้านบาท คาดส่งผลดีช่วยผลักดันราคาในประเทศสูงขึ้น เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น เผยยังได้ร่วมมือห้าง Parkson ผลักดันสินค้าไทย และจัดกิจกรรมขายผลไม้ไทย และหารือกับเจ้าของบริษัท Yunnan Dimiao Electronic Commerce ร่วมมือนำสินค้าไทยไปขายเพิ่มขึ้น</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างผู้ประกอบการไทย-จีน ที่โรงแรม Wanda Vista Kunming นครคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า การลงนามในครั้งนี้ เกิดขึ้นตามนโยบาย Quick Win ของรัฐบาล ในการผลักดันการส่งออก โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครคุนหมิง จัดกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้าทางออนไลน์ล่วงหน้าให้กับผู้ประกอบการไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าแป้งมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์กาแฟ กับผู้นำเข้าสินค้าไทยในจีน (Thai&ndash;Yunnan Quick Win Business Matching and Networking) ซึ่งสามารถตกลงซื้อขายกันได้ และนำมาซึ่งการลงนามในครั้งนี้ ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้าจีน ทั้ง 3 คู่ ได้แก่ คู่ที่ 1 ระหว่าง startup Innocas กับ บริษัท Guangdong Zhongqing Biochemical Science &amp; Technology จำกัด คู่ที่ 2 ระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงคั่วกาแฟ กับ บริษัท Yunnan Zongtong International Trade Co., Ltd. และคู่ที่ 3 ระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงคั่วกาแฟ กับ บริษัท Yunnan New Taste Agricultural Development Co., Ltd. โดยเป็นการตกลงสั่งซื้อสินค้าแป้งมันสำปะหลังและสตาร์ชที่ผลิตได้จากหัวมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์กาแฟ คิดเป็นมูลค่ากว่า 5,430.75 ล้านบาท<br />
<br />
&ldquo;การหาตลาดล่วงหน้าให้กับมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์กาแฟในครั้งนี้ จะส่งผลดีต่อราคามันสำปะหลังและกาแฟในประเทศ ที่จะปรับตัวสูงขึ้น จากการที่ผลผลิตมีตลาดรองรับ และช่วยให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาดีขึ้น มีรายได้มากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาล ที่ต้องการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส และจากนี้ จะเดินหน้าหาตลาดล่วงหน้าให้กับสินค้าเกษตรอื่นๆ ต่อไป&rdquo; นายภูมิธรรมกล่าว</p>

<p>นายภูมิธรรมกล่าวว่า ในการเดินทางไปคุนหมิงในครั้งนี้ ได้รับรายงานจากนายณัฐ วิมลจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ นครคุนหมิง ถึงการไปสำรวจตลาดสินค้าไทยในห้างสรรพสินค้า Parkson ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าแรกของต่างชาติที่เข้ามาเปิดสาขาในจีน ก่อตั้งปี 2537 และเข้าตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ปี 2548 ปัจจุบัน มี 42 สาขา ใน 28 เมือง จำหน่ายสินค้ากว่า 5,000 แบรนด์ และมีสมาชิกกว่า 17.9 ล้านคน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือกับห้างในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดสินค้าไทย เพื่อเปิดตลาดให้กับผู้ประกอบการของไทยต่อไป<br />
<br />
ทั้งนี้ ในช่วงปี 2565 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้จัดโครงการยกระดับการส่งออกผลไม้เข้าสู่ตลาดจีนมาแล้วช่วงวันที่ 21-25 ก.ค.2565 และจัดต่อเนื่องในปี 2566 วันที่ 1-5 ก.ค.2566 ภายใต้ชื่อ Thai Fruits Golden Months in Kunming 2023 โดยมีการทำ Live Streaming โดย KOL และ Net Idol ที่มีผู้ติดตาม 7,581,000 คน ผ่านแพลตฟอร์ม Yizhibo จำนวน 1 วัน มีผู้เข้าชมรวม 3.54 ล้านวิว อีกทั้งมีการสาธิตปรุงอาหารไทย เช่น ต้มยำกุ้ง ยำมาม่า และข้าวเหนียวทุเรียน จากพ่อครัวของร้านอาหารไทย Cloud 18 ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai Select ผลการจัดกิจกรรมมียอดจำหน่ายผลไม้ช่วงจัดกิจกรรม 234,045 บาท เพิ่มขึ้น 7.53% สินค้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ทุเรียน ส้มโอ และมะพร้าว<br />
<br />
นอกจากนี้ ได้พบปะกับนางจันทร์จิรา อนันต์ชัยพัฒนา (คุณชิง) เจ้าของร้านอาหารไทยคุ้มจันทร์เจ้า ประธานสมาคมนักธุรกิจไทยในจีนตะวันตกเฉียงใต้ และประธานบริษัท Yunnan Dimiao Electronic Commerce Co., Ltd. โดยจะร่วมมือผลักดันวัตถุดิบอาหารไทย และสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีน ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทได้มีการนำสินค้าไทยเข้ามาจำหน่ายในรูปแบบออนไลน์แล้ว เช่น เบียร์สิงห์ มาม่า และ S&amp;P เป็นต้น โดยการเปิด Flagship Store ในแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีชื่อเสียงของจีน และยังมีความร่วมมือกับบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์จำกัด (มหาชน) ในการเป็นตัวแทน จำหน่ายสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อมาม่า และยังเป็นตัวแทนจำหน่ายด้านออนไลน์ของสินค้าไทยอื่น ๆ เช่น รังนกยี่ห้อ B BIRD ผลไม้อบแห้งยี่ห้อ ROZOCHA เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2023121890fe038143bbf94e67fd9a5ea9d024e6134302.jpg' type='image/jpg' length='360447' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมการค้าภายใน นำผู้ประกอบการซื้อส้มชาวสวน จ.สุโขทัย 9,500 ตัน ดันราคาขยับ]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/26061</link>
<guid isPermaLink="false">5b6387427ac6f5e1cbf8c81bea12f9e9</guid>
<pubDate>Mon, 18 Dec 2023 13:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/657fa80e1c514.jpg" style="width: 600px; height: 399px;" /></p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20231218b5bec13ac997e830745f1420cd743e4c133933.jpg' type='image/jpg' length='460689' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผยใช้สิทธิ์ GSP ส่งออก 9 เดือน สหรัฐฯ แชมป์ ส่วนประกอบแอร์นำโด่ง]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/25293</link>
<guid isPermaLink="false">fc45916cfe956a68153c285fc294dccb</guid>
<pubDate>Tue, 12 Dec 2023 15:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/6576d34d0a1fb.jpg" style="width: 600px; height: 448px;" /></p>

<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยสถิติการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ GSP ช่วง 9 เดือนปี 66 ตลาดสหรัฐฯ ครองแชมป์ ใช้สิทธิ์สูงถึง 2,375.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 91.66% ของมูลค่าส่งออกรวมที่ได้สิทธิ์ ส่วนสินค้าที่มีการใช้สิทธิ์สูงสุด ส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศนำโด่ง ตามด้วยกรดมะนาว อาหารปรุงแต่ง กระเป๋าใส่เสื้อผ้า และถุงมือยาง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า สถิติการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าสำหรับการส่งออกภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) ที่ไทยได้รับในปัจจุบัน ได้แก่ สหรัฐฯ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช ใน 9 เดือนของปี 2566 (ม.ค.-ก.ย.) มีมูลค่ารวม 2,591.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิประโยชน์ 53.61% โดยตลาดที่ไทยมีการใช้สิทธิ์ GSP ส่งออกมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ยังคงเป็นสหรัฐฯ มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์อยู่ที่ 2,375.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 91.66% ของมูลค่าการส่งออกรวมที่ใช้สิทธิ์ GSP &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ สินค้าดาวเด่นของไทยที่มีการใช้สิทธิ์ GSP สูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ส่วนประกอบของเครื่องปรับอากาศ มูลค่า 402.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กรดมะนาว หรือกรดซิทริก มูลค่า 130.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อาหารปรุงแต่ง มูลค่า 110.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กระเป๋าใส่เสื้อ มูลค่า 104.00 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และถุงมือยาง มูลค่า 91.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีสินค้าสำคัญอื่น ๆ ที่มีมูลค่าการใช้สิทธิ์ GSP ส่งออกไปสหรัฐฯ สูง เช่น เลนส์แว่นตา ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ขนมที่ไม่มีโกโก้ผสมทำจากน้ำตาล เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;การใช้สิทธิ์ GSP ส่งออกไปสหรัฐฯ นั้น ทำให้ไทยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสามารถช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ส่งออกไทยได้เป็นอย่างดี&rdquo;นายรณรงค์กล่าว<br />
<br />
ส่วนโครงการ GSP ของสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) พบว่า สินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์สูง เช่น เพชรพลอยรูปพรรณทำด้วยโลหะมีค่า (สวิตเซอร์แลนด์) หน้าปัดนาฬิกาชนิดคล็อกหรือวอตซ์ (สวิตเซอร์แลนด์) ของผสมของสารที่มีกลิ่นหอมชนิดที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารหรือเครื่องดื่ม (สวิตเซอร์แลนด์) ข้าวโพดหวาน (นอร์เวย์) สูทของสตรีหรือเด็กหญิงทำด้วยขนแกะหรือขนละเอียดของสัตว์ (นอร์เวย์) ข้าวที่สีบ้างแล้วหรือสีทั้งหมด (นอร์เวย์) สับปะรดกระป๋อง ปลาทูน่า ปลาสคิปแจ็ก และปลาโบนิโตชนิดซาร์ดา (CIS) เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กรมพร้อมให้ข้อมูลและคำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการ โดยหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า สามารถค้นหาข้อมูลได้ที่เว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ&nbsp;<a href="http://www.dft.go.th/" target="_blank">www.dft.go.th</a>&nbsp;หรือโทรสายด่วน 1385 รวมถึงไลน์แอปพลิเคชัน ชื่อบัญชี &ldquo;@gsp_helper&rdquo;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2023121285b08000f020f9141f1722bda7f0e4ff155249.jpg' type='image/jpg' length='291623' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ฯ จับมือ “ท่องเที่ยว-ททท.” บูม Soft Power ร้านอาหาร Thai SELECT สินค้าชุมชน]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/25292</link>
<guid isPermaLink="false">0e74c1d5f629889bd69794f3d79225f1</guid>
<pubDate>Tue, 12 Dec 2023 15:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/6576aa041d9b1.jpg" style="width: 600px; height: 400px;" /></p>

<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมมือบูม Soft Power ร้านอาหาร Thai SELECT และสินค้าชุมชน เตรียมผลักดันเป็นเส้นทางท่องเที่ยว ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เพื่อเข้าไปชิมอาหาร และท่องเที่ยวในแหล่งผลิตสินค้า</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือแนวทางการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของรัฐบาล เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ภายใต้ &ldquo;ยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ&rdquo; ร่วมกับ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ว่า กรมจะร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ททท. ในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากโครงการอาหารไทย Thai SELECT และสินค้าชุมชน (Smart Local) ซึ่งเป็นซอฟต์ พาวเวอร์ อย่างหนึ่ง ในการเพิ่มรายได้ให้ท้องถิ่น โดยเฉพาะการสร้างความตระหนักรู้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ผ่านอาหาร วัฒนธรรม ประเพณี สถานที่ท่องเที่ยว ตลอดจนสินค้าชุมชนหลากหลายประเภท ทำให้เกิดการจดจำและพร้อมเผยแพร่ต่อให้กับญาติพี่น้องและเพื่อนของตน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยแนวทางการดำเนินการ กรมจะร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และ ททท. ประชาสัมพันธ์ร้านอาหาร Thai SELECT ที่ปัจจุบันมีอยู่ 370 ร้าน ที่ผ่านการเห็นชอบของคณะกรรมการคัดเลือกว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานของอาหารไทย ทันสมัย มีเสน่ห์คงความเป็นเอกลักษณ์ไทย มีอัตลักษณ์ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ร้านตกแต่งสวยงาม บริการเป็นเลิศ และผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ได้มาตรฐานมีคุณภาพดีของ Smart Local ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ร่วมกับเส้นทางท่องเที่ยว เพื่อขยายการตลาดการเข้าถึงของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ</p>

<p>สำหรับกิจกรรมที่จะนำมาขับเคลื่อน ที่ทั้ง 3 หน่วยงาน จะร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการเชิงรุก และเร่งดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ได้แก่ 1.แคมเปญส่งเสริมการตลาดร่วมกัน เช่น การส่งเสริมร้านอาหาร Thai SELECT ผ่านแคมเปญ &ldquo;เที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT&rdquo; ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยพลัง Soft Power อาหารไทย การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวกับสินค้าชุมชน (Smart Local) และธุรกิจในพื้นที่ ทั้งการบูรณาการส่งเสริมการตลาดเชิงพื้นที่ ส่งเสริมการท่องเที่ยว อนุรักษ์ภูมิปัญญาชุมชน และเพิ่มคุณค่าของประสบการณ์ร่วม<br />
<br />
2.กิจกรรมร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและศูนย์การเรียนรู้ชุมชนในแต่ละท้องถิ่น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าไป ณ ชุมชนมากขึ้น และจัดเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อความยั่งยืนของชุมชน ประชาสัมพันธ์แนะนำแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก (Homestay) คู่กับสินค้าชุมชน (DBD Smart Local / Digital Village) และร้านอาหารพื้นถิ่น (Thai SELECT) เพื่อสร้างความเข้มแข็งและให้เกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน สร้างโอกาสทางการค้าให้ผลิตภัณฑ์ชุมชน (Smart Local) เข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
3.เชื่อมเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ในทุก ๆ วัน ที่จะช่วยส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ชุมชน ร้านอาหารไทย Thai SELECT ในพื้นที่ ผ่านกิจกรรม &ldquo;ของเด่นพื้นที่ ของดีพื้นถิ่น&rdquo; เพื่อสร้างจุดเด่นและความแตกต่าง รวมทั้ง จัดทำเส้นทางท่องเที่ยวเมืองหลักและเมืองรองร้านอาหาร Thai SELECT ในทุกภูมิภาค เช่น ภาคเหนือ : เชียงใหม่ เชียงราย น่าน พิษณุโลก นครสวรรค์ ภาคกลาง : พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท ลพบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : นครราชสีมา บุรีรัมย์ หนองคาย บึงกาฬ ร้อยเอ็ด ภาคตะวันออก : ชลบุรี จันทบุรี ตราด สระแก้ว นครนายก ภาคใต้ : สุราษฎร์ธานี พัทลุง นครศรีธรรมราช ตรัง ยะลา</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202312129d30c8bd08c5bacbf042fe8e5272b0de155105.jpg' type='image/jpg' length='1001290' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ประสานโรงสกัด-ลานเท แจงแผนปิดโรงงาน-หยุดปีใหม่ ป้องเกษตรกรกระทบ]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/24952</link>
<guid isPermaLink="false">913128ff9a9f2700276d71a757d82df1</guid>
<pubDate>Fri, 08 Dec 2023 13:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/6572ba1404287.jpg" style="width: 600px; height: 399px;" /></p>

<p><strong>กรมการค้าภายในประสานโรงสกัด ลานเท แจ้งแผนปิดปรับปรุงโรงงานและแผนหยุดรับซื้อช่วงปีใหม่ เพื่อป้องกันผลกระทบกับเกษตรกร ตัดปาล์มแล้วไม่มีที่ขาย พร้อมเกาะติดการซื้อขายใกล้ชิด ป้องกันการกดราคา และกำชับปิดป้ายราคาให้ชัดเจน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม ได้มีการประชุมติดตามสถานการณ์ปาล์มน้ำมันอย่างใกล้ชิด หลังขณะนี้ ราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลก ปรับตัวลดลง โดยราคาผลปาล์มดิบยังเป็นปกติ อยู่ที่เฉลี่ยกิโลกรัม (กก.) ละ 5.25 บาท ส่วนปาล์มคุณภาพ กก.ละ 5.60 บาท ซึ่งกรมจะติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป และยังได้เตรียมมาตรการรับมือการรับซื้อผลปาล์มดิบในช่วงปลายปี ถึงช่วงต้นปี ที่เป็นช่วงผลปาล์มออกน้อย และโรงงานหลายแห่งปิดปรับปรุงโรงงาน และบางแห่งหยุดรับซื้อในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อป้องกันผลกระทบกับเกษตรกร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมได้ประสานความร่วมมือไปยังจังหวัดพื้นที่ปลูกปาล์ม และขอให้พาณิชย์จังหวัดประสานงานกับโรงงานสกัด และลานเท เพื่อให้ส่งแผนการปิดโรงงาน หรือแผนการหยุดรับซื้อในช่วงปลายปี และช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อแจ้งให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มได้รับทราบล่วงหน้า ป้องกันปัญหาตัดปาล์มมาแล้ว ไม่มีที่ขาย และจะกระทบต่อราคาเหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ ได้มีการส่งแผนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และได้แจ้งให้กับเกษตรกรรับทราบแล้ว</p>

<p>ส่วนสถานการณ์ราคาปาล์ม จากการติดตาม พบว่า ราคาน้ำมันปาล์มดิบขณะนี้อยู่ที่ กก.ละ 29.50 บาท ส่วนราคาผลปาล์มดิบ กก.ละ 5.25 บาท ถือว่าสอดคล้องกัน โดยราคาอ่อนตัวลงเล็กน้อยตามราคาตลาดโลก เพราะพืชน้ำมันชนิดอื่นมีปริมาณเพิ่มขึ้น ซึ่งกรมได้มีการจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบการรับซื้อ และขอให้มีการปิดป้ายแสดงราคารับซื้อให้ชัดเจน และห้ามกดราคารับซื้อ หากตรวจสอบพบ จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยมีโทษจำคุก 7 ปี ปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคา ปรับ 1 หมื่นบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมยังได้ประสานความร่วมมือไปยังกรมศุลกากร และฝ่ายความมั่นคง ให้เข้มงวดตรวจสอบการลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบ เพื่อป้องกันผลกระทบด้านราคาในประเทศ ส่วนการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบของไทย ตั้งแต่ช่วงต้นปีถึงปัจจุบัน ส่งออกแล้วประมาณ 8 แสนตัน ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ คาดการณ์ผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 2566/67 ยังไม่ออก แต่มีการประเมินว่า ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.2567 ผลปาล์มดิบจะออกสู่ตลาดประมาณ 2 ล้านตัน ซึ่งกรมได้เตรียมความพร้อมรับมือไว้แล้ว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202312087d28d3a30b7c994379e088e55ee98349135424.jpg' type='image/jpg' length='225724' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​รัฐลดค่าครองชีพ ฉุดเงินเฟ้อ พ.ย.66 ลบ 0.44% ลง 2 เดือนติด ต่ำสุด 33 เดือน]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/24949</link>
<guid isPermaLink="false">9a4175a9520a81fe2181478ad6b08c78</guid>
<pubDate>Fri, 08 Dec 2023 13:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/6571425c52cbc.jpg" style="width: 600px; height: 400px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยเงินเฟ้อ พ.ย.66 ติดลบ 0.44% ลดลงต่อเนื่อง 2 เดือนติดต่อกัน และต่ำสุดในรอบ 33 เดือน เหตุสินค้ากลุ่มพลังงาน และอาหารสำคัญ ทั้งหมู ไก่ น้ำมันพืช ลดลง สินค้าและบริการอื่น ๆ เคลื่อนไหวปกติ ย้ำไม่มีสัญญาณเงินฝืด เพราะเงินเฟ้อที่ติดลบ มาจากมาตรการรัฐ ส่วนยอดรวม 11 เดือน เพิ่ม 1.41% คาดเดือน ธ.ค. ลดลงอีก คาดทั้งปี 1.0-1.7% พร้อมตั้งเป้าปี 67 อยู่ที่ติดลบ 0.3% ถึงเพิ่ม 1.7% ค่ากลาง 0.7%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน พ.ย.2566 เท่ากับ 107.45 เทียบกับ ต.ค.2566 ลดลง 0.25% เทียบกับเดือน พ.ย.2565 ลดลง 0.44% ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน และต่ำสุดในรอบ 33 เดือน นับจาก ก.พ.2564 โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากการมาตรการด้านพลังงานของภาครัฐ ที่ทำใหสินค้ากลุ่มพลังงานปรับลดลง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล และแก๊สโซฮอล์ 91 และยังมีสินค้ากลุ่มอาหารสำคัญที่ลดลง เช่น เนื้อสุกร ไก่สด และน้ำมันพืช ราคาต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางปกติ และรวมเงินเฟ้อเฉลี่ย 11 เดือนของปี 2566 (ม.ค.-พ.ย.) เพิ่มขึ้น 1.41%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;เงินเฟ้อเดือน พ.ย.2566 ที่กลับมาติดลบ 2 เดือนติด ไม่ได้มีสัญญาณอะไร และไม่ต้องกังวลเรื่องเงินฝืด เพราะดูแล้วเดือน ธ.ค.2566 เงินเฟ้อก็จะยังติดลบอีก โดยเงินเฟ้อที่ติดลบ มาจากมาตรการลดค่าครองชีพเป็นหลัก โดยเฉพาะค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ส่วนตัวเลขทางเศรษฐกิจ ก็ยังขยายตัว ปี 2566 สภาพัฒน์คาดว่าจะขยายตัว 2.5% และปี 2567 คาดว่าขยายตัว 2.7-3.7% เพราะฉะนั้น ทางเทคนิคยังมีแค่ประเด็นเงินเฟ้อติดลบ ซึ่งที่ติดลบ ก็ไม่ได้มาจากปัจจัยอื่น แต่เป็นเพราะมาตรการรัฐ&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน พ.ย.2566 ที่ลดลง 0.44% มาจากการลดลงของหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 0.87% โดยสาเหตุหลักยังคงเป็นสินค้าในกลุ่มพลังงานที่ราคาลดลงต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 เนื่องจากมาตรการภาครัฐ ทั้งค่ากระแสไฟฟ้า น้ำมันดีเซล และแก๊สโซฮอล์ 91 รวมถึงค่าโดยสารรถไฟฟ้า และผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องซักผ้า และเครื่องปรับอากาศ ราคาลดลงต่อเนื่อง ส่วนสินค้าที่ราคาสูงขึ้น เช่น แก๊สโซฮอล์ 95 E85 และ E20 น้ำมันเบนซิน 95 ก๊าซยานพาหนะ (LPG) ค่าโดยสารเครื่องบิน ค่ารถรับส่งนักเรียน เครื่องแบบนักเรียน แป้งทาผิวกาย ยาสีฟัน อาหารสัตว์เลี้ยง สุรา และเบียร์&nbsp; &nbsp;</p>

<p>ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.20% ตามราคาสินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น เช่น ข้าวสาร แป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้ง (แป้งข้าวเจ้า ขนมอบ) ไข่ (ไข่ไก่ ไข่เป็ด ไข่เค็ม) รวมทั้ง นมข้นหวาน นมเปรี้ยว และนมถั่วเหลือง ราคาเปลี่ยนแปลงตามการจัดโปรโมชัน ผักสด (คะน้า ขิง มะนาว ขึ้นฉ่าย มะเขือเทศ) ปริมาณยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติหลังจากบางพื้นที่เพาะปลูกประสบปัญหาน้ำท่วมในช่วงเดือนที่ผ่านมา และผลไม้สด (ทุเรียน แตงโม ส้มเขียวหวาน) รวมถึงกาแฟผงสำเร็จรูป กับข้าวสำเร็จรูป และอาหารเช้า ราคาสูงขึ้นเล็กน้อย ขณะที่สินค้าในกลุ่มอาหารสด ราคาลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยเฉพาะเนื้อสุกร และไก่สด เนื่องจากสต็อกคงเหลือมีปริมาณมาก และยังมีน้ำมันพืช เครื่องปรุงรส และมะขามเปียก รวมถึงผักและผลไม้บางประเภท เช่น ต้นหอม แตงกวา ถั่วฝักยาว ลองกอง ชมพู่ มะม่วง ราคาปรับลดลง&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านเงินเฟ้อพื้นฐานเดือน พ.ย.2566 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.06% เมื่อเทียบกับเดือน ต.ค.2566 และเพิ่มขึ้น 0.58% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย.2565 รวม 11 เดือนเพิ่มขึ้น 1.33%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อเดือนธ.ค.2566 มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ตามราคาสินค้าในกลุ่มอาหาร โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ และเครื่องประกอบอาหาร กลุ่มพลังงาน ทั้งค่ากระแสไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิงในกลุ่มดีเซล และแก๊สโซฮอล์ รวมถึงสินค้าอุปโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพอีกหลายรายการ และต้นทุนการผลิตที่ปรับลดลง จากมาตรการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ประกอบกับฐานราคาในช่วงเดียวกันของปี 2565 อยู่ระดับสูง มีส่วนทำให้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2566 อยู่ระหว่าง 1.0&ndash;1.7% ค่ากลาง 1.35% และยังได้คาดการณ์เงินเฟ้อปี 2567 เป็นครั้งแรก โดยคาดว่าจะชะลอตัวต่อเนื่องจากปี 2566 โดยประเมินว่าจะอยู่ที่ติดลบ 0.3% ถึงเพิ่ม 1.7% ค่ากลาง 0.7% มีปัจจัยที่จะทำให้เงินเฟ้อลดลง เช่น มาตรการลดค่าครองชีพของภาครัฐที่คาดว่าจะดำเนินการต่อเนื่อง แนวโน้มการปรับขึ้นราคาสินค้าสำคัญค่อนข้างจำกัด เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว ทั้งเศรษฐกิจสหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น และหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง อาจเป็นปัจจัยกดดันการบริโภคของประชาชนบางกลุ่ม แต่ก็มีปัจจัยที่จะกดดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น เช่น ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำ และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง และเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องจากปี 2566 รวมถึงการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการของรัฐ และยังต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินบาทที่ผันผวน และมาตรการภาครัฐที่ส่งผลต่อราคาอาจมีหลากหลายรูปแบบ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202312086b11cbe4ead54e6a3087253b0e25df24135253.jpg' type='image/jpg' length='374514' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“นภินทร”เผยช่วง 10 เดือน อินโดนีเซียมาแรง ขยับขึ้นเบอร์ 1 ตลาดส่งออกข้าวไทย]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/24427</link>
<guid isPermaLink="false">ae42ad67908760fedb0c85210d2578e5</guid>
<pubDate>Wed, 06 Dec 2023 13:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/656e9b599379b.jpg" style="width: 600px; height: 450px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;นภินทร&rdquo; สั่งการ สนค. วิเคราะห์ตลาดส่งออกข้าวไทยช่วง 10 เดือนปี 66 พบอินโดนีเซียมาแรงแซงทางโค้งขยับขึ้นเป็นตลาดส่งออกข้าวอันดับ 1 ของไทย ปริมาณสูงถึง 1 ล้านตันเศษ มูลค่า 523 ล้านเหรียญสหรัฐ เหตุเจอภัยแล้ง ฤดูมรสุมล่าช้า ทำปลูกข้าวได้น้อย ส่วนยอดรวมส่งออก 10 เดือน มีปริมาณ 6.9 ล้านตัน มูลค่า 3,967.31 ล้านเหรียญสหรัฐ แนะเดินหน้าสร้างการรับรู้ข้าวไทย เพิ่มโอกาสส่งออก เพิ่มพันธุ์ข้าวใหม่ และเตรียมรับมือภัยแล้ง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ติดตามข้อมูลสถานการณ์การค้าสินค้าข้าวของไทย และได้รับรายงานว่าในช่วง 10 เดือนของปี 2566 (ม.ค.-ต.ค.) อินโดนีเซียได้กลายเป็นตลาดส่งออกข้าวอันดับ 1 ของไทย มีปริมาณการส่งออกสูงถึง 1,057,537 ตัน มูลค่า 523.45 ล้านเหรียญสหรัฐ (18,035.56 ล้านบาท) มูลค่าการส่งออกคิดเป็นสัดส่วน 13.19% ของมูลค่าการส่งออกข้าวทั้งหมด โดยข้าวที่ส่งออกไปอินโดนีเซียส่วนใหญ่ คือ ข้าวขาว 5&ndash;10% มีสาเหตุหลักมาจากอินโดนีเซียกำลังประสบปัญหาขาดแคลนข้าว เนื่องจากภัยแล้งที่เกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญ รวมถึงฤดูมรสุมที่ล่าช้า ทำให้อินโดนีเซียปลูกข้าวได้น้อยลง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปี 2565 ไทยมีปริมาณการส่งออกข้าวไปยังอินโดนีเซีย 91,714 ตัน มูลค่า 42.24 ล้านเหรียญสหรัฐ (1,511.55 ล้านบาท) มูลค่าการส่งออกไปอินโดนีเซียคิดเป็นสัดส่วน 1.06% ของมูลค่าการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด และอินโดนีเซียเป็นตลาดส่งออกข้าวอันดับที่ 20 ของไทย &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนภินทรกล่าวว่า สนค. ยังได้ศึกษาข้อมูลจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ซึ่งรายงานว่า ผลผลิตข้าวอินโดนีเซียในฤดูฝนอาจลดลง เนื่องจากฤดูมรสุมล่าช้า โดยคาดการณ์ผลผลิตข้าวของอินโดนีเซีย ปี 2566/67 อยู่ที่ 33.5 ล้านตัน (ข้าวสีแล้ว) ลดลง 3% จากที่คาดการณ์เมื่อเดือนต.ค.2566 ขณะที่พื้นที่เก็บเกี่ยวข้าว อยู่ที่ 11.3 ล้านเฮกตาร์ (ประมาณ 70.6 ล้านไร่) ลดลง 3% จากคาดการณ์เมื่อเดือน ต.ค.2566 ส่วนผลผลิตคาดว่าจะอยู่ที่ 4.67 ตันต่อเฮกตาร์ ลดลงเล็กน้อยจากคาดการณ์เมื่อเดือน ต.ค.2566<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน อินโดนีเซียปลูกข้าวได้ 3 รอบในหนึ่งปี รอบแรกปลูกในฤดูฝนเป็นหลัก ช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. สัดส่วนประมาณ 45% ของการปลูกข้าวทั้งหมด และเก็บเกี่ยวช่วงเดือน ก.พ.-เม.ย. และปลูกในฤดูแล้งอีก 2 รอบ ซึ่งพื้นที่เพาะปลูกข้าวหลักของอินโดนีเซียจะปลูกบริเวณพื้นที่ราบลุ่มและพื้นที่สูงทั่วประเทศ มีทั้งนาชลประทานและนาน้ำฝน แต่การทำนาส่วนใหญ่ของอินโดนีเซียอาศัยน้ำจากระบบชลประทานถึง 85% โดยจะใช้ในพื้นที่เพาะปลูกเป็นที่ราบลุ่ม ซึ่งต้องอาศัยน้ำฝนเพื่อเติมปริมาณน้ำให้กับระบบชลประทานอยู่เสมอ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20231206bc20278019a847782d8f5a849c2b47c2132529.jpg' type='image/jpg' length='402144' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม” ควงแขน “นภินทร” ติดตามงานกรมพัฒน์ฯ ย้ำลุยภารกิจเพื่อประชาชน-ธุรกิจ]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/24133</link>
<guid isPermaLink="false">3d15ac19ed946f31cce8f602895f3518</guid>
<pubDate>Mon, 04 Dec 2023 10:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/656d49f3453be.jpg" style="width: 600px; height: 455px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; ควงแขน &ldquo;นภินทร&rdquo; ติดตามการทำงานกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยงานจดทะเบียนและให้บริการธุรกิจ มุ่งหน้าสู่ดิจิทัลทั้ง 100% มีแผนส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ชัดเจน และมีแผนส่งเสริมธรรมาภิบาลธุรกิจ สั่งการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการนำไปใช้ประโยชน์ ผลักดันธุรกิจสู่องค์กรสีเขียว เตรียมผู้ประกอบการรับมือความท้าทาย และปรับปรุงกฎหมายให้เอื้อต่อการทำธุรกิจ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการติดตามการทำงานที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ภายใต้นโยบาย Quick Win หรือแผนปฏิบัติงานเร่งรัดของรัฐบาล พร้อมด้วยนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ว่า ในด้านการจดทะเบียนและให้บริการข้อมูลธุรกิจ ได้รับการรายงานว่ามีการพัฒนาบริการดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบให้ครบทุกกระบวนงานเป็นดิจิทัล 100% เช่น ระบบจดทะเบียนบริษัทมหาชน หรือ e-PCL ระบบออกใบอนุญาตและหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ระบบจดทะเบียนสมาคมการค้าและหอการค้า พัฒนาแบบฟอร์มคำขอจดทะเบียนนิติบุคคล ในรูปแบบ e-Form รวมขั้นตอนการเริ่มต้นธุรกิจ เช่น การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับกรมสรรพากร เพิ่มประสิทธิภาพระบบบริการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลในการขออนุมัติอนุญาตจากส่วนราชการ โดยปัจจุบันได้เชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลกับหน่วยงานต่าง ๆ แล้ว 165 หน่วยงาน และได้เร่งทำความเข้าใจกับส่วนราชการเพื่อลดภาระภาคธุรกิจ ในการขอข้อมูลนิติบุคคลและสำเนาเอกสารทางทะเบียนเพื่อไปยื่นต่อหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งเพิ่มบริการชุดข้อมูลสนับสนุนการพิสูจน์การยืนยันตัวตนนิติบุคคล (Digital ID) และปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรค ไม่ทันสมัย และให้รองรับการพัฒนาบริการสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ด้านส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ มีเป้าหมายขยายสัดส่วน GDP ของเอสเอ็มอี จาก 34.6% ในปี 2564 เป็น 40% ในปี 2570 โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 ภารกิจ คือ 1.พัฒนาศักยภาพในการปรับตัวของธุรกิจ สร้างความยั่งยืน เตรียมความพร้อมสู่ต่างประเทศ ผลักดันแนวคิดการประกอบธุรกิจด้วยความยั่งยืน ส่งเสริมผู้ประกอบการประยุกต์ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG เตรียมความพร้อมเอสเอ็มอีในการลดก๊าซเรือนกระจก สอดรับแนวทางการประกอบธุรกิจประชาคมเศรษฐกิจโลก 2.สร้างภาคีความร่วมมือในการส่งเสริมธุรกิจ ขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศให้กับเอสเอ็มอี เครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club ธุรกิจแฟรนไชส์ไทย ธุรกิจร้านอาหาร Thai SELECT และสินค้าพื้นถิ่น (OTOP Select) ด้วยการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ผู้ประกอบการรายใหญ่ และแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ 3.ผลักดันให้เกิด MOU อี-คอมเมิร์ซระหว่างกระทรวงพาณิชย์ไทย-จีน สร้างโอกาสทางการค้าและเชื่อมโยงเครือข่ายเอสเอ็มอี จัดงานแสดงสินค้าและบริการของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด จับมือสถาบันการเงินส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และ 4.เสริมสร้างความเชื่อมั่นการใช้หลักประกันทางธุรกิจ พัฒนาองค์ความรู้ผู้ประกอบการ โดยการจัดอบรม สัมมนา และหลักสูตร e-Learning ต่าง ๆ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ด้านกำกับดูแลและสร้างธรรมาภิบาลธุรกิจ ได้รับรายงานว่า มีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนและเกิดความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ โดยจะบูรณาการความร่วมมือสำนักงานบัญชี และสภาวิชาชีพบัญชี เพื่อเพิ่มจำนวนสำนักงานบัญชีคุณภาพ จับมือหน่วยงานพันธมิตร เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมสอบสวนคดีพิเศษ เดินหน้ากำกับดูแล และตรวจสอบเรื่องธรรมาภิบาลการประกอบธุรกิจ และขับเคลื่อนธุรกิจไทยให้มีข้อมูลทางการเงินสอดคล้องกับมาตรฐานสากล</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20231204a06ef6d086fc25ae27e2e57771b43066104855.jpg' type='image/jpg' length='264602' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม”สั่งฟันละเมิดออนไลน์ ช่วย SMEs คุ้มครองไอพี ดันสินค้า GI หนุน Soft Power]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/24131</link>
<guid isPermaLink="false">1dfc295dcc5bed0441f23b280dd2ba8a</guid>
<pubDate>Mon, 04 Dec 2023 10:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/656d35452f0e6.jpg" style="width: 600px; height: 400px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; สั่งการกรมทรัพย์สินทางปัญญา จัดการปัญหาการขายสินค้าละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ป้องกันผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ ภาพลักษณ์ไทยเสียหาย ช่วย SMEs คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ผลักดันสินค้า GI และส่งเสริม Soft Power &ldquo;วุฒิไกร&rdquo; เผยล่าสุดจับมือลาซาด้า ชอปปี้ ติ๊กต๊อก ชอป ช่วยจัดการ หากเจ้าของสิทธิ์พบวางขาย แจ้งเอาออกได้ทันที สถิติแจ้ง 960 รายการ เอาออก 100% ส่วนการปิดเว็บหนัง เพลง 11 เดือนปิดไปแล้ว 88 URLs</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา จัดการกับปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาผ่านช่องทางออนไลน์ เพราะปัจจุบันเป็นช่องทางใหม่ในการค้าขายของผู้ประกอบการไทย แต่ก็มีการใช้โอกาสตรงนี้ นำสินค้าละเมิดมาจำหน่าย ทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ขายสินค้าจริง และทำให้ภาพลักษณ์ของไทยเสียหาย จึงต้องเร่งจัดการและแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้ขอให้ช่วยผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะการจดทะเบียนคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาประเภทต่าง ๆ ทั้งลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ไม่ใช่คิดธุรกิจ ทำธุรกิจขึ้นมาแล้ว พอจะเดินหน้า กลับมีคนนำไปจดก่อน แบบนี้เสียหาย ต้องไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ ส่วนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ต้องผลักดันให้มีการจดเพิ่มขึ้น และช่วยหาตลาด รวมทั้งต้องช่วยส่งเสริมและสนับสนุน Soft Power ของไทย โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายในและภายนอก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า กรมได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับแพลตฟอร์ม ลาซาด้า ชอปปี้ และติ๊กต๊อก ชอป และผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของสิทธิ์จำนวน 30 ราย เพื่อป้องกันการนำสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาไปจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม โดยหากผู้ประกอบการ พบเห็นการนำสินค้าขึ้นไปจำหน่าย ก็จะแจ้งให้แพลตฟอร์มเอาออกได้ทันที หากไม่ยอมเอาออก ก็ให้แจ้งมาที่กรม จะประสานให้แพลตฟอร์มเอาออกให้ ซึ่งที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จ สามารถนำสินค้าละเมิดออกจากแพลตฟอร์มได้ทันที</p>

<p>สำหรับเฟซบุ๊ก ได้มีการประสานไปแล้ว ได้รับการแจ้งว่า ขณะนี้เฟซบุ๊ก กำลังพัฒนาเครื่องมือใหม่ ๆ ที่จะนำมาใช้จัดการกับการขายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยจะมีช่องทางให้รายงาน และจะบริหารจัดการได้ดีขึ้นกว่าเดิม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการจัดการปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ และเพลง หากผู้ประกอบการพบเห็นว่ามีการละเมิดทางเว็บไซต์ใด สามารถแจ้งได้ที่กรม หรือแจ้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ทำเรื่องขอศาลให้สั่งปิดเว็บไซต์ หรือทั้งโดเมนเนมได้ และกรมยังได้หารือกับสมาคมโฆษณา งดโฆษณาบนเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมาย เพื่อตัดช่องทางการมีรายได้แล้ว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการดำเนินการระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาผ่านแพลตฟอร์มลาซาด้า ชอปปี้ และติ๊กต็อก ชอป ล่าสุด มีการขอให้ระงับรวม 960 รายการ และแพลตฟอร์มได้ระงับรวม 960 รายการ คิดเป็นความสำเร็จ 100% โดยสินค้าที่มีการแจ้งว่ามีการละเมิด ได้แก่ อะไหล่ยนต์ หรือเครื่องยนต์ รองเท้า ลิขสิทธิ์เพลง เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ตลับหมึกโทนเนอร์ เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านการลบข้อมูล หรือปิด URLs ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 20 (3) ในช่วง 11 เดือนของปี 2566 (ม.ค.-พ.ย.) ได้มีคำสั่งปิดไปแล้ว 88 URLs และในช่วง 11 เดือนปี 2566 มีการจับกุมสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญารวม 181 คดี ของกลาง 71,770 ชิ้น มูลค่า 25.6 ล้านบาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2023120467b2cdda4ed01ee19a2f571ffa4f6e0f104721.jpg' type='image/jpg' length='343156' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”หารือบังกลาเทศ ชงเดินหน้าทำ FTA ยันพร้อมร่วมประชุม JTC ครั้งที่ 6]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/23908</link>
<guid isPermaLink="false">7300599315633e2d0c91618f790b70b0</guid>
<pubDate>Fri, 01 Dec 2023 13:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/6569684677da8.jpg" style="width: 600px; height: 400px;" /></p>

<p><strong>&ldquo;รองปลัดพาณิชย์&rdquo; ต้อนรับรองปลัดพาณิชย์ บังกลาเทศ และคณะนักธุรกิจจากสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมบังกลาเทศ&ndash;ไทย หารือยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุน ชงเดินหน้าทำ FTA ระหว่างกันโดยเร็ว ส่วนการประชุม JTC ครั้งที่ 6 เดือน มี.ค.67 ที่กรุงธากา เสนอรัฐมนตรีพาณิชย์พิจารณาแล้ว ย้ำไทยมีแผนร่วมมือบังกลาเทศขยายการค้าต่อเนื่อง ทั้งจัดเจรจาการค้า จัดงาน Top Thai Brands 2024 และเชิญผู้ประกอบการบังคลาเทศร่วมงาน และซื้อสินค้าในงานแสดงสินค้าในไทย</strong><br />
<br />
นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับ นายโมฮัมเหม็ด อับดุล ราฮิม ข่าน รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ ว่า กระทรวงพาณิชย์มีความยินดีที่ได้ให้การต้อนรับรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ บังกลาเทศ และคณะผู้แทนสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมบังกลาเทศ&ndash;ไทย (BTCCI) ในโอกาสที่เดินทางเยือนประเทศไทย และได้ใช้โอกาสนี้หารือการต่อยอดความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทย-บังกลาเทศ โดยเฉพาะการการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-บังกลาเทศ การประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย-บังกลาเทศ ครั้งที่ 6 ในช่วงต้นเดือน มี.ค.2567 และแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนของสองประเทศ เป็นต้น<br />
<br />
&ldquo;ได้แจ้งกับทางบังกลาเทศไปว่า แม้รัฐบาลไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเข้ามารับหน้าที่บริหารประเทศ แต่มีความชัดเจนในเรื่องนโยบายด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน โดยรัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับการสร้างรายได้ให้กับประเทศ โดยมีนโยบายที่สำคัญ ได้แก่ การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก การเร่งเจรจา FTA การเพิ่มความน่าสนใจของไทยในฐานะ Hub ของอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง และอุตสาหกรรมเพื่อความยั่งยืน และเห็นว่า ไทยและบังกลาเทศมีศักยภาพที่จะขยายมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างกันอีกมาก ทั้งสองฝ่ายจึงควรแสวงหาแนวทางส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลง FTA ไทย-บังกลาเทศให้ได้โดยเร็ว&rdquo;นายเอกฉัตรกล่าว<br />
<br />
ทั้งนี้ ไทยได้ยืนยันว่า การจัดทำ FTA ไทย&ndash;บังกลาเทศ จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขยายมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งที่ผ่านมา ไทยได้จัดทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลง FTA ไทย-บังกลาเทศ ตามผลลัพธ์การประชุม JTC ไทย-บังกลาเทศ ครั้งที่ 4 เมื่อปี 2560 และได้รายงานผลการศึกษาเบื้องต้นให้บังกลาเทศทราบในการประชุม JTC ไทย-บังกลาเทศ ครั้งที่ 5 เมื่อปี 2563 แล้ว และได้ขอทราบความคืบหน้าการดำเนินการจัดทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลง FTA กับไทย (Feasibility Study)</p>

<p>ส่วนการประชุม JTC ไทย&ndash;บังกลาเทศ ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 3-4 มี.ค.2567 ณ กรุงธากา กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พิจารณาเข้าร่วมการประชุมในช่วงเวลาดังกล่าว และจะแจ้งผลให้บังกลาเทศทราบต่อไป โดยไทยเห็นว่า การประชุม JTC ไทย-บังกลาเทศ เป็นกลไกหารือด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยและบังกลาเทศที่สำคัญระหว่างสองประเทศ และการประชุม JTC ไทย-บังกลาเทศ ครั้งที่ 6 จะเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองฝ่ายจะติดตามและแสวงหาแนวทางในการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ ระหว่างกัน ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลง FTA ไทย-บังกลาเทศ<br />
<br />
นายเอกฉัตรกล่าวว่า ไทยได้ยืนยันว่าให้ความสำคัญกับตลาดบังกลาเทศ โดยในปี 2567 มีแผนที่จะร่วมมือกับบังกลาเทศในการขยายการค้าอย่างต่อเนื่อง เช่น การนำคณะนักธุรกิจบังกลาเทศจาก BTCCI เข้าร่วมกิจกรรมนัดหมายเจรจาการค้า และลงพื้นที่ศึกษาดูงานในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 29 พ.ย.&ndash;2 ธ.ค.2566 โดยคาดหวังว่าจะช่วยต่อยอดการค้าระหว่างกันได้เพิ่มขึ้น และการจัดโครงการ Top Thai Brands 2024 ณ กรุงธากา ซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นในเดือนก.ค.2567 และงานแสดงสินค้าในไทย เช่น Bangkok Gems &amp; Jewelry Fair, THAIFEX &ndash; HOREC ASIA, STYLE Bangkok, THAIFEX &ndash; ANUGA ASIA, TILOG &ndash; Logistix และ Bangkok RHVAC and Bangkok E&amp;E ซึ่งจะจัดขึ้นตั้งแต่ก.พ.-ก.ย.2567 ซึ่งได้เชิญชวนให้ผู้ประกอบการบังกลาเทศเข้าร่วม และช่วยประชาสัมพันธ์ให้ผู้ซื้อ ผู้นำเข้ามาร่วมงานด้วย<br />
<br />
ในปี 2565 การค้าระหว่างไทย-บังกลาเทศ มีมูลค่า 1,254.09 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2.5% จากปี 2564 แบ่งเป็นการส่งออกของไทยไปยังบังกลาเทศ 1,170.95 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 4.95% และการนำเข้าของไทยจากบังกลาเทศมูลค่า 83.14 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 53.00% และในช่วง 10 เดือนของปี 2566 การค้าระหว่างกันมีมูลค่า 880.37 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 19.16% จากช่วงเดียวกันของปี 2565 แบ่งเป็นการส่งออกของไทยไปบังกลาเทศมูลค่า 799.42 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 21.63% และการนำเข้าของไทยจากบังกลาเทศมูลค่า 80.95 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.37%<br />
<br />
นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ไทยได้ดำเนินโครงการให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศพัฒนาน้อยที่สุดโดยการยกเลิกภาษีนำเข้าและการจำกัดปริมาณนำเข้า ระยะที่ 2 (โครงการ DFQF) ตั้งแต่ปี 2564 และบังกลาเทศเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าวของไทย โดยปี 2565 บังกลาเทศใช้สิทธิพิเศษภายใต้โครงการ DFQF ในการส่งออกสินค้ามายังไทยมูลค่า 379,297 ดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมสินค้า อาทิ เมล็ดงา ภาชนะที่ใช้ในครัวเรือนที่ทำด้วยพลาสติก และเชือกที่ทำจากปอกระเจา เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20231201da8e383d4431ec0532c6c2cd1632d2f1132100.jpg' type='image/jpg' length='206509' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม” เตรียมชง ครม. เห็นชอบ พ.ร.บ.ประมง ฉบับใหม่ ปลดไทยพ้นทาสไอยูยู]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/23905</link>
<guid isPermaLink="false">053e0885e38797766b1cdfcf57b8fa04</guid>
<pubDate>Fri, 01 Dec 2023 12:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/65684a2c468de.jpg" style="width: 600px; height: 397px;" /></p>

<p><strong>&rdquo;ภูมิธรรม&ldquo; เผยเตรียมชง ครม.เห็นชอบ พ.ร.บ.ประมง ที่รัฐบาลแก้ไขใหม่ หวังปลดไทยหลุดพ้นทาสไอยูยู คืนความเป็นธรรมให้ชาวประมง และฟื้นอุตสาหกรรมประมง พร้อมเรียกร้องอียู ช่วยเหลือเยียวยา &ldquo;ปลอดประสบพ&rdquo; ชี้ ผลแก้ปัญหาไอยูยูรัฐบาลก่อน ทำลายประมงไทย สร้างความเสียหายช่วง 7-8 ปี สูงถึง 3.2 ล้านล้านบาท</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการประมงทะเล เพื่อฟื้นฟูการประมงทะเลและอุตสาหกรรมการประมง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.การประมง เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมประมงไทยว่า รัฐบาลชุดนี้ จะแก้ไขพ.ร.บ.ประมง และกฎหมายระดับรอง ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ไม่รายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) ที่ออกโดยรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งบางฉบับเป็นการออกโดยมาตรา 44 ล่าสุด การแก้ไขกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว เพราะนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ดำเนินการเร่งด่วนให้เสร็จสิ้นภายใน 99 วันแรกของรัฐบาล โดยเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการประมงทะเลฯ ในวันที่ 15 ธ.ค.2566 จากนั้นจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วเข้าสู่รัฐสภาได้ราวต้นปี 2567 เพื่อออกเป็นกฎหมายให้มีผลบังคับใช้ต่อไป ขณะเดียวกัน ก็จะนำการปรับปรุงแก้ไขนี้เจรจากับสหภาพยุโรป (อียู) ด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ผมเคยหารือกับท่านทูตอียูประจำประเทศไทย แจ้งให้ท่านทราบว่า ที่ผ่านมา ไทยปรับปรุงแก้ไขการทำประมง เพื่อให้ถูกต้องตามกฎกติกาของอียู และระดับสากล แต่เป็นการทำลายอุตสาหกรรมประมงไทย ที่ครั้งหนึ่ง เราเคยเป็นเจ้าสมุทร หรือส่งออกได้เป็นอันดับ 1 ของโลก อียูจะช่วยเหลือเยียวยาอย่างไร เช่น มีเงินชดเชย ส่งคนมาให้ความรู้ด้านการทำประมง ผ่อนคลายกฎกติกาต่าง ๆ หรือไม่ เมื่อรัฐบาลนี้มา เราก็ต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับกลุ่มประมง ที่จะช่วยแก้ปัญหาให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมั่นใจว่า กฎหมายนี้จะผ่านความเห็นชอบ และมีผลบังคับใช้ได้&rdquo;</p>

<p>ทั้งนี้ เมื่อนำไปเจรจากับอียูแล้ว อียูจะเห็นด้วย หรือจะให้ธงเหลือง ธงแดงกับไทยอีกหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่จะต้องเจรจา เชื่อมั่นว่า จะเจรจาได้ เพราะนายปลอดประสพ สุรัสวดี ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และเชี่ยวชาญเรื่องการประมงอยู่แล้ว จะเป็นหัวหน้าคณะเจรจากับอียู<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายปลอดประสพ รองประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการประมงทะเลฯ กล่าวว่า ในการปรับปรุง พ.ร.บ.ประมง ที่ดำเนินการเสร็จแล้ว ได้แก้ไขทั้งหมด 33 มาตรา ยกเลิก 2 มาตรา และเพิ่มเติมอีก 6 มาตรา รวมเป็น 41 มาตรา เช่น ประเทศไทย น่านน้ำไทย ต้องใช้กฎหมายไทย , ให้ความสำคัญกับอาชีพประมง ไม่ใช่โจร เพราะกฎหมายเดิม ชาวประมงเหมือนเป็นโจร หากทำอะไรผิดจากที่กฎหมายกำหนด ก็จะต้องถูกจับ หรือลงโทษ , ยกเลิกการจับแบบกวาดล้างไปทั่ว ส่วนบทลงโทษ จะปรับให้เหมาะสม ไม่หนักเกินไป เป็นต้น และคณะกรรมการประมงแห่งชาติ ยังได้ยกเลิกคำสั่งที่ไม่เห็นชอบด้วยกฎหมาย 8 เรื่อง หรือคำสั่งทาส ซึ่งเกี่ยวกับไอยูยู 3 เรื่อง ที่ให้อำนาจจับกุม ติดตามประมงผิดกฎหมาย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การแก้ไขปัญหาไอยูยูของรัฐบาลก่อน ที่ออกกฎหมายแก้ปัญหาไอยูยูโดยไม่ศึกษาไตร่ตรองให้ดีก่อน เป็นการทำลายอุตสาหกรรมประมงไทย ส่งผลให้ผู้ประกอบการประมงถูกดำเนินคดีนับหมื่นราย มีเรือประมงกว่า 3,000 ลำ ถูกบังคับให้ต้องจอด อีกทั้งยังมีบทลงโทษที่รุนแรง อุตสาหกรรมเสียหายมากถึง 3-4 แสนล้านบาทต่อปี ในเวลา 7-8 ปีของรัฐบาลก่อน รวมความเสียหายสูงถึงราว 3.2 ล้านล้านบาท และยังกระทบต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรม เช่น โรงงานน้ำแข็ง ห้องเย็น สถานีน้ำมัน สะพานปลา ตลาดปลา แพปลา ท่าเทียบเรือ จึงถือเป็นวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลนี้ต้องทำให้เสร็จภายใน 99 วันแรก เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ชาวประมง และฟื้นคืนชีวิตให้อุตสาหกรรมประมงไทย&rdquo;นายปลอดประสพกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20231201ba5a5c28276ff1c50273374105d3a264120400.jpg' type='image/jpg' length='291746' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.ชี้เป้าใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ช่วยลดต้นทุน เพิ่มโอกาสทำธุรกิจ]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/23904</link>
<guid isPermaLink="false">0a131584f6aef80953b64d5afb578084</guid>
<pubDate>Fri, 01 Dec 2023 11:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>

<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1254/6568432424ac4.jpg" style="width: 600px; height: 456px;" /></p>

<p><strong>สนค.เผยเศรษฐกิจหมุนเวียน มีการขยายตัวต่อเนื่อง และมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น มีหลายประเทศนำแนวคิดมาปรับใช้ในการทำธุรกิจ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างรายได้รูปแบบใหม่ ส่วนพาณิชย์มีการเดินหน้าส่งเสริมเต็มที่ ทั้งจัดงานช่วยเปิดตัวสินค้า BCG ช่วยพัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แนะเอกชนมุ่งเศรษฐกิจหมุนเวียน ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุน แต่ยังช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าได้เพิ่มขึ้น</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีการวางแผนและมีกระบวนการนำทรัพยากร วัสดุ และผลิตภัณฑ์ที่เหลือจากการผลิตหรือการบริโภคทั้งหมด กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เพื่อให้เกิดของเสียและใช้ทรัพยากรใหม่ให้น้อยที่สุด มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โดยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต และการบริโภค ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม ทำให้ผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมลดลง เนื่องจากการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยชะลอการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงาน ทำให้สามารถนำทรัพยากรที่ใช้แล้วถูกนำกลับมาผลิตหรือใช้งานใหม่ ได้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ เนื่องจากช่วยลดต้นทุนการผลิต เสริมประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในการผลิตสินค้าและธุรกิจบริการ สร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยก่อให้เกิดรูปแบบธุรกิจแนวใหม่ที่ช่วยสร้างงานและสร้างรายได้ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยข้อมูลจากฐานข้อมูลด้านการตลาดและอุตสาหกรรม Statista ระบุว่า ในปี 2565 เศรษฐกิจหมุนเวียนทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 3.39 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในปี 2569 เป็นประมาณ 7.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจากตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจหมุนเวียนดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แนวโน้มตลาดและการบริโภคของผู้บริโภคยุคใหม่ได้เปิดรับสินค้า ผลิตภัณฑ์ และบริการที่มีการประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลจาก Ellen MacArthur Foundation (EMF) ที่กล่าวถึงโอกาสสําคัญต่อภาคธุรกิจที่เกิดจากการประยุกต์ใช้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้แก่ 1.โอกาสในการทํากําไร 2.โอกาสด้านความมั่นคงและความยืดหยุ่นของอุปทานที่มีเพิ่มขึ้น 3.โอกาสจากความต้องการที่มีต่อโมเดลธุรกิจบริการในรูปแบบใหม่ และ 4.โอกาสในการขยายความสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าใหม่</p>

<p>นายพูนพงษ์กล่าวว่า การเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนถือเป็นการสร้างโอกาสในการพัฒนาธุรกิจรูปแบบใหม่ที่มีศักยภาพและสามารถเติบโตได้ดีในอนาคต เช่น ธุรกิจที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ธุรกิจที่มุ่งเน้นการเช่าซื้อแทนการขายขาด ธุรกิจบริการประเภทซ่อมบำรุง และธุรกิจบริการโลจิสติกส์แบบย้อนกลับ (Reverse Logistics) และจัดการวัสดุ<br />
<br />
มีตัวอย่างธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จในต่างประเทศ คือ Repair Caf&eacute; ที่มีจุดเริ่มต้นจากเนเธอร์แลนด์ ได้กลายเป็นร้านต้นแบบให้อีกหลายประเทศนำไปทำตามอีกกว่า 2,000 แห่ง โดย Repair Caf&eacute; ถือเป็นสถานที่ที่ตอบโจทย์การพบปะกัน ระหว่างคนที่ชอบซ่อมแซมสิ่งของเครื่องใช้และผู้ที่นำเอาของใช้ที่เสียแล้วมาซ่อม และมีอาหารเครื่องดื่มไว้ให้บริการ Library of Things หรือห้องสมุดสรรพสิ่ง เป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่น่าสนใจจากสหราชอาณาจักร ที่มุ่งสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนสิ่งของกันในชุมชน โดยห้องสมุดสรรพสิ่งคือแพลตฟอร์มให้ผู้คนสามารถเชื่อมโยงกัน และนำของที่มีอยู่ทุกชนิดมาแลกเปลี่ยนกันใช้สอย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้บริการสามารถยืม เช่า แลกเปลี่ยน สิ่งของเหล่านั้นได้ เป็นต้น และ Too Good To Go คือ สตาร์ตอัปที่เริ่มก่อตั้งในเดนมาร์ก และขยายเครือข่ายไปกว่า 17 ประเทศ อาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน แคนาดา และสหรัฐอเมริกา โดยพัฒนาแอปพลิเคชันที่เป็น &ldquo;ตัวกลาง&rdquo; ให้ร้านค้าหรือร้านอาหารโพสต์ขาย &ldquo;อาหารหรือวัตถุดิบส่วนเกิน&rdquo; ในแต่ละวัน ในราคาที่ถูกลง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับกระทรวงพาณิชย์ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้มีการจัดทำกิจกรรมผลักดันการค้าสินค้าที่สอดคล้องกับแนวเศรษฐกิจหมุนเวียนควบคู่กับความต้องการของตลาดโลก เช่น &nbsp;งาน Thailand Local BCG Plus Expo 2023 ประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลาย ทั้งงานเสวนาเสริมสร้างศักยภาพธุรกิจ และการเจรจาธุรกิจกับผู้นำเข้าในต่างประเทศ เพื่อขยายตลาดสินค้า Bio-Circular-Green-Economy (BCG) ของไทยให้กว้างขวางขึ้น และโครงการพัฒนาผลผลิตเหลือใช้ทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์สู่ตลาดสากล (DEsign from Waste of Agriculture and Industry: DEWA &amp; DEWI) ที่มีการนำเสนอผลงานต้นแบบสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาสินค้าและออกแบบสินค้าให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการวางแผนธุรกิจและการตลาด เพื่อต่อยอดสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่ม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ภาครัฐและภาคเอกชนควรติดตามและใช้ประโยชน์จากแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเฉพาะภาคเอกชนที่หากนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ จะได้ประโยชน์ทั้งในด้านการลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การค้า และการให้บริการ ตลอดจนมีโอกาสในการสร้างรายได้จากการทำธุรกิจรูปแบบใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับแนวโน้มผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพราะการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนจะเป็นผลดีต่อประเทศ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันผลักดันอย่างจริงจัง ก็จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของไทยและกระตุ้นให้เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเติบโตอย่างยั่งยืน&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20231201d8c54a73008ef8c404a2bfc5a00246c1115922.jpg' type='image/jpg' length='258533' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม” มอบของขวัญปีใหม่ จัด “นิวเยียร์ เมกะเซลล์” ลดค่าครองชีพคนไทยครั้งใหญ่]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/23713</link>
<guid isPermaLink="false">f00b30ba624334bd16bfe70ae6937f74</guid>
<pubDate>Thu, 30 Nov 2023 13:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; เผยพาณิชย์เตรียมจัดหนัก จัด &ldquo;นิวเยียร์ เมกะเซลล์&rdquo; ลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ ช่วยลดภาระค่าครองชีพเป็นของขวัญปีใหม่ให้คนไทย ในกรุงเทพฯ จัดที่เมืองทองธานี 20-24 ธ.ค.นี้ ส่วนต่างจังหวัด ห้างลดราคาพร้อมกันทั้งประเทศ 15 ธ.ค.66-15 ม.ค.67 คาดช่วยเซฟเงินในกระเป๋ากว่า 1,000 ล้านบาท</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้มีการหารือกับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ และแพลตฟอร์มออนไลน์ และได้ข้อสรุปที่จะจัดงาน &ldquo;นิวเยียร์ เมกะเซลล์&rdquo; ซึ่งเป็นการปรับลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ ในการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับคนไทยทั้งประเทศ<br />
<br />
โดยการจัดงาน กำหนดจัดที่เมืองทองธานี ในวันที่ 20-24 ธ.ค.2566 มีสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค ของใช้ประจำวัน เพื่อให้ชาวกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ได้มาซื้อสินค้า ส่วนในต่างจังหวัด จะเป็นการลดราคาในห้างทุกสาขาทั่วประเทศ กำหนดจัดช่วงวันที่ 15 ธ.ค.2566-15 ม.ค.2567</p>

<p>&ldquo;ขณะนี้กรมการค้าภายในกำลังอยู่ระหว่างการหารือกับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และห้างต่าง ๆ ที่จะเข้าร่วมโครงการ รวมถึงรายละเอียดสินค้า สินค้าที่จะนำมาลดราคา โดยลดแน่ ๆ ลดมากด้วย ส่วนจะลดเท่าไร เดี๋ยวจะมีรายละเอียดออกมา โดยวันเปิดงานที่เมืองทองธานี จะเชิญนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาเปิดงานด้วย และตั้งเป้าการจัดงานครั้งนี้ ประเมินว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนได้กว่า 1,000 ล้านบาท&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการที่รัฐบาลจะมีการปรับขึ้นราคาค่าไฟฟ้า และปล่อยให้ราคาน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติ หลังพ้นช่วงระยะเวลาตรึงราคา จะมีผลกระทบต่อต้นทุนราคาสินค้าหรือไม่นั้น กระทรวงพาณิชย์ได้มีการติดตามอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว และเมื่อถึงเวลา เชื่อว่าทุกฝ่ายจะมีทางออก เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ ส่วนการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ยังต้องรอดู เพราะยังไม่มีการปรับขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20231130b88488355ee6edf407ddee4c7044c104133030.jpg' type='image/jpg' length='211457' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.ชี้เป้าตามหาอินฟลูเอนเซอร์ รีวิวสินค้าเกษตร เน้นคนชุมชนยอมรับ เพิ่มโอกาสทำเงิน]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/22814</link>
<guid isPermaLink="false">5146f05d1d8c4d7c39e9adda63420fc2</guid>
<pubDate>Fri, 24 Nov 2023 13:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.ชี้เป้าตามหาอินฟลูเอนเซอร์ ช่วยรีวิวสินค้าและบริการไทย ตามนโยบาย &ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; หากเป็นสินค้าเกษตร ต้องเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับจากชุมชน เพื่อดึงการมีส่วนร่วมของชุมชน ด้านการทำคอนเทนต์ต้องมีความรู้ด้านการเกษตร สามารถสื่อสารให้เข้าใจได้ง่าย ถึงจะช่วยเกษตรกรทำเงิน ระบุอินฟลูเอนเซอร์มีอิทธิพลจริง คนชอบดูรีวิวก่อนตัดสินใจซื้อ เผยติ๊กต๊อกมาแรง &nbsp;</strong>&nbsp;<br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงแนวทางการค้นหาอินฟลูเอนเซอร์รีวิวสินค้าและบริการของไทย ตามนโยบายนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ค้นหาอินฟลูเอนเซอร์มารีวิวสินค้าและบริการของไทยผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เพื่อเพิ่มช่องทางให้คนรู้จักและตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการของไทยเพิ่มขึ้น ว่า อินฟลูเอนเซอร์ที่ได้รับการคัดเลือก จะต้องได้รับการยอมรับจากชุมชน เพราะเป็นปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เนื่องจากการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน จะช่วยส่งเสริมให้ชุมชนเห็นประโยชน์ร่วมกันในการร่วมมือกันผลักดันสินค้าของตนให้เป็นที่รู้จัก ส่วนการทำคอนเทนต์ หรือเนื้อหาที่ต้องการสื่อสาร ก็ต้องให้ความสำคัญต่อการให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้าเกษตรของไทย เพื่อสร้างการรับรู้เชิงลึก และช่วยให้เกษตรกรสามารถต่อยอดสร้างรายได้ต่อไปในอนาคต<br />
<br />
ทั้งนี้ มีกรณีตัวอย่างของศูนย์การเรียนรู้เชียงแสนมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ด้านกระบวนการสร้างบุคคลที่จะเป็นผู้ทรงอิทธิพลบนโลกออนไลน์ด้านการเกษตรท้องถิ่น ควรมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1.มีองค์ความรู้ด้านการเกษตรกรรมเพื่อให้ความรู้ในการทำการเกษตรกรรมได้ถูกต้องและน่าเชื่อถือ 2.มีประสบการณ์ด้านการเกษตรกรรม เนื่องจากประสบการณ์ของผู้ถ่ายทอดหรือความเชี่ยวชาญของบุคคลที่ นำเสนอจะช่วยสร้างความน่าสนใจและนำไปสู่เทคนิคที่สำคัญได้ 3.มีรูปแบบหรือสไตล์ที่เป็นกันเอง กล่าวคือ สามารถใช้ภาษาถิ่นที่เป็นภาษาใกล้ชิดกับกลุ่มผู้ติดตาม และมีเทคนิคการนำเสนอที่น่าสนใจ และ 4.มีมุมมองการถ่ายทอด เรื่องเกษตรกรรม โดยเฉพาะการเล่าเรื่องที่เฉียบคม น่าสนใจสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันหรือใช้ในการประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
<br />
ส่วนกระทรวงพาณิชย์ จะต้องสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจให้กับอินฟลูเอนเซอร์รุ่นใหม่ในการเรียนรู้ภาคเกษตรกรรมและผลิตภัณฑ์การเกษตรของไทยเชิงลึกมากขึ้น เพื่อเป็นตัวแทนในการประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรไทย ไปยังสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ และตรงกลุ่มเป้าหมาย และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรได้ตามเป้า</p>

<p>นายพูนพงษ์กล่าวว่า การเติบโตของตลาดอินฟลูเอนเซอร์ มีความสำคัญต่อการทำการตลาดสินค้าและบริการในปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้มีอิทธิพลต่อความคิดและการตัดสินใจของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ขณะที่อิทธิพลดังกล่าวขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ติดตามของอินฟลูเอนเซอร์ โดยมีการแบ่งอินฟลูเอนเซอร์เป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1.นาโนอินฟลูเอนเซอร์ (Nano Influencer) มีผู้ติดตาม 1,000&ndash;10,000 คน 2.ไมโครอินฟลูเอนเซอร์ (Micro Influencer) มีผู้ติดตาม 10,000&ndash;100,000 คน 3.แมคโครอินฟลูเอนเซอร์ (Macro Influencer) มีผู้ติดตาม 100,000&ndash;1,000,000 คน และ 4.เมกะ/เซเลบริตี้อินฟลูเอนเซอร์ (Mega/ Celebrity Influencer) มีผู้ติดตาม มากกว่า 1,000,000 คนขึ้นไป<br />
<br />
โดยหากยอดผู้ติดตามมาก ก็ยิ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการมากขึ้น เพราะสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคนี้ โดยเฉพาะกลุ่มคน Gen Y และ Gen Z ส่วนใหญ่ที่มีพฤติกรรมการรับชมการรีวิวจากอินฟลูเอนเซอร์ก่อนตัดสินใจซื้อ จากการการนำเสนอในรูปแบบการแชร์ประสบการณ์ตรงที่ได้รับจากการทดลองใช้สินค้า และบรรยายสรรพคุณอย่างละเอียด ซึ่งถือเป็นการตลาดแบบ &ldquo;ปากต่อปาก&rdquo; เหมือนเพื่อนบอกต่อสิ่งดี ๆ ให้แก่กัน ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายกว่าการรับชมผ่านโฆษณาทั่วไป<br />
<br />
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมที่มีการใช้การตลาดอินฟลูเอนเซอร์มากที่สุดของประเทศไทยในปี 2565 อันดับ 1 ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 39 อันดับ 2 ได้แก่ แฟชันและความงาม ร้อยละ 17.4 และ อันดับ 3 ได้แก่ อุปกรณ์เสริม (Gadgets) และแบรนด์เครื่องมือสื่อสาร มีสัดส่วนร้อยละ 10.6 เท่ากัน และเมื่อพิจารณาด้านช่องทาง พบว่า เฟซบุ๊ก (Facebook) เป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมสูงสุด คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 35.3 รองลงมา ได้แก่ อินสตาแกรม (Instagram) ร้อยละ 24.2 ยูทูบ (YouTube) ร้อยละ 16.5 ติ๊กต๊อก (TikTok) ร้อยละ 14.6 และทวิตเตอร์ (Twitter) ร้อยละ 9.4 ตามลำดับ โดยในบรรดาแพลตฟอร์มเหล่านี้ ติ๊กต๊อกเป็นแพลตฟอร์มที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดมากที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ประเภท Nano Influencer และ Micro Influencer<br />
<br />
สำหรับรายงานการสำรวจ The State of Influencer Marketing 2023 โดย Influencer Marketing Hub เว็บไซต์ด้านการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังของโลก พบว่า การตลาดอินฟลูเอนเซอร์ทั่วโลกเริ่มต้นในปี 2549 ด้วยมูลค่าตลาดเพียง 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ จนกระทั่งถึงปี 2565 มีมูลค่าสูงถึง 16,400 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดการณ์ว่าในปี 2566 จะเติบโตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 28.67 จากปีก่อนหน้า หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 21,100 ล้านเหรียญสหรัฐ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202311249214e8adbb4c48d9be49a667794e0a82131410.jpg' type='image/jpg' length='292830' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.แนะเกษตรกรไทย เรียนรู้ญี่ปุ่นติดฉลากลดปล่อยก๊าซ นำปรับใช้มุ่งเกษตรสีเขียว]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/22366</link>
<guid isPermaLink="false">d7fa5e27cf1d650014d0ddc6fb68de4e</guid>
<pubDate>Wed, 22 Nov 2023 10:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยญี่ปุ่นเตรียมติดฉลากลดก๊าซเรือนกระจกในสินค้าเกษตรกลุ่มผักและผลไม้สด ดีเดย์ เม.ย.67 ครอบคลุมสินค้า 23 รายการ เดินหน้าส่งเสริมการบริโภคสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืน แนะเกษตรกรไทยเรียนรู้ ปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นข้อมูลให้คู่ค้า และสร้างโอกาสขายให้สินค้าเกษตรไทย&nbsp;</strong>&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ติดตามสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตร รวมทั้งนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง พบว่า ญี่ปุ่นกำลังดำเนินโครงการนำร่องติดฉลากลดก๊าซเรือนกระจกในสินค้าเกษตรกลุ่มผักและผลไม้สด เพื่อสื่อสารความพยายามลดก๊าซเรือนกระจกของเกษตรกรและผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค โดยคาดว่าจะใช้ระบบการติดฉลากลดก๊าซเรือนกระจกในสินค้าเกษตรอย่างเป็นทางการในช่วงเดือน เม.ย.2567 รวมทั้งจะขยายกลุ่มสินค้าให้ครอบคลุมกลุ่มปศุสัตว์ ได้แก่ โคนม โคเนื้อ และสุกร ด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การดำเนินการข้างต้น เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระบบอาหารยั่งยืน หรือยุทธศาสตร์ MIDORI (MIDORI ภาษาญี่ปุ่น แปลว่า สีเขียว) ของกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง ประเทศญี่ปุ่น ที่ออกมาเมื่อช่วงเดือน พ.ค.2564 โดยการส่งเสริมการบริโภคสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืน เป็นหนึ่งในเป้าหมายของยุทธศาสตร์ดังกล่าว&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า การติดฉลากลดก๊าซเรือนกระจกในสินค้าเกษตรกลุ่มผักและผลไม้สด ครอบคลุมสินค้า 23 รายการ ได้แก่ ข้าว มะเขือเทศ มะเขือเทศเชอร์รี่ แตงกวา มะเขือยาว ผักโขม ต้นหอม หัวหอม ผักกาดขาวปลี กะหล่ำปลี ผักกาดหอม หัวไชเท้า แครอท หน่อไม้ฝรั่ง แอปเปิ้ล ส้มแมนดาริน องุ่น ลูกแพร์ญี่ปุ่น ลูกพีช สตรอเบอร์รี่ มันฝรั่ง มันเทศ และชา โดยปัจจุบันมีร้านค้าทั้งร้านค้าปลีกและร้านอาหารเข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ จำนวน 271 แห่ง (ข้อมูล ณ ก.ย.2566) โดยฉลากจะมีการแสดงสัญลักษณ์เป็นรูปดาว จำนวน 3 ดวง หากสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ร้อยละ 5 จะได้ 1 ดาว ลดลงได้ร้อยละ 10 จะได้ 2 ดาว และลดลงได้ร้อยละ 20 หรือมากกว่า จะได้ 3 ดาว และยังมีการแจ้งรายละเอียดวิธีการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ใช้พลังงานชีวมวล</p>

<p>ทั้งนี้ ฉลากดังกล่าว จะทำให้ผู้บริโภคมองเห็นภาพการลดก๊าซเรือนกระจกของสินค้าเกษตรและเป็นการสื่อสารความพยายามของเกษตรกรผู้ผลิตในการลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมแบบเข้าใจง่าย รวมทั้งเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม<br />
<br />
ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง ของญี่ปุ่น ยังอยู่ระหว่างการสำรวจผู้บริโภคเพื่อประเมินการตอบรับและการรับรู้ต่อฉลากลดก๊าซเรือนกระจก เช่น ความน่าสนใจของฉลาก และการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าเกษตรที่มีฉลากลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งเตรียมดำเนินการในสินค้าโคเนื้อ โคนม และสุกร เพื่อขยายให้ครอบคลุมกลุ่มสินค้าปศุสัตว์ต่อไป โดยมีการรวบรวมข้อมูล และสรุปแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสมของโครงการนำร่องดังกล่าว และมีแผนจะนำระบบการติดฉลากลดก๊าซเรือนกระจกในสินค้าเกษตรไปใช้อย่างเป็นทางการในช่วงเดือน เม.ย.2567<br />
<br />
&ldquo;ปัจจุบันตลาดคู่ค้าที่สำคัญของไทยกำลังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการบริโภคสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ญี่ปุ่น ให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจก โดยมีร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเป็นตลาดรองรับสินค้าที่มีฉลากลดก๊าซเรือนกระจกเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างความตระหนักต่อการเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น ดังนั้น เกษตรกรและผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญ จึงควรปรับปรุงการเพาะปลูกและกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยควรเริ่มเก็บข้อมูลการเพาะปลูก เพื่อคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและขอรับรองฉลากคาร์บอน ฟุตพริ้นท์เพื่อเป็นข้อมูลให้กับตลาดคู่ค้าที่ให้ความสำคัญและต้องการสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในช่วง 9 เดือน ปี 2566 (ม.ค.-ก.ย.) ไทยส่งออกสินค้าไปญี่ปุ่น รวมมูลค่า 18,856.94 ล้านเหรียญสหรัฐ (643,053.3 ล้านบาท) เพิ่ม 0.1% โดยสินค้ากลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร มีมูลค่ารวม 3,685.79 ล้านเหรียญสหรัฐ (125,765.4 ล้านบาท) ลด 7.1% คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าไปญี่ปุ่นทั้งหมด สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรส่งออกไปญี่ปุ่นที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ไก่แปรรูป มีมูลค่าส่งออก 1,023.78 ล้านเหรียญสหรัฐ (34,937.0 ล้านบาท) 2.อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป 504.03 ล้านเหรียญสหรัฐ (17,195.2 ล้านบาท) และ 3.ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง 321.88 ล้านเหรียญสหรัฐ (10,987.9 ล้านบาท) ส่วนสินค้าผักสด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง มีมูลค่าส่งรวม 70.12 ล้านเหรียญสหรัฐ (2,390.3 ล้านบาท) และผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง 17.20 ล้านเหรียญสหรัฐ (587.2 ล้านบาท)</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20231122e8c1d478b680e66d8b0af812df1272f8100657.jpg' type='image/jpg' length='293872' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สินค้าเกษตรดี การเมืองชัด รัฐแก้ค่าครองชีพ ดันความเชื่อมั่น 5 จังหวัดใต้ ขยับขึ้น]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/22015</link>
<guid isPermaLink="false">6dbaf5c223ead31ebe5c45ba6bc3ae10</guid>
<pubDate>Mon, 20 Nov 2023 13:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.จับมือ ศอ.บต. แถลงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไตรมาส 3 ปี 66 พบปรับเพิ่มขึ้น จากการเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ สังคม หลังมีรายได้เพิ่มจากราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น การเมืองชัดเจน นโยบายรัฐบาลแก้ไขภาระค่าครองชีพ ส่วนด้านความมั่นคง ลดเล็งน้อย เผยคนยังกังวลเรื่องค่าครองชีพ รายได้ไม่เพียงพอ ยาเสพติด รวมถึงสินค้าเกษตรตกต่ำ และปัญหาหนี้สิน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิชานัน นิวาตจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไตรมาส 3 ปี 2566 โดยรวมอยู่ที่ระดับ 54.99 ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากไตรมาสก่อนหน้านี้ ที่ระดับ 54.83 โดยเป็นผลมาจากการปรับเพิ่มของความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจมาอยู่ที่ระดับ 55.46 จาก 55.10 ด้านสังคมมาอยู่ที่ระดับ 51.55 จาก 51.37 และด้านความมั่นคงปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 57.96 จาก 58.01 เพราะประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากภาคการเกษตร เนื่องจากเป็นฤดูกาลของการเก็บเกี่ยวผลไม้ภาคใต้ ประกอบกับความชัดเจนทางการเมือง นโยบายการดำเนินงานของรัฐบาลชุดใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการเร่งแก้ไขปัญหาภาระค่าครองชีพ ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ หากพิจารณาเป็นรายจังหวัด พบว่า ประชาชนในจังหวัดสตูลมีความเชื่อมั่นสูงสุด อยู่ที่ระดับ 60.55 เนื่องจากความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงอยู่ในระดับสูงกว่าจังหวัดอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในระดับใกล้เคียงกับจังหวัดอื่น ๆ รองลงมา จังหวัดสงขลา ระดับ 56.18 นราธิวาส ระดับ 53.94 ปัตตานี ระดับ 53.63 และยะลา ระดับ 53.32 ตามลำดับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ส่วนปัญหาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เรื่องที่ประชาชนมีความกังวลมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ปัญหาภาระค่าครองชีพสูง รายได้ไม่เพียงพอ และปัญหายาเสพติด ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจความต้องการของประชาชนที่ต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือ ส่วนมาตรการลดค่าไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงจากภาครัฐ ประชาชนเกินครึ่งมีความเห็นว่าจะสามารถช่วยลดค่าครองชีพได้อย่างมีนัยสำคัญ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การจัดทำเครื่องชี้วัดดัชนีความเชื่อมั่นจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประจำทุกไตรมาส จะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายที่จะใช้แก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม อย่างผลสำรวจไตรมาส 3 คนในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ พบว่า มีความกังวลเรื่องค่าครองชีพ รายได้ไม่เพียงพอ และปัญหายาเสพติด เป็น 3 เรื่องใหญ่ และยังมีเรื่องราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดที่อยากให้รัฐเข้ามาช่วยดูแล รวมถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องมีการวางแผนดำเนินการต่อไป&rdquo;นายวิชานันกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ ผู้ช่วยเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคภาคใต้ (ศอ.บต.) กล่าวว่า การจัดทำดัชนีความเชื่อมั่น และการสอบถามปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จะนำไปสู่การพัฒนาและแก้ไขปัญหาตรงกับความต้องการของประชาชน โดยปัญหาที่ประชาชนยังกังวลในขณะนี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ทั้งหนี้ธนาคาร หนี้นอกระบบ ซึ่ง ศอ.บต. จะทำการรวบรวมประเด็นปัญหา และเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2023112040cee4596e172fe6b37a050a799049e1133100.jpg' type='image/jpg' length='355279' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม” ถกทูตอียู เห็นพ้องลุยเจรจา FTA การปฏิบัติตามกฎระเบียบการค้าใหม่]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/22013</link>
<guid isPermaLink="false">efcabf12bf04c9f77f87fae72cb88840</guid>
<pubDate>Mon, 20 Nov 2023 13:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo;หารือเอกอัครราชทูตอียูประจำประเทศไทย เห็นพ้องการเจรจา FTA จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย พร้อมเห็นด้วยกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบการค้าใหม่ ทั้งนโยบายสิ่งแวดล้อม การจัดการด้านประมง มาตรฐานการนำเข้าสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ แต่ต้องมีความยืดหยุ่น และมีระยะเวลาปรับตัว</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้พบหารือกับนายเดวิด เดลี เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2566 ที่ผ่านมา ณ กระทรวงพาณิชย์ มีนางนลินี ทวีสิน ผู้แทนการค้าไทยเข้าร่วม โดยการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นว่า ไทยกับสหภาพยุโรป (อียู) เป็นพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์อันดีในทุกด้านมาอย่างยาวนาน และความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-อียู ที่อยู่ระหว่างการเจรจาจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน รวมทั้งการพัฒนาทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือประเด็นการค้าสำคัญอื่น ๆ เช่น นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม แนวทางการจัดการด้านประมง และมาตรฐานการนำเข้าสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ของไทย โดยไทยเห็นด้วยกับแนวโน้มและทิศทางของโลกปัจจุบัน ที่ให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และประมง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกประเทศต้องรับผิดชอบร่วมกัน และไทยมีนโยบายไปในทิศทางดังกล่าว</p>

<p>&ldquo;การเจรจาจัดทำ FTA และการปฏิบัติตามกฎระเบียบการค้าใหม่&nbsp; ๆ ไทยเห็นว่าควรดำเนินการร่วมกันอย่างฉันมิตร คำนึงถึงข้อเท็จจริงและระดับความแตกต่าง มีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติตาม และระยะเวลาการปรับตัวของแต่ละประเทศ รวมทั้งควรมีความร่วมมือและให้ความช่วยเหลือกับผู้ที่ได้รับผลกระทบด้วย เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ที่ยั่งยืนร่วมกันของทุกฝ่าย&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว<br />
<br />
อียูเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย โดยในช่วง 9 เดือนของปี2566 (ม.ค.-ก.ย.) การค้าระหว่างไทยและอียู มีมูลค่า 31,762.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,090,015.10 ล้านบาท) เพิ่ม 2.16% คิดเป็นสัดส่วนการค้ารวม 7.35% ของการค้าทั้งหมดของไทยกับโลก โดยไทยส่งออกไปอียู มูลค่า 16,595.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (566,022.91 ล้านบาท) ลด 4.46% และไทยนำเข้าจากอียู มูลค่า 15,166.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (523,992.19 ล้านบาท) เพิ่ม 10.42% สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ และผลิตภัณฑ์ยาง และสินค้านำเข้าสำคัญ เช่นเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20231120c30814580a225f440bca374ba5498e12132937.jpg' type='image/jpg' length='348909' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม” ช่วยชาวไร่ข้าวโพด ดึงโรงงานรับซื้อกิโลละ 10 บาทขึ้นไป ที่ความชื้น 14.5%]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/22012</link>
<guid isPermaLink="false">32ac9a4e79acca42f37aabb874b28116</guid>
<pubDate>Mon, 20 Nov 2023 13:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; หารือสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ผู้ประกอบการอาหารสัตว์ เคาะมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ขอโรงงานรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ราคากิโลกรัมละ 10 บาทขึ้นไป ที่ความชื้น 14.5% พร้อมช่วยแก้กฎระเบียบ กฎหมาย ที่เป็นอุปสรรคให้ผู้ประกอบการ เพื่อให้แข่งขันได้</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมหารือติดตามสถานการณ์วัตถุดิบอาหารสัตว์และอาหารสัตว์ พร้อมด้วยนายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ผู้ประกอบการอาหารสัตว์ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2566 ที่ผ่านมา ว่า ได้ประชุมหารือกับผู้ประกอบการผลิตอาหารสัตว์ เรื่องการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด โดยอยากเห็นทั้งกระบวนการร่วมมือกัน อยู่ร่วมกัน หาจุดสมดุล เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งกับเกษตรกร โรงงานผลิตอาหารสัตว์ และผู้ที่ใช้อาหารสัตว์ในการเลี้ยงปศุสัตว์<br />
<br />
ทั้งนี้ ผลการหารือทุกฝ่ายรับทราบสถานการณ์วัตถุดิบอาหารสัตว์ว่าผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์น้อยกว่าความต้องการของตลาด และได้หารือถึงจุดที่เหมาะสมว่าราคาที่โรงงานจะรับซื้อจากเกษตรกร ควรจะอยู่ที่ราคาเท่าใด เบื้องต้นได้ข้อสรุปจะรับซื้อที่ราคาหน้าโรงงาน 10 บาท/กิโลกรัม (กก.) ขึ้นไป ที่ระดับความชื้น 14.5% โดยในรายละเอียดได้มอบให้อธิบดีกรมการค้าภายในไปหารือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป</p>

<p>สำหรับกระทรวงพาณิชย์ พร้อมที่จะหารือกับผู้ประกอบการอาหารสัตว์ถึงมาตรการต่าง ๆ ที่จะทำให้ปลดล็อกข้อกฎหมายต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีอิสระในการค้าขาย นำเงินเข้าประเทศ แข่งขันในตลาดโลกได้ โดยหากกฎระเบียบ ข้อกฎหมายใด ที่ขัดขวาง หากอยู่ในอำนาจหน้าที่ ๆ ทำได้ ก็จะทำให้ทันที หรือนำเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา ก็พร้อมดำเนินการ<br />
<br />
นอกจากนี้ จะเร่งจัดการปัญหาที่อยู่ใต้ดินให้มาอยู่บนดิน เช่น การขนข้าวโพดเถื่อน การเตรียมความพร้อมรับมือกับโลกสมัยใหม่ ที่มีข้อจำกัดมาก ทั้งการกำหนดมาตรการด้านคาร์บอน สีเขียว ความยั่งยืน ที่จะต้องทำแผนและมีมาตรการรับมือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบกับการผลิตและการค้าของไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ความต้องการอาหารสัตว์อยู่ที่ปีละประมาณ 20 ล้านตัน ความต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีละประมาณ 8.37 ล้านตัน โดยผลิตในประเทศได้ปีละ 4.89 ล้านตัน ส่วนที่เหลือต้องนำเข้าประมาณ 1.3 ล้านตัน วัตถุดิบทดแทนอีก 2.15 ล้านตันโดยประมาณ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20231120817f5da118683d9cca81a86cd0d12aac132657.jpg' type='image/jpg' length='306920' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ฯ เตือนภัย ระวังมิจฉาชีพหลอกทำบัญชี อ้างได้รับรองสำนักงานบัญชีคุณภาพ]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/21770</link>
<guid isPermaLink="false">7bb8cd1e12947ad73d52fa70cf851980</guid>
<pubDate>Fri, 17 Nov 2023 11:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตือนภัยประชาชน ภาคธุรกิจ หลังได้รับร้องเรียน มีมิจฉาชีพใช้ชื่อบริษัท MTK โคเงินล้าน ประเทศไทย จำกัด แอบอ้างนำเครื่องหมายการค้า &ldquo;สำนักงานบัญชีคุณภาพ&rdquo; ไปใช้และทำหนังสือรับรองปลอมไปใช้หลอกลวงภาคธุรกิจ เพื่อรับจ้างทำบัญชี ทั้งที่ไม่มีตัวตนจริง ย้ำตรวจสอบทุกครั้งก่อนตัดสินใจซื้อของ ใช้บริการ ร่วมลงทุน รวมถึงนักเรียนนักศึกษาที่หาที่ฝึกงาน เผยหากตรวจพบใครนำไปแอบอ้าง เล่นงานตามกฎหมายเด็ดขาด</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้รับรายงานว่ามีมิจฉาชีพใช้ชื่อบริษัท MTK โคเงินล้าน ประเทศไทย จำกัด แอบอ้างนำเครื่องหมาย &ldquo;สำนักงานบัญชีคุณภาพ&rdquo; และจัดทำหนังสือรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชีปลอม ไปใช้หลอกลวงภาคธุรกิจ เพื่อรับจ้างทำบัญชี ซึ่งกรมได้ตรวจสอบชื่อดังกล่าวในระบบคลังข้อมูลธุรกิจ หรือ DataWarehouse+ แล้ว ไม่พบว่ามีการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคล และไม่พบข้อมูลการขอรับรองเป็นสำนักงานบัญชีคุณภาพแต่อย่างใด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ภาคธุรกิจและประชาชนหลงเชื่อมิจฉาชีพที่ใช้วิธีการแอบอ้างดังกล่าว กรมขอให้ภาคธุรกิจและประชาชนให้ความสำคัญในการตรวจสอบข้อมูลของนิติบุคคลทุกครั้งก่อนตัดสินใจไม่ว่าจะเป็นการซื้อของ การใช้บริการ การร่วมลงทุน หรือแม้แต่นักเรียนนักศึกษาที่กำลังมองหาสถานที่ฝึกงานก็ตาม โดยขอให้ตรวจสอบสถานะการมีตัวตนของนิติบุคคลก่อนอันดับแรก ผ่านระบบ DBD DataWarehouse+ บนเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือผ่านแอปพลิเคชัน DBD e-Service ซึ่งสามารถดาวน์โหลดผ่านระบบ Android และ IOS</p>

<p><br />
โดยหากยังมีสถานะเป็นนิติบุคคลระบบจะปรากฏข้อมูลเบื้องต้นให้เห็น เช่น ชื่อบริษัท วันที่จดทะเบียน ทุนจดทะเบียน วัตถุประสงค์ของการจดทะเบียน สถานที่ตั้ง กรรมการผู้มีอำนาจ อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบข้อมูลอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ เช่น ประเภทธุรกิจ งบการเงิน เป็นต้น แต่ถ้านิติบุคคลนั้นไม่มีข้อมูลการจดทะเบียนระบบจะแสดงข้อความว่า &ldquo;ไม่พบข้อมูล&rdquo; หรือจะขอให้เจ้าหน้าที่กองข้อมูลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ช่วยตรวจสอบให้ผ่านทางโทรศัพท์หมายเลข 0 2547 4387, 0 2547 5160 และ 0 2547 5994 ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน<br />
<br />
ส่วนการตรวจสอบว่านิติบุคคลใดได้รับการรับรองเป็นสำนักงานบัญชีคุณภาพจากกรม สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์&nbsp;<a href="http://www.dbd.go.th/" target="_blank">www.dbd.go.th</a>&nbsp;และกดเข้าไปที่แบนเนอร์สำนักงานบัญชีคุณภาพ ซึ่งหนังสือรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี จะรับรองให้เฉพาะผู้ประกอบการสำนักงานบัญชีที่มีคุณสมบัติตามที่กรมกำหนดเท่านั้น โดยหนังสือรับรองจะมีเลขที่หนังสือรับรองระบุอย่างชัดเจน และมีอายุ 3 ปี ที่สำคัญต้องมีเครื่องหมายของกรม และของหน่วยตรวจประเมินคู่กัน โดยปัจจุบันมี 2 หน่วยตรวจ ได้แก่ สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (MASCI) และบริษัท ยูไนเต็ด รีจิสตร้า ออฟซิสเต็มส์ จำกัด (URS) และสามารถสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับ ชื่อ ที่ตั้ง ของสำนักงานบัญชีที่ได้รับการรับรองคุณภาพเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมพัฒนาสำนักงานบัญชีคุณภาพ กองกำกับบัญชีธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 4414<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับเครื่องหมายสำนักงานบัญชีคุณภาพ กรมได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ประเภทเครื่องหมายรับรองต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว ทะเบียนเลขที่ 221222261 หากผู้ใดนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดทุกราย โทษปลอมเครื่องหมายการค้าสำนักงานบัญชีคุณภาพ มีความผิดทางกฎหมายต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2023111769a7f9fac7ed8df16cf05e3dbd940ad9114238.jpg' type='image/jpg' length='731811' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“นภินทร” ถกจีน เร่งพิจารณาเปิดตลาดโค-สุกรมีชีวิตให้ไทย พร้อมดันร่วมมือเศรษฐกิจ]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/21768</link>
<guid isPermaLink="false">3d2318b26210afb8322a044dcfbc69af</guid>
<pubDate>Fri, 17 Nov 2023 11:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;นภินทร&rdquo; หารือ รมช.พาณิชย์จีน ผลักดันให้เร่งกระบวนการพิจารณาเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ให้กับไทย โดยเฉพาะโคและสุกรมีชีวิต พร้อมส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจผ่านเวทีการเจรจาที่สำคัญ เห็นพ้องการอัปเกรดความตกลง FTA อาเซียน-จีน จะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้ามากขึ้น เผยยังได้ชวนจีนเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่ EEC ด้วย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้พบหารือกับนายหวัง โช่วเหวิน ผู้แทนการค้าระหว่างประเทศและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์จีน ในช่วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ณ นครซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ โดยไทยได้หยิบยกประเด็นการเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ โดยเฉพาะโคและสุกรมีชีวิต ให้สามารถส่งออกไปจีน และได้ให้ความเชื่อมั่นว่าแนวทางและมาตรฐานการป้องกันโรคระบาดของไทยเป็นไปตามหลักปฏิบัติสากล พร้อมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีนเข้ามาตรวจสอบสถานกักกันหรือฟาร์มเลี้ยงปศุสัตว์ของไทย โดยฝ่ายจีนตอบรับที่จะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน ผ่านเวทีการเจรจาที่สำคัญ ได้แก่ การผลักดันให้มีการประชุมคณะกรรมการร่วมว่าด้วยการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-จีน ระดับรองนายกรัฐมนตรี และการประชุมคณะอนุกรรมาธิการว่าด้วยการค้าและการลงทุน ไทย-จีน ระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งเร่งผลักดันการเจรจายกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน ให้สามารถสรุปผลได้ภายในปี 2567 โดยเห็นว่า การปรับปรุงความตกลงดังกล่าว ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพธุรกิจในปัจจุบัน จะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าให้ผู้ประกอบการยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ไทยได้ชักชวนจีนเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ด้วย</p>

<p>สำหรับจีนสนใจจะส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล และการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวร่วมกับไทย ซึ่งไทยเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะร่วมมือกัน เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง รวมทั้งเชิญชวนให้ไทยเข้าร่วมความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการลงทุน เพื่อการพัฒนาภายใต้องค์การการค้าโลก (IFD) สร้างสภาพแวดล้อมทางการลงทุนที่ดียิ่งขึ้น และจีนยังสนใจจะส่งออกยารักษาโรคมะเร็งมาไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบันจีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย โดยในช่วง 9 เดือนของปี 2566 (ม.ค.-ก.ย.) การค้าระหว่างไทยกับจีน มีมูลค่า 78,916.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปจีน มูลค่า 26,333.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากจีน มูลค่า 52,583.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น ผลไม้สด ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20231117fc60d009ea3fcd41054b962b42b29620114133.jpg' type='image/jpg' length='469868' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ประสานผู้ประกอบการซื้อข้าวโพด ทำ MOU เชื่อมโยงผู้เลี้ยงหมู ช่วยดันราคา]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/20905</link>
<guid isPermaLink="false">5716aa3209b95ff2a0b363d5ba3e7630</guid>
<pubDate>Mon, 13 Nov 2023 15:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในลงพื้นที่ จ.น่าน ชี้แจงมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทั้งโครงการชดเชยดอกเบี้ย และสินเชื่อรวบรวมข้าวโพด ที่จะช่วยเพิ่มการรับซื้อผลผลิต ดึงผลผลิตออกจากตลาด และยกระดับราคาให้สูงขึ้น พร้อมดึงผู้ซื้อต่างพื้นที่เข้ามารับซื้อ เป้าหมาย 3 หมื่นตัน ทำ MOU ระหว่างสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กับสมาคมการค้าพืชไร่ และเตรียมเปิดจุดรับซื้อเพิ่มขึ้นอีก</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมได้ลงพื้นที่ อ.เวียงสา จ.น่าน เพื่อชี้แจงมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ร่วมเป็นประธาน หลังจากที่ในปีการผลิต 2566/67 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติมาตรการไว้ 2 โครงการ คือ โครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต็อกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ให้ผู้รวบรวม และสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์โดยสถาบันเกษตรกร ซึ่งทั้ง 2 โครงการ จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ดึงผลผลิตออกจากตลาดในช่วงที่ออกมาก เพื่อรักษาระดับราคาให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;จากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จ.น่าน ขณะนี้ผลผลิตในพื้นที่ออกสู่ตลาดแล้วประมาณ 50% และจะออกกระจุกตัวมากขึ้นในเดือน พ.ย.2566 อาจทำให้ผู้รับซื้อในพื้นที่ไม่เพียงพอรองรับผลผลิตพร้อม ๆ กัน ส่งผลต่อราคาที่เกษตรกรขายได้ กรมจึงต้องมาทำความเข้าใจและประสานงานกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมการรับมือ และช่วยดูแลราคาข้าวโพดให้กับเกษตรกร&rdquo;นายอุดมกล่าว</p>

<p><br />
ทั้งนี้ กรมยังได้จัดให้มีการเปิดจุดรับซื้อ โดยประสานผู้รับซื้อต่างพื้นที่เข้ามารับผลผลิตที่กำลังจะออกมาก เป้าหมาย 30,000 ตัน ซึ่งดำเนินการใน อ.เวียงสา จ.น่าน ก่อนเป็นที่แรกในวันที่ 12 พ.ย.2566 ที่ผ่านมา พร้อมจัดทำ MOU เชื่อมโยงผลผลิตระหว่างสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กับสมาคมการค้าพืชไร่ และจะมีการเปิดจุดเพิ่มขึ้นเพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านราคาต่อไป<br />
<br />
สำหรับมาตรการในสินค้าทดแทน ก็ยังดำเนินการต่อเนื่อง โดยยังคงมาตรการกำหนดสัดส่วนการนำเข้าข้าวสาลีที่ 1 : 3 และกรมได้สั่งการไปยังคณะทำงานตรวจสอบปริมาณข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้ข้าวสาลีที่นำเข้ามากดดันราคาข้าวโพดของเกษตรกร และขอให้เกษตรกรไม่เร่งเก็บเกี่ยวข้าวโพดก่อนเวลา เพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพดี รวมทั้งได้เพิ่มความเข้มงวดการตรวจสอบเครื่องชั่ง เครื่องวัดความชื้น ให้มีความเที่ยงตรงเพื่อดูแลความเป็นธรรมให้เกษตรกร โดยหากพบเห็นหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อขาย สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202311135e9cf00acf4dce12398057a43bb910ac151004.jpg' type='image/jpg' length='583365' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ถก FTA ไทย-เอฟตา รอบ 7 เดินหน้าตามแผน “อรมน” ส่งไม้ต่อหัวหน้าทีมเจรจาให้ “โชติมา”]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/20904</link>
<guid isPermaLink="false">2fd204057aaf2855561b175981ac1cdb</guid>
<pubDate>Mon, 13 Nov 2023 15:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ไทย-เอฟตาเจรจา FTA รอบ 7 คืบหน้าด้วยดี ทั้งการประชุมระดับหัวหน้าคณะผู้แทน และกลุ่มย่อย 9 กลุ่ม พร้อมนัดประชุมกลุ่มทรัพย์สินทางปัญญาทางออนไลน์ 13-17 พ.ย. และกลุ่มกฎหมายและการระงับข้อพิพาท วันที่ 4-7 ธ.ค. ที่สวิตเซอร์แลนด์ ตั้งเป้าประชุมปีหน้าอีก 3 ครั้ง ก่อนสรุปผลกลางปี 67 เผยยังได้ส่งมอบหน้าที่หัวหน้าคณะเจรจาของไทยจาก &ldquo;อรมน&rdquo; เป็น &ldquo;โชติมา&rdquo; ด้วย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมการประชุมเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (เอฟตา) รอบที่ 7 ระหว่างวันที่ 6-9 พ.ย.2566 ที่ผ่านมา ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส พร้อมด้วยนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาฯ โดยการเดินทางครั้งนี้ นอกจากติดตามความคืบหน้าการเจรจาแล้ว ตนยังได้รับมอบหน้าที่หัวหน้าคณะเจรจาต่อจากนางอรมน หลังจบการเจรจารอบที่ 7 ด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับผลการประชุมครั้งนี้ มีความคืบหน้าด้วยดี ซึ่งประกอบด้วยการประชุมระดับหัวหน้าคณะผู้แทน เพื่อติดตามกำกับความคืบหน้าการเจรจาในภาพรวม และการประชุมกลุ่มย่อย 9 กลุ่ม ได้แก่ 1.การค้าสินค้า 2.กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า 3.มาตรการเยียวยาทางการค้า 4.การค้าบริการ 5.การลงทุน 6.พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ 7.การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ 8.ความร่วมมือด้านเทคนิคและการเสริมสร้างศักยภาพ และ 9.วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม</p>

<p>ทั้งนี้ ที่ประชุมได้กำหนดจัดการประชุมกลุ่มทรัพย์สินทางปัญญาในรูปแบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 13-17 พ.ย.2566 &nbsp;และการประชุมของกลุ่มกฎหมายและการระงับข้อพิพาท ระหว่างวันที่ 4-7 ธ.ค.2566 ณ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ โดยตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาให้ได้ภายในกลางปี 2567 พร้อมกำหนดให้มีการประชุมอีก 3 ครั้ง ในช่วงเดือนม.ค. มี.ค. และเม.ย.2567 &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ผลการประเมินเบื้องต้น พบว่า การเจรจา FTA ไทย-เอฟตา จะช่วยให้ GDP ของไทยเพิ่มขึ้น 0.179% หรือประมาณ 886.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การส่งออกของไทยไปเอฟตา เพิ่มขึ้น 0.142% หรือประมาณ 405.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้าของไทยจากเอฟตา เพิ่มขึ้น 0.224% หรือประมาณ 615.10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดหวาน อาหารสำเร็จรูป อาหารสุนัขและแมว ผลไม้เมืองร้อน ไก่แปรรูป น้ำตาลและผลิตภัณฑ์ เครื่องแต่งกาย ยานยนต์และชิ้นส่วน และอัญมณีและเครื่องประดับ สำหรับภาคบริการที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ อาทิ การท่องเที่ยว การเงิน โทรคมนาคม การแพทย์และสุขภาพ พลังงานสะอาด และด้านวิชาชีพ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในช่วง 9 เดือนของปี 2566 (ม.ค.-ก.ย.) การค้าระหว่างไทยกับเอฟตา มีมูลค่า 7,036.80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปเอฟตา มูลค่า 3,240.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากเอฟตา มูลค่า 3,796.65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ นาฬิกาและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และเครื่องใช้สำหรับเดินทาง และสินค้านำเข้าสำคัญ เช่น เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ นาฬิกาและส่วนประกอบ เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค ผลิตภัณฑ์ และเวชกรรมและเภสัชกรรม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2023111332f0741b1e4b2ba3a1ac536c30802066150847.jpg' type='image/jpg' length='243309' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผย EU ปรับปรุงกฎระเบียบการติดฉลากออร์แกนิกสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยงใหม่]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/20655</link>
<guid isPermaLink="false">902d21d64f2e5b4ff81a4b2f00956f5e</guid>
<pubDate>Fri, 10 Nov 2023 14:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยรัฐสภายุโรปเห็นชอบปรับปรุงกฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับการติดฉลากออร์แกนิกสำหรับอาหารเพื่อสัตว์เลี้ยง กำหนดอาหารสัตว์เลี้ยงที่จะติดฉลากได้ ต้องมีส่วนผสมทางการเกษตรที่เป็นออร์แกนิกอย่างน้อย 95% ของน้ำหนักผลิตภัณฑ์ จากเดิมต้อง 100% ระบุไทยกำลังอยู่ระหว่างรอการพิจารณาขึ้นทะเบียนรับรองการผลิตและการตรวจสอบไทยเทียบเท่า EU หากผ่านขั้นตอนการนำเข้าฉลุยแน่</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า รัฐสภายุโรปได้มีการปรับปรุงกฎระเบียบ Regulation (EU) 2018/848 ลงวันที่ 30 พ.ค.2561 ว่าด้วยการผลิตและการติดฉลากออร์แกนิกสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งบังคับใช้กับอาหารสัตว์และอาหารสัตว์เลี้ยง ครอบคลุมการผลิต การรับรอง การควบคุม การตลาด และการค้ากับประเทศที่สาม เพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบการติดฉลากอาหารออร์แกนิกสำหรับมนุษย์บริโภค โดยกำหนดให้อาหารสัตว์เลี้ยงที่ติดฉลากออร์แกนิก จะต้องมีส่วนผสมทางการเกษตรที่เป็นออร์แกนิกอย่างน้อยร้อยละ 95 ของน้ำหนักของผลิตภัณฑ์ จากเดิม ที่จะต้องมีส่วนผสมทางการเกษตรทั้งหมดเป็นออร์แกนิก เพื่อเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรและผู้ผลิตเข้าสู่ตลาดอาหารสัตว์ออร์แกนิกได้มากขึ้น และเพิ่มโอกาสให้ผู้บริโภคหาซื้ออาหารออร์แกนิกให้กับสัตว์เลี้ยงของตนได้ง่ายขึ้น รวมทั้งช่วยเพิ่มความมั่นใจต่อสุขภาพและโภชนาการของสัตว์เลี้ยงให้กับผู้บริโภคใน EU โดยจะมีผลบังคับใช้ภายใน 3 วัน นับจากวันที่ประกาศลง Official Journal และกำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่านสำหรับผู้ผลิตสินค้าเพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตาม 6 เดือน<br />
<br />
ปัจจุบันสินค้าออร์แกนิกของไทยเป็นที่ยอมรับเรื่องคุณภาพและสามารถวางจำหน่ายในตลาด EU ได้ โดยผู้นำเข้าจะต้องได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์ตามข้อกำหนดด้านมาตรฐานของ EU และต้องขออนุญาตนำเข้าเป็นรายกรณีก่อนการนำเข้าทุกครั้ง ซึ่งหน่วยงานตรวจรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย เช่น 1.สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ 2.สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ 3.องค์กรมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ 4.บริษัท ไบโอ อะกริเสิร์ช (ไทยแลนด์) จำกัด 5.CUC&ndash;Control Union Certifications และ 6.ECO&ndash;ECO Cert S.A. เป็นต้น</p>

<p>อย่างไรก็ตาม ไทยอยู่ระหว่างรอการพิจารณาขึ้นบัญชีเป็น EU&rsquo;s third countries list เพื่อให้ได้การรับรองว่าระบบการผลิตและการตรวจสอบของไทยมีความเทียบเท่ากับ EU และเมื่อได้รับการขึ้นบัญชีดังกล่าวแล้ว ไทยสามารถลดขั้นตอนการนำเข้าสินค้าออร์แกนิกโดยไม่ต้องขออนุญาตนำเข้าทีละรายการจากหน่วยงานควบคุมของ EU ก่อนการนำเข้าในแต่ละครั้ง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ผู้ส่งออกอาหารออร์แกนิกสำหรับสัตว์เลี้ยงของไทย ต้องสร้างมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค พัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์โดยเน้นคุณภาพและความปลอดภัย สร้างภาพลักษณ์และความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ และผู้บริโภคกลุ่ม Pet Humanization ภายใต้ราคาที่จับต้องได้ เหมาะสมกับคุณภาพ&rdquo;นายรณรงค์กล่าว<br />
<br />
สำหรับตลาดสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ออสเตรเลีย และอิตาลี ตามลำดับ โดยไทยเป็นผู้ส่งออกเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากจีน อินเดีย และสหรัฐฯ ในปี 2565 ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง 98,594.85 ล้านบาท เป็นตลาด EU 12,890.90 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 13.07 ของมูลค่าส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงทั้งหมด และในช่วง 8 เดือน ปี 2566 (ม.ค.&ndash;ส.ค.) ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง 53,903.57 ล้านบาท ส่งไปยังตลาด EU 6,099.21 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 11.32 ของมูลค่าส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงทั้งหมด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202311104852c2325a86f56201d08bc5139a5ee8140551.jpg' type='image/jpg' length='410959' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมการค้าต่างประเทศใช้ 4 มาตรการเข้ม ดูแลส่งออก-นำเข้ามันเส้นต้องได้มาตรฐาน]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/20471</link>
<guid isPermaLink="false">30b8cf0cb95f49304feb454b4a73a3aa</guid>
<pubDate>Thu, 09 Nov 2023 14:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเตรียม 4 มาตรการเข้ม รับมือผลผลิตมันสำปะหลังฤดูกาลผลิตปี 2566/67 ที่กำลังจะเริ่มออกสู่ตลาด ดูแลทั้งมันเส้นนำเข้า ส่งออก บริษัทตรวจสอบมาตรฐานสินค้า เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับมันสำปะหลังของไทย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้เตรียมมาตรการรองรับผลผลิตมันสำปะหลังฤดูกาลผลิต ปี 2566/67 ของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ที่กำลังเริ่มทยอยออกสู่ตลาด โดยเฉพาะในช่วงเดือน ธ.ค.2566-มี.ค.2567 ที่คาดการณ์ว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากถึง 70% ของผลผลิตทั้งหมด โดยกำหนด 4 เข้ม คือ 1.เข้มเจ้าหน้าที่กรมที่เกี่ยวข้อง 2.เข้มบริษัทตรวจสอบมาตรฐานสินค้า 3.เข้มมาตรฐานมันเส้นส่งออก และ 4.เข้มมาตรฐานมันเส้นนำเข้า เพื่อดูแลมันเส้นที่ไทยส่งออกและนำเข้าได้มาตรฐานตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด และส่งผลให้ราคามันสำปะหลังในประเทศอยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งสุดท้ายแล้วประโยชน์ก็จะตกอยู่ที่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังของไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในการตรวจสอบมาตรฐานมันเส้นทั้งส่งออกและนำเข้าจะเป็นไปอย่างเข้มงวด โดยกรมได้สั่งการให้กองมาตรฐานสินค้านำเข้าส่งออก ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงในเรื่องดังกล่าว จัดอบรมเจ้าหน้าที่กรมที่เกี่ยวข้อง และบริษัทตรวจสอบมาตรฐานสินค้ามันเส้นทุกบริษัท เพื่อซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า เพื่อให้การทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่กรมและบริษัทเป็นไปตามมาตรการที่กำหนด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;มันเส้นเป็นสินค้าเกษตรสำคัญของไทยที่ในแต่ละปีสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมาก การรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานสินค้า ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง จึงขอความร่วมมือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของกรม บริษัทตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ผู้ส่งออก และผู้นำเข้ามันเส้น ให้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด หากพบผู้กระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นผู้ค้ามันเส้นที่ได้รับการยอมรับจากประเทศคู่ค้าในเรื่องของมาตรฐานสินค้า ซึ่งจะทำให้การค้ามันเส้นของไทยพัฒนาและเติบโตได้อย่างยั่งยืน&rdquo;นายรณรงค์กล่าว</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202311098c0c50549590f86cbf661eeb74c6f15a142304.jpg' type='image/jpg' length='592507' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออกอัญมณี ก.ย. ฟื้นตัว ทำได้มูลค่า 1,286.09 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 27.29%]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/20469</link>
<guid isPermaLink="false">eef335f899cfa01ca273df9a55e7ce51</guid>
<pubDate>Thu, 09 Nov 2023 14:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับเดือน ก.ย.66 กลับมาฟื้นตัว ทำได้มูลค่า 1,286.09 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 27.29% หากรวมทองคำ มีมูลค่า 2,157.95 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 40.17% เหตุส่งออกไปเก็งกำไรราคา ยอด 9 เดือน ไม่รวมทองคำ เพิ่ม 9.09% รวมทองคำ ลด 10.40% คาดทิศทางดีขึ้น หลังเข้าสู่ช่วงเทศกาลจับจ่ายปลายปี สินค้าไทยแกร่ง ผลิตสอดรับกฎระเบียบการค้าใหม่ได้ แต่ต้องจับตาเศรษฐกิจโลก เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และสงครามอิสราเอลที่จะกระทบ</strong><br />
<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือนก.ย.2566 มีมูลค่า 1,286.09 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 27.29% กลับมาฟื้นตัว หลังจากขยายตัวติดลบในเดือน ก.ค. และ ส.ค. ที่ผ่านมา หากรวมทองคำ มีมูลค่า 2,157.95 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 40.17% เพราะมีการส่งออกทองคำไปเก็งกำไร จากราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น และรวม 9 เดือน ของปี 2566 (ม.ค.-ก.ย.) การส่งออก ไม่รวมทองคำ มีมูลค่า 6,643.65 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 9.09% และรวมทองคำ มูลค่า 11,128.29 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 10.40%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับตลาดส่งออกสำคัญ พบว่า มีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง โดยฮ่องกง เพิ่ม 204.32% อิตาลี เพิ่ม 40.08% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 10.59% ส่วนสหรัฐฯ ลด 12.95% อินเดีย ลด 56.78% เยอรมนี ลด 18.36% สหราชอาณาจักร ลด 5.57% สวิตเซอร์แลนด์ ลด 5.89% เบลเยียม ลด 5.30%</p>

<p>ส่วนสินค้าส่งออกสำคัญ มีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง โดยเครื่องประดับทอง เพิ่ม 26.81% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 0.89% พลอยก้อน เพิ่ม 21.29% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 84.35% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน เพิ่ม 106.90% อัญมณีสงเคราะห์ เพิ่ม 53.33% ส่วนเพชรก้อน ลด 11.66% เพชรเจียระไน ลด 26.35% เครื่องประดับเงิน ลด 12.61% เครื่องประดับเทียม ลด 6.15% และทองคำ ลด 29.15%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกมีปัจจัยสนับสนุนจากการเข้าสู่เทศกาลจับจ่ายใช้สอยท้ายปี ทำให้มีคำสั่งซื้อเข้ามาเพิ่มมากขึ้น ค่าเงินบาทที่อ่อนค่ากว่าคู่แข่งทางการค้าหลายประเทศ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าไทย ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในสหรัฐฯ และประเทศที่เป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น บวกกับการแนวทางเปิดตลาดใหม่ รักษาตลาดเดิม และฟื้นฟูตลาดเก่า มาปรับใช้ในกลยุทธ์การตลาดสร้างแนวทางการเข้าสู่แต่ละตลาดได้อย่างเหมาะสม ทำให้การส่งออกฟื้นตัวดีขึ้น และสินค้าไทย มีความพร้อมในการดำเนินธุรกิจสอดรับกับกฎระเบียบการค้าใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็น BCG Carbon Credit หรือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน SDGs ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังคงซบเซาในหลายประเทศ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2566 อยู่ที่ 3% และปรับลดคาดการณ์การเติบโตในปีหน้าลงเหลือ 2.9% จากการที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มอ่อนแอลง โดยเฉพาะสองประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจทั้งสหรัฐฯ และจีน ล้วนประสบปัญหาทางเศรษฐกิจยืดเยื้อและมีปัญหาขัดแย้งระหว่างกัน ขณะที่ปัญหาเงินเฟ้อแม้ทรงตัว แต่ยังอยู่ในระดับสูง เช่นเดียวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงขึ้น กระทบต่อต้นทุนทางการเงิน และยังมีปัญหาการสู้รบระหว่างอิสราเอสและฮามาส หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น หรือปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายแห่งที่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งล้วนแต่มีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าในกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202311092daf3c3cd670ee3b80cef37beed9a420142159.jpg' type='image/jpg' length='334357' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม”สั่ง สนค. วิเคราะห์ส่งออกไทย 10 ปี พร้อมข้อเสนอแนะ ร่วมมือกรมต่าง ๆ ทำงาน]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/20075</link>
<guid isPermaLink="false">22171edb064f712a1c3433b9dea3a491</guid>
<pubDate>Tue, 07 Nov 2023 15:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; มอบนโยบายการทำงาน สนค. ในฐานะหน่วยงานมันสมองของกระทรวงพาณิชย์ ขอให้ศึกษาศักยภาพการส่งออกสินค้าไทยในช่วง 10 ปี พร้อมข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการกำหนดนโยบายภาครัฐ และการดำเนินธุรกิจภาคเอกชน สั่งเพิ่มเนื้อหาและข้อมูลในเว็บไซต์ คิดค้า และสนับสนุนการทำงานร่วมกับกรมต่าง ๆ ในพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานมีแผนศึกษาและทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายอีกเพียบ &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายการทำงานให้แก่สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โดยได้มอบหมายให้ สนค. ศึกษาศักยภาพการส่งออกสินค้าของไทย เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก โดยภายใน 30 วัน ขอให้มีผลการศึกษาโครงสร้างการส่งออกของไทยในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา และจัดทำผลการศึกษาศักยภาพการส่งออกสินค้าของไทย พร้อมข้อเสนอแนะทางนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อการวางนโยบายของภาครัฐ การดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนและผู้ส่งออก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ให้ศึกษาแนวโน้มการผลิตสินค้าและนโยบายการค้าของประเทศต่าง ๆ การส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน (Cross Border E-Commerce) เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนเชิงวิชาการที่จะใช้ในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของไทย ให้เปลี่ยนผ่านไปสู่สินค้านวัตกรรมและเติบโตอย่างยั่งยืนตามเทรนด์ของโลก &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ต้องเร่งขยายขอบเขตเนื้อหาและรูปแบบการนำเสนอข้อมูลของเว็บไซต์&nbsp;<a href="http://www.xn--42ca1c5gh2k.com/" target="_blank">www.คิดค้า.com</a>&nbsp;เพื่อดึงดูดให้ผู้ประกอบการและประชาชนมาใช้งานมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันได้เผยแพร่แล้ว 4 แดชบอร์ด ประกอบด้วย ด้านการค้าระหว่างประเทศ ด้านสินค้าเกษตร ด้านเศรษฐกิจการค้ารายจังหวัด และด้านธุรกิจบริการ</p>

<p>นายภูมิธรรมกล่าวว่า ยังได้มอบหมายให้ สนค. กำหนดทิศทางการบูรณาการข้อมูลเศรษฐกิจการค้าของกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวง เพื่อให้การเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปอย่างมีเอกภาพ สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ลดความซ้ำซ้อน และสามารถชี้นำทิศทางเศรษฐกิจการค้าไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งต้องสนับสนุนการทำงานของกรมต่าง ๆ ในกระทรวงพาณิชย์ เช่น เสนอแนะแนวทางการส่งเสริม SMEs ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยและมีความเกี่ยวโยงกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ เสนอแนวทางการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ ตลอดจนการส่งเสริมการตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ และการศึกษาแนวทางที่จะสนับสนุนการใช้ Soft Power ของ SMEs เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและเพิ่มรายได้ให้กับภาคธุรกิจไทย อันจะเป็นการทำงานที่สอดประสานตามนโยบายภาพใหญ่ของรัฐบาลอีกด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;สนค. เป็นหน่วยงานเล็กพริกขี้หนู ถึงแม้จะเป็นหน่วยงานที่เพิ่งตั้งขึ้นไม่นาน และมีบุคลากรไม่มาก แต่ถูกวางบทบาทภารกิจให้เป็นหน่วยงานมันสมอง (Think Tank) ของกระทรวงพาณิชย์ จึงถือเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญในการช่วยเสนอแนะแนวโน้ม เชื่อมโยงทิศทาง และขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจการค้าร่วมกับหน่วยงานภายในกระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการค้าที่เกี่ยวข้องได้&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ได้รับรายงานจาก สนค. ว่า ปีนี้มีแผนจะศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพของวิสาหกิจชุมชนเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก การยกระดับและเพิ่มรายได้ภาคเกษตร การพัฒนาเศรษฐกิจไทยภายใต้บริบทสังคมผู้สูงอายุ แนวทางการขยายตลาดสินค้าอาหารไทย โอกาสทางการค้าสินค้าสมุนไพรไทย แนวทางการพัฒนาธุรกิจบริการโลจิสติกส์ และการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นต้น โดยเห็นว่างานศึกษาเหล่านี้จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้สามารถกำหนดมาตรการ นโยบาย และกิจกรรมด้านเศรษฐกิจการค้าเพื่อช่วยสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและสร้างความมั่นคงให้แก่เศรษฐกิจไทยต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2023110763fd86b1e921d58f1b42fc7b8d0b29c1150211.jpg' type='image/jpg' length='360878' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.ประเมินสงครามอิสราเอล-ฮามาส 1 เดือน มีผลกระทบเศรษฐกิจการค้าไทยจำกัด]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/20073</link>
<guid isPermaLink="false">aecc3ec354dd655942a51f430c265a89</guid>
<pubDate>Tue, 07 Nov 2023 15:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;<strong>สนค.ประเมินผลกระทบสงครามอิสราเอล-ฮามาส ในรอบ 1 เดือน มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยค่อนข้างจำกัด เหตุการค้าไทยกับอิสราเอลและปาเลสไตน์ มีเพียง 0.2% ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศโดยรวม การขนส่งสินค้าก็ยังเป็นปกติ นักท่องเที่ยวก็มีมาไทยไม่มาก แค่ 1% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ผลกระทบด้านพลังงาน ก็ยังไม่ชัดเจน จับตาหากสงครามยืดเยื้อ ขยายวงกว้าง ทำการผลิต ขนส่งชะงัก อาจกระทบส่งออก-นำเข้าสินค้าบางรายการได้ แนะไทยวางตัวเป็นกลาง แสวงหาช่องทางการค้า การลงทุนต่อไป</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค.ได้ทำการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามระหว่างอิสราเอลกับฮามาส ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่า มีผลกระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจไทยค่อนข้างจำกัด เนื่องจากการค้าระหว่างประเทศระหว่างไทยกับอิสราเอลและระหว่างไทยกับปาเลสไตน์ รวมกันอยู่ในระดับต่ำ มีเพียงประมาณ 0.2% ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศโดยรวมของไทย และขณะนี้ด้านการขนส่งสินค้าเข้า-ออกจากอิสราเอลก็ยังไม่กระทบมาก เนื่องจากท่าเรือส่วนใหญ่ของอิสราเอลยังเปิดดำเนินการตามปกติ เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวที่มีสัดส่วนเพียงประมาณ 1% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด รวมทั้งด้านการลงทุน ก็ไม่มีการลงทุนโดยตรงจากทั้ง 2 ประเทศคู่ขัดแย้ง ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมต่อการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อเงินเฟ้อ ก็ยังไม่เห็นผลกระทบดังกล่าวชัดเจนเช่นกัน เพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นสูงสุดในช่วงแรกของสงคราม ยังต่ำกว่าระดับสูงสุดในเดือน ก.ย.2566 รวมทั้งค่าเงินบาทก็ผันผวนและอ่อนค่าลงในช่วงแรกตามการเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเงินดอลลาร์สหรัฐและทองคำ เนื่องจากปัจจัยด้านจิตวิทยาที่กังวลผลกระทบของสงครามเท่านั้น<br />
<br />
&ldquo;จากการประเมินทิศทางสงครามและผลกระทบในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา จึงน่าจะเชื่อได้ว่ากรณีที่การสู้รบยังดำเนินต่อไปแบบจำกัดวงอยู่ในฉนวนกาซาและบริเวณพรมแดนอิสราเอลกับซีเรียและเลบานอน ไม่น่าจะมีผลกระทบรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ หรือส่งผลกระทบสืบเนื่องจนสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวมมากนัก โดยการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน อาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะ ขึ้นอยู่กับว่าความขัดแย้งจะมีระยะเวลานานเพียงใด เหตุการณ์จะรุนแรงแค่ไหน จะขยายไปยังส่วนอื่น ๆ ของภูมิภาคหรือไม่&rdquo;<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า หากสงครามยกระดับรุนแรงในพื้นที่อิสราเอลหรือประเทศรอบ ๆ อิสราเอล จนทำให้ภาคการผลิต การขนส่ง เกิดการหยุดชะงัก และนำไปสู่การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ อาจทำให้การส่งออกสินค้าบางรายการที่มีอิสราเอลเป็นตลาดส่งออกสำคัญส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบ เช่น เครื่องประดับ (เพชร) ไฟเบอร์บอร์ด ทูน่ากระป๋อง และรถยนต์รถยนต์นั่ง รวมทั้งสินค้านำเข้า เช่น เพชร ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ ที่ไทยนำเข้าจำนวนมากจากอิสราเอล ซึ่งผู้ประกอบการต้องเริ่มมองหาตลาดส่งออกหรือแหล่งนำเข้าอื่น ๆ ทดแทนให้มากขึ้น เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น</p>

<p>นอกจากนี้ หากสงครามขยายวงไปสู่ระดับภูมิภาค ผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมน่าจะรุนแรงพอสมควร เพราะกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางเป็นทั้งตลาดส่งออกที่มีศักยภาพ และเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าที่สำคัญของไทยหลายรายการ จึงต้องติดตามพัฒนาการของสงครามอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้เตรียมมาตรการรองรับได้อย่างทันท่วงที<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ที่ผ่านมา เมื่อเกิดความขัดแย้งของประเทศต่าง ๆ กลับเป็นโอกาสแสวงหาช่องทางการค้าและการลงทุนของไทย ในฐานะประเทศที่วางตัวเป็นกลางเหนือความขัดแย้ง เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ไทยได้รับผลประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตจากสหรัฐฯ จากจีนมาไทย และยังมีโอกาสส่งออกสินค้าทดแทนเข้าไปในตลาดคู่ขัดแย้ง เช่นเดียวกับกรณีเกิดความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ที่สร้างความไม่ไม่มั่นคงทางด้านอาหารทั่วโลก ก็ทำให้ไทยได้รับอานิสงส์จากความต้องการซื้อสินค้าเกษตรและอาหาร<br />
<br />
ส่วนเหตุความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสในครั้งนี้ ที่แม้ไทยยังไม่ได้รับผลกระทบทางตรง แต่ภาพรวมของสงครามสงครามในภูมิภาคดังกล่าว ก็มีส่วนบั่นทอนความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนในภูมิภาคตะวันออกกลาง จึงถือเป็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือทางการค้าและการลงุทน รวมทั้งผลักดันสินค้าไทย เช่น อาหารฮาลาล กับกลุ่มประเทศมุสลิมอื่น ๆ ทดแทนได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือ แรงงาน เนื่องจากอิสราเอลเป็นประเทศที่มีแรงงานไทยไปทำงานมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 รองจากไต้หวัน โดยแรงงานจำนวนกว่า 26,000 คน ที่ทำงานอยู่ในอิสราเอลอาจได้รับผลกระทบจากสงครามและว่างงานลงอย่างฉับพลัน ซึ่งประเด็นนี้ ภาครัฐต้องมีมาตรการช่วยเหลือรองรับที่เหมาะสม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20231107047304485c37636462ddd386d6b1d40f150048.jpg' type='image/jpg' length='270958' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“น้ำตาล-สินค้า” ถอยกลับจุดเดิม]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/19749</link>
<guid isPermaLink="false">6344ffecd8d9e3392bb8d311f90b001c</guid>
<pubDate>Mon, 06 Nov 2023 11:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ช่วงปลายเดือน ต.ค.2566 ที่ผ่านมา มีข่าวหลุดออกมาว่า จะมีการปรับขึ้นราคา &ldquo;<strong>น้ำตาลทราย</strong>&rdquo; หน้าโรงงาน &ldquo;<strong>กิโลกรัม (กก.) ละ 4 บาท</strong>&rdquo; ออกสู่สาธารณชน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทำให้ &ldquo;<strong>เกิดความแตกตื่น</strong>&rdquo; ว่าเป็น &ldquo;<strong>ข่าวจริง</strong>&rdquo; หรือไม่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
จนกระทั่งวันศุกร์ที่ 27 ต.ค.2566 ช่วงกลางคืน &ldquo;<strong>สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.)</strong>&rdquo; กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกประกาศ &ldquo;<strong>เรื่อง ราคาน้ำตาลทรายภายในราชอาณาจักร เพื่อใช้ประกอบในการคำนวณราคาอ้อยและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทราย ประจำฤดูการผลิตปี 2566/2567 ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong>&rdquo; เพื่อสยบ &ldquo;<strong>ข่าวลือ</strong>&rdquo;&nbsp; และ &ldquo;<strong>ยืนยัน</strong>&rdquo; ว่า น้ำตาลทรายมีการ &ldquo;<strong>ปรับขึ้นราคา</strong>&rdquo; จริง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้กำหนด &ldquo;<strong>ราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงานใหม่</strong>&rdquo; ดังนี้ 1.น้ำตาลทรายขาว จากเดิม กก. ละ 19 บาท เป็น กก.ละ 23 บาท 2.น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ จากเดิม กก.ละ 20 บาท เป็น กก.ละ 24 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค.2566 เป็นต้นไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ผลจากประกาศฉบับนี้ ทำให้ &ldquo;<strong>ราคาขายปลีก</strong>&rdquo; เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดย &ldquo;<strong>น้ำตาลทรายขาว</strong>&rdquo; เพิ่มเป็น กก.ละ 28 บาท และ &ldquo;<strong>น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์</strong>&rdquo; เพิ่มเป็น กก.ละ 29 บาททันที โดยราคาในพื้นที่ห่างไกล จะสูงกว่านี้ เพราะขึ้นกับระยะทางการขนส่ง &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
แต่หลังจากที่ สอน.ประกาศขึ้นราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงาน &ldquo;<strong>กระทรวงพาณิชย์</strong>&rdquo; โดย &ldquo;<strong>นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์</strong>&rdquo; ได้ประชุมร่วม &ldquo;<strong>นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์</strong>&rdquo; และ &ldquo;<strong>นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน</strong>&rdquo; ช่วงกลางดึกคืนวันศุกร์ทันที<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ได้ข้อสรุปว่าให้เรียกประชุม &ldquo;<strong>คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.)</strong>&rdquo; เป็นการเร่งด่วนในวันจันทร์ที่ 30 ต.ค.2566</p>

<p>ผลการประชุม มีมติให้นำ &ldquo;<strong>น้ำตาลทราย</strong>&rdquo; กลับเป็น &ldquo;<strong>สินค้าควบคุม</strong>&rdquo; อีกครั้ง หลังจาก &ldquo;<strong>ปลดไป</strong>&rdquo; ตั้งแต่ปี 2562 พร้อมกำหนด &ldquo;<strong>ราคาจำหน่ายหน้าโรงงาน</strong>&rdquo; น้ำตาลทรายขาว กก.ละ 19 บาท น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ กก.ละ 20 บาท และควบคุม &ldquo;<strong>ราคาจำหน่ายปลีก</strong>&rdquo; กก.ละ 24 บาท สำหรับน้ำตาลทรายขาว และ กก.ละ 25 บาท สำหรับน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
เท่ากับว่า น้ำตาลทรายจะกลับไป &ldquo;<strong>ขายราคาเดิม</strong>&rdquo; เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้เพิ่มมาตรการควบคุม &ldquo;<strong>การส่งออก</strong>&rdquo; กำหนดตั้งแต่ 1 ตัน หรือ 1,000 กก. ขึ้นไป ต้องขออนุญาตก่อนส่งออก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
พูดได้ว่า &ldquo;<strong>เสียงเชียร์</strong>&rdquo; มาเต็ม เพราะหากขืนปล่อยไป มีหวัง &ldquo;<strong>ค่าครองชีพพุ่ง</strong>&rdquo; อีกบานตะไท เนื่องจากน้ำตาลทราย เป็น &ldquo;<strong>วัตถุดิบ</strong>&rdquo; ในการผลิตสินค้าที่เกี่ยวเนื่องมากมาย ทั้ง &ldquo;<strong>อาหาร-เครื่องดื่ม-ขนมหวาน</strong>&rdquo; &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะที่ &ldquo;<strong>พ่อค้า-แม่ค้า</strong>&rdquo; หลายราย เริ่มออกมา &ldquo;<strong>โวยวาย</strong>&rdquo; และประกาศที่ &ldquo;<strong>ปรับขึ้นราคา</strong>&rdquo; ทันที หากน้ำตาลทรายขึ้นราคา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ไม่เพียงแค่นั้น หากปล่อยผ่าน ก็เท่ากับ &ldquo;<strong>สวนทาง</strong>&rdquo; นโยบายรัฐบาลที่ต้องการ &ldquo;<strong>ลด</strong>&rdquo; ภาระค่าครองชีพ &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
หลังประชุม กกร. เสร็จ วันต่อมา &ldquo;<strong>กระทรวงพาณิชย์</strong>&rdquo; ได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 31 ต.ค.2566 และ ครม. ได้เห็นชอบตามที่เสนอ และมีการประกาศลง &ldquo;<strong>ราชกิจจานุเบกษา</strong>&rdquo; มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พ.ย.2566<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
จากวันที่ 28 ต.ค.2566 ซึ่งเป็นวันที่ประกาศ สอน. มีผลบังคับใช้ จนถึงวันที่ กกร. นำน้ำตาลทรายบรรจุเป็นสินค้าควบคุม และ ครม. อนุมัติ จนประกาศลงราชกิจจานุเบกษาและบังคับใช้ในวันที่ 1 พ.ย.2566 ได้เกิดช่วง &ldquo;<strong>สุญญากาศ</strong>&rdquo; ราว ๆ 4 วัน ทำให้ &ldquo;<strong>โรงงานน้ำตาลทราย</strong>&rdquo; ไม่กล้าปล่อยของ เพราะไม่รู้จะยึดราคาของ สอน. หรือตามมติ กกร. ทำให้สินค้าเข้าสู่ตลาดลดลง จนทำให้มีปัญหา &ldquo;<strong>ตึงตัว</strong>&rdquo; ในบางพื้นที่ ผู้ใช้ไม่สามารถหาซื้อน้ำตาลทรายได้</p>

<p>ในวันที่ 2 พ.ย.2566 &ldquo;<strong>กรมการค้าภายใน</strong>&rdquo; ได้ออกมาย้ำว่า ทุกรายไม่ว่าจะเป็นใคร ทั้งโรงงาน พ่อค้าแม่ค้า ห้างค้าส่งค้าปลีก &ldquo;<strong>ต้องขาย</strong>&rdquo; น้ำตาลทรายใน &ldquo;<strong>ราคาควบคุม</strong>&rdquo; ใครฝ่าฝืน &ldquo;<strong>มีโทษ</strong>&rdquo; กรณีจำหน่ายสูงกว่าราคาที่กฎหมายกำหนด จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีจำหน่ายสินค้าราคาสูงเกินสมควร กักตุนสินค้า ประวิงการจำหน่าย และปฏิเสธการจำหน่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
พร้อมกำชับ &ldquo;<strong>พาณิชย์จังหวัด</strong>&rdquo; ทั่วประเทศ ตรวจสอบสถานการณ์การจำหน่าย ทั้งในร้านค้า ตลาดสด ห้าง รวมทั้งตรวจสอบสต๊อกด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนปัญหาการตึงตัว เพราะโรงงานน้ำตาลทรายไม่ปล่อยของ ได้ส่งสัญญาณถึง สอน. ให้ปรับปรุงประกาศราคาน้ำตาลทรายให้เป็นไปตามมติ กกร. จนกระทั่งช่วงค่ำ ๆ วันที่ 2 พ.ย.2566 สอน. ได้ออกประกาศกำหนดราคาน้ำตาลทรายออกมา และมีผลบังคับใช้ในวันเดียวกัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
เป็นการ &ldquo;<strong>ปิดฉาก</strong>&rdquo; ความไม่ชัดเจนเรื่องน้ำตาลทรายลงในทันที<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นั่นหมายความว่า &ldquo;<strong>น้ำตาลทราย</strong>&rdquo; ได้ถอยกลับไป ณ จุดเดิมก่อนหน้านี้ และต้องขาย &ldquo;<strong>ราคาเดิม</strong>&rdquo; ใครที่ขึ้นไปแล้ว ก็ต้อง &ldquo;<strong>ลดลงมา</strong>&rdquo; ส่วนสินค้าที่ใช้น้ำตาลทรายเป็น &ldquo;<strong>วัตถุดิบ</strong>&rdquo; ใครที่อ้างต้นทุนขึ้นและขึ้นราคาไปแล้ว ก็ต้องกลับไปขายที่ราคาเดิมด้วย จะมาแอบอ้างมั่ว ๆ ไม่ได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
หากพ่อค้าแม่ค้ายัง &ldquo;<strong>ดื้อดึง</strong>&rdquo; ใช้เหตุผลน้ำตาลทราย &ldquo;<strong>ปรับขึ้นราคา</strong>&rdquo; โดยไม่ดูสถานการณ์ความเป็นจริง ไม่ดูตาม้าตาเรือ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ประชาชนผู้บริโภค ที่ได้รับความเดือดร้อน หาก &ldquo;<strong>พบเจอ-พบเห็น</strong>&rdquo; ที่ไหน ให้ &ldquo;<strong>ชี้เป้า</strong>&rdquo; และ &ldquo;<strong>ร้องเรียน</strong>&rdquo; ได้ที่ &ldquo;<strong>สายด่วน 1569</strong>&rdquo;<br />
<br />
รับรองได้เลย มี &ldquo;<strong>จัดหนัก-จัดเต็ม</strong>&rdquo; แน่นอน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;<strong>พาณิชย์</strong>&rdquo; เขายืนยันมาแล้ว ถ้าไม่เชื่อ ก็ลองดู</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2023110680bb80eee24e3f301c015c93c51a13e0113207.jpg' type='image/jpg' length='293976' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ยกระดับควบคุมสินค้าใช้ได้สองทาง เตรียมนำมาตรการออกใบอนุญาตมาบังคับใช้]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/19552</link>
<guid isPermaLink="false">a788314f1fd57e9440ef6e05d98ee840</guid>
<pubDate>Fri, 03 Nov 2023 15:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศยกระดับมาตรการควบคุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง และสินค้าที่ใช้ได้สองทาง เตรียมนำมาตรการออกใบอนุญาตมาบังคับใช้ หลังจากก่อนหน้านี้ ให้เป็นเรื่องสมัครใจ แต่หลังจากเกิดความขัดแย้งในหลายพื้นที่ทั่วโลก จึงต้องคุมเข้ม หวังสร้างความเชื่อมั่นต่อสินค้าไทยให้กับนานาชาติ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก รวมทั้งความตึงเครียดระดับภูมิภาคเกิดจากหลายปัจจัย จนนำไปสู่สถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรง ส่งผลต่อเศรษฐกิจและการค้าในหลายประเทศรวมถึงไทย ทำให้กรมต้องต้องยกระดับมาตรการควบคุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction : WMD) และสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-Use Items : DUI) ให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันสินค้าในทางพาณิชย์นำไปถูกปรับเปลี่ยนใช้ในการทำลายล้าง โดยเฉพาะในส่วนการสู้รบหรือก่อความไม่สงบในภูมิภาค<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยปัจจุบันไทยมี พ.ร.บ.การควบคุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. 2562 เป็นกฎหมายเฉพาะในการกำกับดูแลสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยาย WMD และสินค้า DUI ซึ่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวได้ให้อำนาจกระทรวงพาณิชย์ในการพิจารณากำหนดมาตรการเพื่อการกำกับดูแลอย่างครบถ้วน ประกอบด้วย 1.มาตรการอนุญาต (Licensing) 2.มาตรการรับรองตนเอง (Self-Certification) และ 3.มาตรการอื่นใด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์กล่าวว่า ไทยยังไม่ได้บังคับใช้มาตรการออกใบอนุญาต (Licensing) สำหรับสินค้า DUI ซึ่งถือเป็นมาตรการหลักสำคัญของ พ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ เป็นช่วงการใช้มาตรการสมัครใจ แต่จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก กรมจึงเห็นว่า เพื่อให้การกำกับดูแลสินค้า DUI ของไทยมีความปลอดภัย และลดความเสี่ยงในการถูกใช้เป็นฐานการผลิตหรือการส่งผ่าน DUI ไปยังกลุ่มผู้ก่อการร้าย ไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการนำมาตรการ Licensing มาบังคับใช้ เนื่องจากเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพสูง ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศโดยเฉพาะประเทศคู่ค้าและการลงทุนสำคัญของไทย เช่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง และออสเตรเลีย เป็นต้นว่าสามารถป้องกันการแพร่ขยาย WMD ได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>ทั้งนี้ การใช้มาตรการออกใบอนุญาตในระยะแรก ผู้ส่งออกอาจต้องใช้เวลาในการเรียนรู้กฎระเบียบแนวทางปฏิบัติ แต่จากการประเมินสถานการณ์ กรมเชื่อว่าผู้ส่งออกจะได้รับประโยชน์จากการใช้มาตรการอย่างน้อยก็เป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศในการทำการค้า ซึ่งกรมจะจัดให้มีประชาพิจารณ์และนำเสนอข้อมูลต่อระดับนโนบายต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การที่ไทยได้ให้ความสำคัญกับการทำการค้าที่โปร่งใส ปลอดภัย ไม่นำไปสู่ความขัดแย้งหรือการสู้รบในภูมิภาค ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาประเทศว่าไทยมีความรับผิดชอบต่อสังคมโลก และสินค้าที่ส่งออกจากประเทศไทยจะมีความปลอดภัยไม่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายและการแพร่ขยาย WMD และการใช้มาตรการ Licensing ยังจะช่วยส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมายังไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นเป้าหมายสำคัญตามนโยบายรัฐบาล เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ขั้นสูง อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรที่ทันสมัย เนื่องจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยในการกำกับดูแลสินค้า เทคโนโลยี และเงินทุน อันจะนำมาซึ่งการลงทุนจากต่างชาติ การสร้างงาน สร้างรายได้ และการถ่ายทอดความรู้เชิงเทคนิคการผลิตซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มและต่อยอดให้อุตสาหกรรมภายในประเทศได้ต่อไป&rdquo;นายรณรงค์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ที่ผ่านมา กรมการค้าต่างประเทศได้อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว ออกอนุบัญญัติกำหนดมาตรการอื่นใดเพื่อควบคุมสินค้า DUI ประกอบด้วย 1.มาตรการ End-use End-User Control : EUEUC ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง มาตรการเพื่อประโยชน์ในการควบคุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงและมาตรการเกี่ยวกับสินค้าที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการใช้สุดท้ายหรือผู้ใช้สุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ.2564 และ 2.มาตรการการรับรองระบบงานควบคุมสินค้าภายในองค์กร (Internal Compliance Program : ICP) ตามประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง หลักเกณฑ์การรับรองระบบงานควบคุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ.2564</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202311032c7dd1d971bdd97de8aef8c24ab6ea58151334.jpg' type='image/jpg' length='189305' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม” สั่งตั้งคณะทำงานร่วม 4 ฝ่าย หาทางออกแก้ปัญหาอ้อยและน้ำตาลทั้งระบบ]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/19535</link>
<guid isPermaLink="false">a4ec4f33872a443eba95b64ca25c0af5</guid>
<pubDate>Fri, 03 Nov 2023 14:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; สั่งตั้งคณะทำงานร่วม 4 ฝ่าย พาณิชย์-เกษตร-อุตสาหกรรม-ชาวไร่อ้อย หาทางออกดีที่สุดแก้ปัญหาอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบ ขีดเส้นจบภายใน 1 เดือนก่อนเปิดหีบ เผยหากคุยครบทุกฝ่ายและยอมรับกันได้ แม้จะเสนอให้ถอดออกจากสินค้าควบคุม ก็พร้อมทำ ด้านชาวไร่อ้อย พอใจผลหารือ สั่งระงับปิดโรงงานน้ำตาล วันที่ 6 พ.ย.นี้ ไปก่อน</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือร่วมกับตัวแทนชาวไร่อ้อย ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รับฟังความเดือดร้อนและข้อกังวลของชาวไร่ กรณีที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้นำน้ำตาลทรายเข้าสู่บัญชีสินค้าควบคุม รวมถึงรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะการแก้ปัญหาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งได้ยืนยันว่า กกร. ได้ออกประกาศเป็นสินค้าควบคุมไปแล้ว ก็ต้องให้เป็นสินค้าควบคุมต่อไป แต่เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับอุตสาหกรรมนี้ จึงได้ตั้งคณะทำงานบริหารความสมดุลในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล โดยมีนายยรรยง พวงราช ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นเลขานุการ และมีอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงตัวแทนจากกระทรวงอุตสาหกรรมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และชาวไร่อ้อย 4 คนรวมเป็นคณะทำงาน<br />
<br />
&ldquo;คณะทำงานชุดนี้ จะหารือกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับอุตสาหกรรมทั้งระบบ และเกิดความยั่งยืนของอุตสาหกรรม เมื่อได้ข้อสรุปอย่างไรแล้ว ก็ให้เสนอมา แม้กระทั่งให้นำออกจากบัญชีสินค้าควบคุมก็พร้อมทำ แต่ต้องเป็นทางออกของทุกฝ่าย และคุยให้ครบทุกฝ่าย มีระยะเวลาการทำงานไม่เกิน 1 เดือน ถ้าได้ข้อสรุปเร็วกว่านี้ได้ยิ่งดี เพื่อให้ทันกับการเปิดหีบอ้อยในเร็ว ๆ นี้ โดยจะประชุมนัดแรกวันที่ 6 พ.ย.นี้&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว</p>

<p>นายกำธร กิตติโชติทรัพย์ นายกสมาคมกลุ่มชาวไร่อ้อยเขต 7 กาญจนบุรี กล่าวว่า จากการหารือกับ รมว.พาณิชย์ ชาวอ้อยมีความพอใจในแนวทางที่ให้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาเจรจาหาทางออกแก้ปัญหาอ้อยและน้ำตาลทรายร่วมกัน &nbsp;ดังนั้น ชาวไร่อ้อยจึงมีความเห็นร่วมกันที่จะระงับมาตรการปิดโรงงานผลิตน้ำตาลทั่วประเทศ ในวันที่ 6 พ.ย.2566 ไว้ก่อน เพื่อได้มีเวลาหารือ และดูแลราคาน้ำตาลและอ้อยร่วมกันอย่างยั่งยืน ซึ่งคาดจะได้ข้อสรุปก่อนมีการเปิดหีบอ้อยช่วงปลายเดือนพ.ย. หรือต้นเดือนธ.ค.นี้<br />
<br />
ทั้งนี้ สมาคมฯ ยืนยันว่าแม้ปีนี้ผลผลิตอ้อยและน้ำตาลจะลดลงจากภาวะภัยแล้ง แต่ยังคงมีปริมาณน้ำตาลทรายเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศแน่นอน ขณะที่ต้นทุนการปลูกอ้อยของเกษตรกรอยู่ที่ตันละ 1,400 บาท ซึ่งเท่ากับราคาน้ำตาลทรายที่กิโลกรัม (กก.) ละ 22 บาท ส่วนการลักลอบส่งออกตามชายแดน ยืนยันว่าผู้ผลิตได้มีระบบควบคุมตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางอยู่แล้ว ขายให้ใคร ปริมาณเท่าไร ซึ่งดูแลไม่ให้เกิดการลักลอบได้ระดับหนึ่ง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202311033289eeae455e0e03bc4b8c7f6043c967145644.jpg' type='image/jpg' length='362258' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ลุยตรวจการจำหน่าย สต๊อกน้ำตาลทรายทั่วประเทศ ยันสินค้ามีขายปกติ]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/19280</link>
<guid isPermaLink="false">ee2dc42857fe3041c7add740022305ed</guid>
<pubDate>Thu, 02 Nov 2023 15:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ปลัดพาณิชย์&rdquo; สั่งการพาณิชย์จังหวัด ลงพื้นที่ติดตามการจำหน่าย และตรวจสต๊อกน้ำตาลทรายทั่วประเทศ หลังเป็นช่วงรอยต่อการนำน้ำตาลทรายเป็นสินค้าควบคุม และการกำหนดมาตรการดูแล ทั้งกำหนดราคาขายหน้าโรงงาน จำหน่ายปลีก ควบคุมส่งออก ยันน้ำตาลทรายมีจำหน่ายปกติ แต่อาจตึงตัวบ้าง หลังจากนี้ จบแน่นอน เผยยังได้ทำหนังสือถึงโรงงาน ห้าง ร้านค้า ตลาด ปฏิบัติตามกฎหมาย และขอผู้ว่าฯ กรมศุลกากร ตำรวจ ช่วยกำกับดูแล &nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้ประชุมร่วมกับพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ สั่งการให้ลงพื้นที่ติดตามการจำหน่ายน้ำตาลทราย ทั้งในห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า และร้านค้า ตลาดสด และตรวจสอบสต๊อกน้ำตาลทรายทั่วประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์ และป้องกันการกักตุน หลังจากช่วงนี้ เป็นช่วงรอยต่อ ของการนำน้ำตาลทรายเป็นสินค้าควบคุม และการกำหนดมาตรการควบคุม ทั้งคุมราคาจำหน่ายหน้าโรงงาน ราคาจำหน่ายปลีก และการควบคุมการส่งออก<br />
<br />
&ldquo;กรมขอแจ้งว่าขณะนี้น้ำตาลทรายเป็นสินค้าควบคุมแล้ว และมาตรการที่นำมาบังคับใช้ ทั้งการกำหนดราคาจำหน่าย และการควบคุมการส่งออก ได้ประกาศออกมาบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2566 ที่ผ่านมา นั่นหมายความว่า ราคาจำหน่ายทั้งหน้าโรงงาน และจำหน่ายปลีก จะต้องเป็นไปตามประกาศ กกร. ห้ามขายเกินไปจากนี้&rdquo;<br />
<br />
สำหรับกรณีปัญหาห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า และร้านค้า ไม่มีน้ำตาลทรายจำหน่าย เพราะโรงงานไม่จัดส่งน้ำตาลทรายให้ เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องราคานั้น กรมได้มีการหารือกับห้าง และผู้จำหน่ายแล้ว พบว่า น้ำตาลทรายยังมีจำหน่ายเป็นปกติ และอาจจะตึงตัวในระยะสั้น ๆ ในบางพื้นที่ แต่หลังจากนี้ ปัญหาจะหมดไป เพราะทุกอย่างมีความชัดเจนแล้ว และยังได้แจ้งไปยังสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ขอดำเนินการในส่วนที่รับผิดชอบให้สอดคล้องกับประกาศ กกร. แล้ว<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม กรมจะมีการตรวจสอบและติดตามการจำหน่ายน้ำตาลทรายอย่างใกล้ชิด หากพบมีการจำหน่ายสูงกว่าราคาที่กฎหมายกำหนด จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีจำหน่ายสินค้าราคาสูงเกินสมควร กักตุนสินค้า ประวิงการจำหน่าย และปฏิเสธการจำหน่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยประชาชนที่พบเห็นหรือได้รับความเดือดร้อน สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1569</p>

<p>ร.ต.จักรา ยอดมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมได้ทำหนังสือแจ้งไปยังโรงงานน้ำตาลทราย 50 แห่ง ห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ สมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย และสมาคมตลาดสดไทย ให้จำหน่ายน้ำตาลทรายตามราคาที่กฎหมายกำหนด และทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ พาณิชย์จังหวัด กระทรวงมหาดไทย กรมศุลกากร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ โดยยึดตามที่ประกาศ กกร. กำหนด<br />
<br />
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้พิจารณานำน้ำตาลทรายเป็นสินค้าควบคุม และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ และประกาศลงราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค.2566 ที่ผ่านมา และต่อมาได้ออกประกาศ กกร. กำหนดราคาจำหน่ายน้ำตาลทรายขาวหน้าโรงงาน กิโลกรัม (กก.) ละ 19 บาท น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ กก.ละ 20 บาท และราคาขายปลีกกรุงเทพฯ และปริมณฑล น้ำตาลทรายขาว กก.ละ 24 บาท และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ กก.ละ 25 บาท ยกเว้นน้ำตาลทรายก้อน น้ำตาลบรรจุซองไม่เกินซองละ 10 กรัม และบรรจุในกล่องหรือภาชนะอื่น ชนิดบรรจุขวด กล่อง หรือภาชนะที่มีลักษณะพิเศษ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2566<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนมาตรการส่งออกน้ำตาลทราย กำหนดไว้ว่า หากจะส่งออกตั้งแต่ 1 ตัน หรือ 1,000 กก. ขึ้นไป ต้องได้รับหนังสืออนุญาตจากเลขาธิการ กกร. ตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการ ที่ กกร. แต่งตั้ง มีเลขาธิการ สอน. เป็นประธาน มีรองอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นรองประธาน ซึ่งได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาตส่งออกแล้ว โดยการส่งออก ต้องส่งออกตามชนิด ปริมาณ ระยะเวลา สถานที่ ตามที่ขอไว้ และต้องมีหนังสือขออนุญาตกำกับทุกครั้ง และหนังสืออนุญาตใช้ได้เฉพาะการส่งออกครั้งเดียว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่มีประชาชนร้องเรียนว่ามีปัญหาน้ำตาลทรายขาดแคลน และไม่สามารถหาซื้อได้ เนื่องจากโรงงานน้ำตาลทราย ไม่จัดส่งน้ำตาลทรายเข้าสู่ตลาด เพราะไม่รู้ว่าจะยึดราคาจำหน่ายใด ระหว่างประกาศ กกร. หรือราคาตามประกาศของ สอน. ล่าสุด ที่กำหนดราคาจำหน่ายน้ำตาลทรายขาวหน้าโรงงาน กก.ละ 23 บาท น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ 24 บาท เพราะตอนนี้ สอน. ยังไม่ออกประกาศใหม่ ให้สอดคล้องกับประกาศของ กกร. จึงต้องรอให้ สอน. ออกประกาศใหม่ก่อน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20231102421b9e33f3e95c2b2053e294850a717c153440.jpg' type='image/jpg' length='295469' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​อาเซียน-จีน ตั้งเป้าอัปเกรด FTA ให้ได้เกินครึ่งทางภายในปีนี้ ก่อนสรุปผลปี 67]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/19237</link>
<guid isPermaLink="false">fc94cea19ce6030740a63b83ab5cd305</guid>
<pubDate>Thu, 02 Nov 2023 13:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>อาเซียน-จีนประชุมอัปเกรดความตกลง ACFTA ครั้งที่ 4 ทั้งแบบพบหน้าและออนไลน์ ตั้งเป้าผลักดันการเจรจาให้คืบหน้าเกินครึ่งทางภายในปีนี้ เพื่อสรุปผลให้ได้ภายในปี 67 เผยจีนจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมรอบต่อไป ช่วงปลายเดือน ม.ค.67 ที่กรุงปักกิ่ง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ไทยได้เข้าร่วมการเจรจายกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA Upgrade Negotiations) ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 25-29 ต.ค.2566 ที่ผ่านมา ณ เมืองบันดุง สาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยมีนายหวี เปิ่นหลิน อธิบดีกรมเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ เป็นประธานฝ่ายจีน โดยไทยในฐานะประธานร่วมฝ่ายอาเซียนได้ร่วมกับจีนผลักดันให้การเจรจารอบนี้ มีความคืบหน้ามากที่สุด ซึ่งตั้งเป้าให้การเจรจาคืบหน้าได้เกินครึ่งทางภายในปีนี้ เพื่อสรุปผลการเจรจาภายในปี 2567 ทั้งนี้ จีนจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรอบต่อไป ในช่วงปลายเดือน ม.ค.2567 ณ กรุงปักกิ่ง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการเจรจารอบนี้ เป็นการประชุมในรูปแบบไฮบริด ทั้งแบบพบหน้าและแบบออนไลน์ ซึ่งประกอบด้วยการประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้า (Trade Negotiating Committee) ซึ่งกำกับดูแลและติดตามการเจรจาในภาพรวม และการประชุมคณะทำงานย่อย 11 กลุ่ม ได้แก่ 1.การค้าสินค้า 2.การลงทุน 3.เศรษฐกิจสีเขียว 4.เศรษฐกิจดิจิทัล 5.สุขอนามัยและสุขอนามัยพืช 6.กฎระเบียบทางเทคนิคและกระบวนการตรวจสอบและรับรอง 7.วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย 8.การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค 9.พิธีการทางศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า 10.ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและวิชาการ และ 11.กฎหมายและสถาบัน</p>

<p>ทั้งนี้ อาเซียนและจีนยังมีเป้าหมายปรับปรุงความตกลง ACFTA ให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทย พร้อมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างอาเซียนกับจีนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในปี 2565 การค้าระหว่างอาเซียนกับจีน มีมูลค่า 715,156.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 6.70% โดยอาเซียนส่งออกของไปจีน มูลค่า 288,920.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาเซียนนำเข้าจากจีน มูลค่า 426,235.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับในช่วง 9 เดือนของปี 2566 (ม.ค.-ก.ย.) การค้าระหว่างไทยกับจีน มีมูลค่า 78,916.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปจีน มูลค่า 26,333.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากจีน มูลค่า 52,583.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น ผลไม้สด ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ เช่น เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน และเหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/file/get/file/202306193051d0a8b18bc8e386c0ec3b3d03c08b135357.jpg' type='image/jpg' length='' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม”สั่ง อคส. ใช้จุดแข็งคลังสินค้า เพิ่มรายได้ ช่วยคนตัวเล็ก เร่งเคลียร์คดีคั่งค้าง]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/19236</link>
<guid isPermaLink="false">feecffce11af0c0b2a2f96dedfe86b82</guid>
<pubDate>Thu, 02 Nov 2023 13:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; มอบนโยบายการทำงานให้ อคส. เดินหน้าใช้จุดแข็งการเป็นเจ้าของคลังสินค้า สร้างรายได้ และช่วยเหลือคนตัวเล็ก ทั้งเกษตรกร และ SMEs ให้แข่งขันได้ อย่าไปทำงานนอกลู่นอกทาง พร้อมกำชับต้องมีธรรมาภิบาลในการทำงาน หลังที่ผ่านมา ภาพพจน์ไม่ค่อยดี ส่วนคดีคั่งค้างต่าง ๆ ต้องรีบเคลียร์ให้จบ เผยกำลังเร่งตั้งบอร์ดชุดใหม่ หลังชุดเก่าลาออกแล้ว</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเยี่ยมและมอบนโยบายการทำงานให้กับองค์การคลังสินค้า (อคส.) ว่า ได้มอบนโยบายให้ อคส. ไปจัดทำยุทธศาสตร์การทำงานให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และนโยบายกระทรวงพาณิชย์ โดยให้เน้นการทำงานตามภารกิจในการจัดตั้ง อคส. เพราะที่ผ่านมา มีการดำเนินการนอกภารกิจไปมาก ก็ขอให้ไปเคลียร์ให้จบ และหันมาทำงานตามภารกิจ โดยเฉพาะการใช้จุดแข็งของการมีคลังสินค้า เพื่อสร้างรายได้ และต้องทำให้มีส่วนช่วยสนับสนุนเกษตรกร สนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ซึ่งเป็นคนตัวเล็กให้แข่งขันได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ได้ให้นโยบายไปว่า จะต้องทำงานให้ตรงตามวัตถุประสงค์ ถ้าไม่ทำตามวัตถุประสงค์ ก็จะล้มเหลวไปเรื่อย เหมือนอย่างองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ หรือ ร.ส.พ. ที่ไม่ทำงานตามภารกิจ และถูกปิดไปแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไปยุบ อคส. แค่เห็นว่า อคส. มีบทบาทที่จะทำงานได้ มีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ก็ต้องไปทบทวนตัวเอง แต่ทั้งหมดนี้ ก็ต้องเป็นการทำงานตามภารกิจที่มีอยู่&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว</p>

<p>นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้มีการทำงานด้วยหลักธรรมาภิบาล ต้องเคลียร์ตัวเองให้สังคมเห็น อยากให้ปรับปรุงแก้ไข เพราะที่ผ่านมา ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องภาพพจน์ ต้องทำให้ดีขึ้น ส่วนคดีคั่งค้างต่าง ๆ ที่ อคส. ถูกมองเป็นจำเลยสังคม ก็ต้องรีบเคลียร์ให้จบ ไม่อยากสาวว่าใครผิดใครถูก แค่อยากทำให้จบ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการแต่งตั้งคณะกรรมการ อคส. ชุดใหม่ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา เพราะปัจจุบัน ประธานบอร์ด และกรรมการที่เหลือ ได้ลาออกหมดแล้ว ทำให้ต้องแต่งตั้งใหม่ เพื่อให้เข้าไปขับเคลื่อนการทำงานของ อคส. โดยจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2023110261f48741d2b56a29deaad16548383bf7135048.jpg' type='image/jpg' length='371471' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมเจรจาฯ บินเจนีวา ถก FTA ไทย-EFTA รอบ 7 ติดตามความคืบหน้า ลงลึก 9 กลุ่มย่อย]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/18768</link>
<guid isPermaLink="false">8fa46546170edb6ccf8ede366b923688</guid>
<pubDate>Tue, 31 Oct 2023 13:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเตรียมเข้าร่วมการประชุมเจรจาจัดทำ FTA ไทย-EFTA รอบ 7 ที่เจนีวา วันที่ 6-9 พ.ย.นี้ เผยจะมีการประชุมระดับหัวหน้าคณะผู้แทน ติดตามภาพรวมการเจรจา และการประชุมกลุ่มย่อย 9 กลุ่ม และนัดพิเศษ 2 กลุ่ม กลางเดือนพ.ย. และธ.ค. ยังตั้งเป้าสรุปผลกลางปี 67 เช่นเดิม</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า จะเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (European Free Trade Association : EFTA) รอบที่ 7 ระหว่างวันที่ 6-9 พ.ย.2566 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส โดยการประชุมครั้งนี้ สมาชิก EFTA 4 ประเทศ คือ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการเจรจารอบนี้ ประกอบด้วยการประชุมระดับหัวหน้าคณะผู้แทน ซึ่งกำกับดูแลการเจรจาในภาพรวม และการประชุมกลุ่มย่อย 9 กลุ่ม ได้แก่ 1.การค้าสินค้า 2.กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า 3.มาตรการเยียวยาทางการค้า 4.การค้าบริการ 5.การลงทุน 6.พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ 7.การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ 8.ความร่วมมือด้านเทคนิคและการเสริมสร้างศักยภาพ และ 9.วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม<br />
<br />
ทั้งนี้ จะมีการประชุมกลุ่มย่อยอีก 2 กลุ่ม คือ ทรัพย์สินทางปัญญา และกฎหมายและการระงับข้อพิพาท ในช่วงกลางเดือน พ.ย. และต้นเดือน ธ.ค.2566 โดยตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาภายในกลางปี 2567</p>

<p>นางอรมนกล่าวว่า ผลการศึกษาเบื้องต้น พบว่า การจัดทำ FTA ระหว่างไทยกับ EFTA จะช่วยให้ GDP ของไทย เพิ่มขึ้น 0.179% หรือประมาณ 886.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การส่งออกของไทย เพิ่มขึ้น 0.142% หรือประมาณ 405.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้าของไทย เพิ่มขึ้น 0.224% หรือประมาณ 615.10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
<br />
โดยสินค้าเกษตรและอาหารที่ไทยจะรับได้ประโยชน์ เช่น ข้าว ข้าวโพดหวาน อาหารสำเร็จรูป อาหารสุนัขและแมว ผลไม้เมืองร้อน แป้ง น้ำมันพืช ไก่แปรรูป น้ำตาลและผลิตภัณฑ์ เส้นก๋วยเตี๋ยว ผักและผลไม้กระป๋อง และน้ำผลไม้ สินค้าอุตสาหกรรม เช่น เครื่องแต่งกาย ยานยนต์และชิ้นส่วน และอัญมณีและเครื่องประดับ และภาคบริการ อาทิ การท่องเที่ยว การเงิน โทรคมนาคม การแพทย์และสุขภาพ พลังงานสะอาด และด้านวิชาชีพ<br />
<br />
ในช่วง 9 เดือนของปี 2566 (ม.ค.-ก.ย.) การค้าระหว่างไทยกับ EFTA มีมูลค่า 7,036.80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไป EFTA มูลค่า 3,240.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจาก EFTA มูลค่า 3,796.65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ นาฬิกาและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เครื่องใช้สำหรับเดินทาง และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และสินค้านำเข้าสำคัญ เช่น เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ นาฬิกาและส่วนประกอบ เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202310313cdbe5398b88f66661a0edeb47a5991d132759.jpg' type='image/jpg' length='180940' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เปิดรับฟังความเห็น เลิกคุมนำเข้ายางหล่อดอกใหม่ใช้กับรถบัสหรือรถบรรทุก]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/18767</link>
<guid isPermaLink="false">49b1ad4be512728299e7df21aea8cd15</guid>
<pubDate>Tue, 31 Oct 2023 13:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศยกร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับใหม่ กำหนดให้ยางรถใช้แล้วเป็นสินค้าที่ต้องห้ามหรือต้องขออนุญาตและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ยกเลิกการควบคุมยางที่หล่อดอกใหม่ชนิดที่ใช้กับรถบัสหรือรถบรรทุก เพื่อให้สอดคล้องกับที่ สมอ. ประกาศควบคุมมาตรฐานเพิ่มเติม และการนำเข้าต้องขออนุญาตจาก สมอ. พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่วันนี้ ถึง 10 พ.ย.นี้</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง และได้จัดทำ (ร่าง) ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ให้ยางรถใช้แล้วเป็นสินค้าที่ต้องห้ามหรือต้องขออนุญาตและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. ... เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้นำเข้ายางรถใช้แล้ว โดยยกเลิกการควบคุมยางที่หล่อดอกใหม่ชนิดที่ใช้กับรถบัสหรือรถบรรทุก พิกัดศุลกากร 4012.12.10 และ 4012.12.90 และกำหนดปริมาณการนำเข้ายางรถตามข้อยกเว้นในกรณีต่าง ๆ เช่น เพื่อการศึกษาวิจัย เพื่อการแข่นขัน และเพื่อการท่องเที่ยว เป็นต้น &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ก่อนหน้านี้ ในปี 2556 กระทรวงพาณิชย์ได้ออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้ยางรถที่ใช้แล้วเป็นสินค้าที่ต้องห้ามหรือต้องขออนุญาตและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2556 ลงวันที่ 16 ส.ค.2556 เพื่อควบคุมการนำเข้ายางรถใช้แล้วที่ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม</p>

<p>ต่อมาวันที่ 4 พ.ค.2565 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ออกกฎหมายควบคุมสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานเพิ่มเติม โดยกำหนดให้ยางล้อแบบสูบลมหล่อดอกซ้ำสำหรับยานยนต์เชิงพาณิชย์และส่วนพ่วงต้องเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (มอก.) ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวมีขอบเขตสินค้าและพิกัดอัตราศุลกากรเช่นเดียวกับประกาศกระทรวงพาณิชย์ข้างต้น 2 รายการ ได้แก่ ยางที่หล่อดอกใหม่ชนิดที่ใช้กับรถบัสหรือรถบรรทุก พิกัดฯ 4012.12.10 และ 4012.12.90 ส่งผลให้ผู้นำเข้ายางรถใช้แล้วประเภทดังกล่าวต้องขออนุญาตนำเข้าจาก สมอ. ด้วย<br />
<br />
ทั้งนี้ กรมได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) ประกาศกระทรวงพาณิชย์ฯ ดังกล่าว ผ่านทางระบบกลางทางกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา (<a href="http://www.law.go.th/" target="_blank">www.law.go.th</a>) หรือเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ (<a href="http://www.dft.go.th/" target="_blank">www.dft.go.th</a>) ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 10 พ.ย.2566 เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายก่อนเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้ต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20231031f2139191125960f43b0dc80625df3d68132657.jpg' type='image/jpg' length='359256' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กกร.ขึ้นบัญชีควบคุม “น้ำตาลทราย” คงราคาขายเท่าเดิม ส่งออกเกิน 1 พันกิโลต้องขอ]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/18766</link>
<guid isPermaLink="false">e5c15d62eb1dd9b622ce1b80251ebf5f</guid>
<pubDate>Tue, 31 Oct 2023 13:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) มีมตินำสินค้าน้ำตาลทรายเป็นสินค้าควบคุม พร้อมกำหนดราคาจำหน่ายหน้าโรงงานกิโลกรัมละ 19 บาท สำหรับน้ำตาลทรายขาว และ 20 บาท สำหรับน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ และราคาขายปลีก 24 และ 25 บาท พร้อมคุมเข้มส่งออกเกิน 1,000 กิโลกรัม ต้องขออนุญาต ยันมีความจำเป็นต้องดูแลผู้บริโภค และป้องกันการปรับขึ้นราคา ส่วนเกษตรกร ไม่ได้รับผลกระทบ อุตสาหกรรมจะมีมาตรการดูแล เตรียมนำเสนอ ครม. 31 ต.ค. ก่อนประกาศลงราชกิจจานุเบกษาบังคับใช้ทันที</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่กระทรวงพาณิชย์ ว่า ได้เรียกประชุมคณะกรรมการชุดนี้เป็นการเร่งด่วน และได้พิจารณากำหนดให้สินค้าน้ำตาลทรายเป็นสินค้าควบคุมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 เพื่อป้องกันผลกระทบกับประชาชน และทุกภาคส่วนที่ใช้น้ำตาลทรายเป็นวัตถุดิบ ทั้งสินค้ากลุ่มอาหารกระป๋อง เครื่องดื่ม ขนมหวาน ที่อาจจะมีการปรับขึ้นราคา หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ได้ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงานใหม่ โดยน้ำตาลทรายขาวจากเดิมกิโลกรัม (กก.) ละ 19 บาท เป็นราคา กก.ละ 23 บาท น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์จากเดิม กก.ละ 20 บาท เป็น กก. ละ 24 บาท ส่วนผลให้ราคาจำหน่ายปลีกน้ำตาลทรายขาว เพิ่มจาก กก.ละ 23 บาท เป็น กก.ละ 28 บาท และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ จากกก.ละ 24 บาท เป็นกก.ละ 29 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค.2566 ที่ผ่านมา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ หลังจากกำหนดให้เป็นสินค้าควบคุมแล้ว ได้กำหนดมาตรการกำกับดูแล 2 มาตรการ คือ 1.กำหนดราคาจำหน่ายหน้าโรงงานที่ กก.ละ 19 บาท สำหรับน้ำตาลทรายขาว และ กก.ละ 20 บาท สำหรับน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ และควบคุมราคาจำหน่ายปลีก กก.ละ 24 บาท สำหรับน้ำตาลทรายขาว และ กก.ละ 25 บาท สำหรับน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ ซึ่งเท่ากับว่า น้ำตาลทรายจะยังคงจำหน่ายในราคาเดิม ไม่มีการปรับขึ้นแต่อย่างใด ส่วนจังหวัดอื่น ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล จะมีการกำหนดราคาตามระยะทางและต้นทุนการขนส่งต่อไป</p>

<p>2.ควบคุมการส่งออกตั้งแต่ 1 ตัน หรือ 1,000 กก. ขึ้นไป โดยต้องขออนุญาตจากคณะอนุกรรมการที่จะจัดตั้งขึ้น มีเลขาธิการ สอน. เป็นประธาน มีรองอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นรองประธาน มีตัวแทนจาก สอน.เป็นเลขานุการ และตัวแทนกรมการค้าภายใน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ ซึ่งจะทำหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการในการกำกับดูแลต่อไป เพื่อให้น้ำตาลทรายมีเพียงพอใช้ในประเทศ และไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำตาลทรายของไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การนำน้ำตาลทรายกลับมาเป็นสินค้าควบคุม เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้ เพราะกระทรวงพาณิชย์มีความห่วงใยประชาชน ที่จะได้รับผลกระทบ และปัจจุบันมีความยากลำบากอยู่แล้ว และยังกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตอีกเป็นจำนวนมาก จึงต้องเข้ามากำกับดูแล โดยราคาให้ยึดที่ กกร.ประกาศ ส่วนที่ สอน.ประกาศ ก็ไม่มีผล และให้กลับไปทำให้สอดคล้องกับมติ กกร. ซึ่งจะนำมติ กกร. เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 31 ต.ค.2566 และประกาศลงราชกิจจานุเบกษา เพื่อบังคับใช้ทันที&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการดูแลเกษตรกรชาวไร่อ้อย ยืนยันว่า จะไม่ได้รับผลกระทบ ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ตามเดิม โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะเป็นผู้เข้าไปดูแล และรัฐบาลพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ส่วนผู้ประกอบการ หรือร้านค้า ขอให้จำหน่ายสินค้าในราคาเดิม เพราะน้ำตาลทรายไม่มีการปรับขึ้นราคาแล้ว หากมีการขายเกินราคาควบคุม จะมีความผิด มีโทษจำคุก 5 ปี ปรับ 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีกักตุน จะมีโทษจำคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสน หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยประชาชนหากพบเห็นหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมให้ร้องเรียนสายด่วน 1569 จะเข้าไปตรวจสอบทันที&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20231031fd926d082e97ddf1d1501397f31c2e09132521.jpg' type='image/jpg' length='383978' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[มาตรการดูแล “ข้าว” ปี 66/67]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/18490</link>
<guid isPermaLink="false">31d6172896975034df4cee67cc8aba5f</guid>
<pubDate>Mon, 30 Oct 2023 10:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>มาตรการดูแล &ldquo;ข้าว&rdquo; ปี 66/67</p>

<p>.</p>

<p>เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า &ldquo;มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปี 2566/67&rdquo; จะไม่มีทั้งนโยบาย &ldquo;จำนำข้าว&rdquo; และนโยบาย &ldquo;ประกันรายได้&rdquo;</p>

<p>เพราะได้รับ &ldquo;คำยืนยัน&rdquo; จากเจ้ากระทรวงอย่าง &ldquo;นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์&rdquo; เป็นที่เรียบร้อยแล้ว</p>

<p>สาเหตุก็อย่างที่รู้ ๆ กัน &ldquo;จำนำข้าว&rdquo; เคยสร้างปัญหามาก่อน จะทำต่อ ก็กลัว &ldquo;ประวัติศาสตร์&rdquo; จะซ้ำรอย ส่วน &ldquo;ประกันรายได้&rdquo; ก็เป็นนโยบายของรัฐบาลชุดที่แล้ว จะสานต่อก็ดูกระไรอยู่</p>

<p>จึงต้อง &ldquo;ปิดฉาก&rdquo; ไปทั้ง 2 นโยบาย</p>

<p>เมื่อไม่มีทั้งจำนำข้าวและประกันรายได้ ทำให้เกิด &ldquo;ความกังวล&rdquo; ในหมู่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ว่า รัฐบาลจะมีมาตรการใดที่จะนำมาใช้ในการดูแลราคาข้าวเปลือก</p>

<p>ช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว &ldquo;นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์&rdquo; ได้ออกมายืนยันแล้วว่ามาตรการดูแลราคาข้าวเปลือก จะยังคงมีอยู่ และกำลังอยู่ระหว่างการหารือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้ง &ldquo;ชาวนา โรงสี และผู้ส่งออก&rdquo; ก่อนที่จะนำเสนอให้ &ldquo;คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.)&rdquo; ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พิจารณาในวันที่ 1 พ.ย.2566</p>

<p>ต่อมา &ldquo;นายภูมิธรรม&rdquo; ได้เป็นผู้ออกมา &ldquo;เฉลย&rdquo; ว่า จะมีมาตรการใดบ้าง</p>

<p>โดยมาตรการที่จะนำมาใช้ดูแลราคาข้าวเปลือกปี 2566/67 มีอยู่ทั้งสิ้น 4 มาตรการ ได้แก่</p>

<p>1.การเก็บสต๊อกเกษตรกรและสหกรณ์ เพื่อชะลอข้าวเปลือก เป้าหมาย 3 ล้านตัน โดยช่วย 1,500 บาท/ตัน ในกรณีเข้าร่วมกับสหกรณ์ สหกรณ์รับ 1,000 บาท/ตัน เกษตรกรรับ 500 บาท/ตัน เก็บข้าวไว้ในยุ้งฉาง 1&ndash;5 เดือน และให้นำออกขายเมื่อข้าวราคาดี</p>

<p>2.ผู้ประกอบการเก็บสต๊อก เป้าหมาย 10 ล้านตัน ช่วยดอกเบี้ย 4% เก็บสต๊อก 2&ndash;6 เดือน</p>

<p>3.สินเชื่อรวบรวมข้าวเปลือก เป้าหมาย 1 ล้านตัน โดยช่วยดอกเบี้ย 15 เดือน ในอัตรา 3.85% สหกรณ์เสียดอกเบี้ย 1%</p>

<p>4.ช่วยลดต้นทุนการผลิต หรือค่าเก็บเกี่ยวไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ หรือครัวเรือนละ 20,000 บาท</p>

<p>ทั้ง 4 มาตรการนี้ จะถูกขับเคลื่อนทันที เมื่อ นบข. พิจารณาอนุมัติ</p>

<p>สำหรับผลผลิตข้าวเปลือก&rdquo; ปี 2566/67 &ldquo;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)&rdquo; คาดว่า จะมีปริมาณ 25.761 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลงจากปีที่ผ่านมา 0.871 ล้านตันข้าวเปลือก หรือลดลง 3.27%</p>

<p>ส่วนสถานการณ์ความต้องการข้าวในตลาดโลก &ldquo;กรมการค้าต่างประเทศ&rdquo; ประเมินว่า จะมีความต้องการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากความกังวลการเกิดปรากฎการณ์ &ldquo;เอลนีโญ&rdquo; ที่ทำให้ผลผลิตข้าวเสียหาย และหลายประเทศต้องการเพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร ขณะที่ผลผลิตข้าวของจีนลดลง และอินเดียยังคงระงับการส่งออกข้าวขาว</p>

<p>จากปรากฎการณ์ ทั้งผลผลิตข้าวที่ &ldquo;ลดลง&rdquo; และแนวโน้มความต้องการข้าวที่ &ldquo;สูงขึ้น&rdquo; ไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อ &ldquo;ราคาข้าว&rdquo; ในประเทศ แต่ยังส่งผลดีต่อ &ldquo;ความต้องการ&rdquo; ซื้อข้าวไทยที่จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย</p>

<p>นั่นหมายความว่า สถานการณ์ด้านราคาข้าวเปลือกของผลผลิตฤดูกาลผลิตปี 2566/67 น่าจะ &ldquo;เบาใจ&rdquo; ได้ไปเปราะหนึ่ง</p>

<p>ยิ่งมีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก 4 มาตรการ ที่กำลังถูกนำเสนอให้ นบข. พิจารณา ก็ยิ่งเป็นการสร้าง &ldquo;หลักประกัน&rdquo; ให้กับเกษตรกรว่าจะ &ldquo;ได้รับการดูแล&rdquo; แม้ช่วงที่ผลผลิตข้าวออกมามาก ก็จะบริหารจัดการได้</p>

<p>นายภูมิธรรม ระบุว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์ &ldquo;ผลผลิต&rdquo; เเละ &ldquo;ราคาข้าวเปลือก&rdquo; มาโดยตลอด เเละได้รับฟัง &ldquo;เสียงสะท้อน&rdquo; จากพี่น้องเกษตรกร รวมทั้งโรงสีและผู้ส่งออก เพื่อนำข้อมูลไปพิจารณาจัดทำมาตรการบริหารจัดการข้าวเปลือกนาปี 2566/67 ที่จะออกสู่ตลาดมากตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ย.2566 เป็นต้นไป เพื่อช่วยดูแลเสถียรภาพราคาข้าวให้กับเกษตรกร</p>

<p>ทั้งนี้ นายภูมิธรรมยังมั่นใจว่ามาตรการที่ให้เกษตรกร สหกรณ์ และผู้ประกอบการ ช่วยเก็บสต๊อกและเสริมสภาพคล่อง จะทำให้ราคาข้าวเปลือกในฤดูกาลนี้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น</p>

<p>ขณะที่เสียงตอบรับจาก &ldquo;เกษตรกร-โรงสี-ผู้ส่งออก&rdquo; เห็นว่า เป็นมาตรการที่น่าจะ &ldquo;เอาอยู่&rdquo;</p>

<p>ที่สำคัญ ยังคงมี &ldquo;ไร่ละ 1,000&rdquo; ซึ่งเป็นสิ่งที่ &ldquo;เกษตรกร&rdquo; ต้องการ เพราะช่วย &ldquo;ลดต้นทุนการผลิต&rdquo; และช่วย &ldquo;เพิ่มสภาพคล่อง&rdquo; ของเงินในกระเป๋า</p>

<p>ก็ขอแสดงความ &ldquo;ยินดี-ดีใจ&rdquo; กับเกษตรกรล่วงหน้า ที่ผลผลิตข้าวปี 2566/67 ยังคงได้รับการดูแล</p>

<p>บวกกับสถานการณ์ตลาดโลกเอื้ออำนวย &ldquo;ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ&rdquo; ดูแล้วไม่น่าจะเกิดขึ้น</p>

<p>แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ก็เป็นเพียงการ &ldquo;คาดเดา&rdquo; ของผู้เขียน</p>

<p>เพราะ &ldquo;สถานการณ์ด้านราคา&rdquo; น่าจะเห็นภาพชัดเจน ก็ตั้งแต่เดือน พ.ย.2566 เป็นต้นไป ที่ผลผลิตข้าวจะเริ่มออกสู่ตลาด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20231030bd517672d7dc5f8d5574e48cfa110acb103837.jpg' type='image/jpg' length='70684' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”กำชับห้างขายน้ำตาลราคาเดิม จนสต๊อกเก่าหมด ย้ำดูแลเข้มสินค้าปรับขึ้นราคา]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/18485</link>
<guid isPermaLink="false">2fb200a8c82ea751a95af4db0f787990</guid>
<pubDate>Mon, 30 Oct 2023 10:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในขอความร่วมมือห้างค้าส่งค้าปลีก ขายน้ำตาลทรายในราคาเดิมไปจนกว่าสต๊อกเก่าจะหมด และจัดให้มีสินค้าเพียงพอกับความต้องการ ส่วนสินค้าที่ใช้น้ำตาลผลิต หากมีการขอปรับขึ้นราคา ต้องดูเป็นรายตัว เหตุสินค้าแต่ละชนิดได้รับผลกระทบมากน้อยแตกต่างกัน การปรับราคาต้องสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ห้ามฉวยโอกาสค้ากำไรเกินควร</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ร.ต.จักรา ยอดมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงกรณีสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกประกาศ เรื่อง ราคาน้ำตาลทรายภายในราชอาณาจักร ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อใช้ประกอบในการคำนวณราคาอ้อยและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทราย ประจำฤดูการผลิตปี 2566/2567 โดยปรับราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงานใหม่ น้ำตาลทรายขาวจากเดิมกิโลกรัม (กก.) ละ 19 บาท เป็นราคา กก.ละ 23 บาท น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์จากเดิม กก.ละ 20 บาท เป็น กก. ละ 24 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. 66 เป็นต้นไป ว่า กรมการค้าภายในได้ขอความร่วมมือไปยังห้างค้าส่งค้าปลีก ผู้จำหน่ายน้ำตาลทรายทุกราย ให้จำหน่ายน้ำตาลทรายที่มีอยู่ในสต๊อกในราคาเดิมจนกว่าสต๊อกเก่าจะหมด และจัดให้มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการ และเติมสินค้าบนชั้นวางอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าสินค้ามีเพียงพอ ของไม่ขาด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า กรมจะมีการติดตามอย่างใกล้ชิด โดยสินค้าที่ใช้น้ำตาลทรายเป็นส่วนผสม แต่ละชนิดมีผลกระทบแตกต่างกัน เพราะใช้น้ำตาลทรายในสัดส่วนที่แตกต่างกัน โดยกรณีเป็นสินค้าควบคุม เช่น นมสด ปลากระป๋อง ถ้าผู้ผลิตจะขอปรับราคา ก็ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป โดยจะดูตามสัดส่วนการใช้น้ำตาลเป็นส่วนประกอบ รวมทั้งผลกระทบจากราคาน้ำตาลที่สูงขึ้น ประกอบกับต้นทุนส่วนอื่น ๆ ด้วย เพราะบางสินค้าแม้ต้นทุนน้ำตาลทรายจะเพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนอื่น ๆ อาจจะลดลงก็ได้</p>

<p>สำหรับกรณีสินค้าอื่น ๆ เช่น น้ำหวาน ขนมหวาน การกำหนดราคาหรือปรับราคา ก็ต้องสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งกรมจะติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจราคาสินค้า การรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนทางสายด่วน 1569 โดยการตรวจสอบจะยึดหลักสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น ทั้งฝ่ายผู้ประกอบการ และผู้บริโภค<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม กรมฯ เชื่อว่าในสถานการณ์ปัจจุบันที่เศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงการฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าส่วนใหญ่คงไม่อยากที่จะปรับขึ้นราคาสินค้า เพราะจะกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค กรณีจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าก็ควรพิจารณาให้ส่งผลกระทบน้อยที่สุด สุดท้ายขอเน้นย้ำไปยังผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าทุกราย ห้ามฉวยโอกาสจำหน่ายสินค้าในราคาแพงเกินสมควร หากพบจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202310307936709b47711ba286c537185b6a25d0102842.jpg' type='image/jpg' length='256574' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ยื่น สอน. เบรกขึ้นน้ำตาล เหตุไทยผู้ผลิตรายใหญ่ อย่าผลักภาระผู้บริโภค]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/18482</link>
<guid isPermaLink="false">c6cef9c1bcdce6eb229805021ab2508b</guid>
<pubDate>Mon, 30 Oct 2023 10:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในทำข้อเสนอถึง สอน. อย่าใช้เหตุผลน้ำตาลทรายตลาดโลกขยับ แล้วปรับราคาในประเทศ เหตุไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ คนในประเทศไม่ควรต้องกินแพง และการปรับเพื่อดึงเงินไปใช้แก้ปัญหา PM 2.5 ไม่ควรผลักภาระผู้บริโภค ควรเสนอรัฐบาลสนับสนุนตรงจุดนี้ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ตรวจเข้ม ป้องกันฉวยโอกาสขึ้นราคา ยันราคายังปกติ ไม่ขาดแคลน ส่วนผลกระทบเครื่องดื่ม ขนม ยังไม่เกิด</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ร.ต.จักรา ยอดมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงกรณีที่มีข่าวสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) จะพิจารณาปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงานอีกกิโลกรัม (กก.) ละ 4 บาท ว่า กรมได้ทำหนังสือถึง สอน. ในฐานะที่กำกับดูแลสินค้าน้ำตาลทราย โดยเห็นว่าการปรับขึ้นราคาน้ำตาลทราย ไม่ควรจะใช้เหตุผลราคาน้ำตาลทรายตลาดโลก ที่ปัจจุบันอยู่ที่ กก.ละ 26.50 บาท เพราะไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลทรายรายใหญ่ แต่ละปีมีผลผลิตประมาณ 10 ล้านตัน บริโภคในประเทศทั้งใช้ในอุตสาหกรรมและครัวเรือน 2.5 ล้านตัน เหลือส่งออก 7.5 ล้านตัน จึงต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้บริโภค และผลกระทบเกี่ยวเนื่องจากการปรับขึ้นราคาน้ำตาลทราย หากจะปรับขึ้นราคา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังเห็นอีกว่าการปรับราคา 4 บาทต่อกก. เพื่อจัดสรรผลประโยชน์ 2 บาทต่อกก. เข้าอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย โดยแบ่งให้ชาวไร่และโรงงาน และอีก 2 บาทต่อกก. นำส่งเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมและฝุ่น PM 2.5 ส่วนนี้เป็นการผลักภาระให้ผู้บริโภค อยากให้ใช้วิธีการเสนอต่อรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ จะเหมาะสมกว่าที่จะผลักภาระให้ประชาชนต้องบริโภคน้ำตาลทรายในราคาสูงขึ้น</p>

<p>อย่างไรก็ตาม ในระหว่างนี้ กรมไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบการจำหน่ายน้ำตาลทรายอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในห้างค้าส่งค้าปลีก พบว่าราคายังเป็นปกติ ปริมาณมีเพียงพอ และได้มีการตรวจสอบกับฝ่ายจัดซื้อของห้างต่าง ๆ พบว่า ไม่มีปัญหาการจัดส่ง ยังมีสินค้าจัดส่งตามปกติ โดยราคาขายปลีกอยู่ที่ 24-25 บาท ขึ้นอยู่กับว่าเป็นน้ำตาลทรายขาว หรือน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ ส่วนร้านค้าทั่วไป ราคาอาจจะสูงกว่านี้เล็กน้อย แล้วแต่ช่วงการค้า ที่อาจจะรับมาหลายต่อ หรือขึ้นอยู่กับการขนส่งใกล้ไกล<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;จะมีการจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการทราบข่าวว่าจะมีการขึ้นราคา และฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา เพราะขณะนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะปรับขึ้นเท่าไร ยังไง โดยจากที่ตรวจสอบดูประกาศราคาหน้าโรงงาน ที่ออกมาตั้งแต่วันที่ 19 ม.ค.2566 ยังไม่มีเปลี่ยนแปลง ยังคงราคาเดิม 19-20 บาทต่อกก. ซึ่งหากพบเห็นการฉวยโอกาส ก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&rdquo;ร.ต.จักรากล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ร.ต.จักรากล่าวว่า สำหรับผลกระทบต่อการผลิตสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่ม ขนมหวาน ขณะนี้ยังไม่เกิดขึ้น เพราะยังไม่ได้มีการปรับขึ้นราคาน้ำตาลทราย แต่ถ้าต่อไปมีการปรับขึ้นราคาจริง ก็จะมีการพิจารณาต้นทุนอย่างเหมาะสม และดูต้นทุนตัวอื่น ๆ ประกอบด้วย เพราะแม้น้ำตาลทรายจะปรับขึ้น ต้นทุนตัวอื่นอาจจะลดลง รวมแล้ว ผู้ผลิตอาจจะไม่มีผลกระทบเลยก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2023103099c66d8d11fef7ab3c5b2dfbf510f0d6102250.jpg' type='image/jpg' length='326587' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออก ก.ย.66 เพิ่ม 2.1% บวก 2 เดือนติด รวม 9 เดือน ติดลบเหลือ 3.8%]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/17601</link>
<guid isPermaLink="false">86258e627be38e1b79021cc17ea7beab</guid>
<pubDate>Wed, 25 Oct 2023 13:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยส่งออก ก.ย.66 มีมูลค่า 25,476.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 2.1% เป็นบวก 2 เดือนติดต่อกัน สินค้าเกษตรเพิ่ม 12% อุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 5.4% แต่สินค้าอุตสาหกรรมกลับมาลด 0.3% รวม 9 เดือน ติดลบเหลือ 3.8% คาด 3 เดือนที่เหลือปีนี้ การส่งออกยังดีขึ้นต่อเนื่อง ลุ้นทั้งปีติดลบน้อยลง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือน ก.ย.2566 มีมูลค่า 25,476.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.1% เป็นบวกต่อเนื่อง 2 เดือนติดต่อกัน เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 888,666 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 23,383.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 8.3% คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 825,310 ล้านบาท ได้ดุลการค้ามูลค่า 2,092.7 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 63,355 ล้านบาท รวมการส่งออก 9 เดือนของปี 2566 (ม.ค.-ก.ย.) มีมูลค่า 213,069.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ลด 3.8% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 7,268,400 ล้านบาท นำเข้ามูลค่า 218,902.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ลด 6% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 7,558,144 ล้านบาท ขาดดุลการค้า มูลค่า 5,832.7 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 289,400 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การส่งออกของไทยเดือน ก.ย.2566 ที่กลับมาเป็นบวกได้ 2.1% เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถือว่าไทยทำได้ดี โดยอินเดีย ลบ 2.6% เกาหลีใต้ ลบ 4.4% จีน ลบ 6.2% สิงคโปร์ ลบ 9.5% มาเลเซีย ลบ 16.2% และอินโดนีเซีย ลบ 16.2% แต่เวียดนาม กลับมาบวกเช่นเดียวกับไทย โดยเพิ่มขึ้น 2.1%<br />
<br />
สำหรับการส่งออกที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของสินค้าเกษตร 12% เป็นบวก 2 เดือนติด และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 5.4% เป็นบวกครั้งแรกในรอบ 6 เดือน โดยสินค้าสำคัญที่เพิ่มขึ้น เช่น ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง เพิ่ม 166.2% ข้าว เพิ่ม 51.4% ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เพิ่ม 3.7% น้ำตาลทราย เพิ่ม 16.3% ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เพิ่ม 12.8% สิ่งปรุงรสอาหาร เพิ่ม 27.1% ผักกระป๋องและผักแปรรูป เพิ่ม 17.3% นมและผลิตภัณฑ์นม เพิ่ม 3.1% ผักสด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง เพิ่ม 7.9% ไข่ไก่สด เพิ่ม 52.7% ส่วนสินค้าที่ลดลง เช่น อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ลด 12% ยางพารา ลด 30.3% ไก่แปรรูป ลด 11.2% อาหารสัตว์เลี้ยง ลด 7.9% ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ลด 3.9% ทั้งนี้ ในช่วง 9 เดือนของปี 2566 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 2%<br />
<br />
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม กลับมาลดลง 0.3% โดยสินค้าที่ลดลง เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ลด 24.3% ผลิตภัณฑ์ยาง ลด 5.5% เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ลด 27.7% รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ลด 34.6% ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม ลด 15.8% ส่วนสินค้าที่ขยายตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่ม 3.3% อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เพิ่ม 27.3% เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่ม 23.9% หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เพิ่ม 46.4% อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด เพิ่ม 28.8% ทั้งนี้ ในช่วง 9 เดือนของปี 2566 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ลด 3.7%</p>

<p>ทางด้านการส่งออกไปตลาดสำคัญ ตลาดหลัก ลด 4.2% โดยสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ลด 10% และ 5% ตามลำดับ และหดตัวต่อเนื่องในตลาด CLMV และสหภาพยุโรป (27) 18.1% และ 9.3% ตามลำดับ ส่วนจีนและอาเซียน (5) เพิ่ม 14.4% และ 4.1% ตลาดรอง เพิ่ม 10.5% โดยขยายตัวในตลาดเอเชียใต้ 7.8% แอฟริกา 23% ลาตินอเมริกา 4.6% และรัสเซียและกลุ่ม CIS 33.9% ขณะที่ทวีปออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง และสหราชอาณาจักร ลด 11.8% 5.9% และ 15% ตามลำดับ ตลาดอื่น ๆ เพิ่ม 423.6% เช่น สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 749.8%<br />
<br />
นายกีรติกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วง 3 เดือนที่เหลือของปีนี้ (ต.ค.-ธ.ค.) ตัวเลขน่าจะดีขึ้นต่อเนื่อง และน่าจะติดลบน้อยกว่าที่หลายสำนักได้คาดการณ์เอาไว้ โดยมีปัจจัยบวกจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เร่งแก้ไขปัญหาและผลักดันการส่งออก มีการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มขึ้นจากภาวะภัยแล้ง ค่าเงินบาทที่ทรงตัวขณะนี้ เป็นตัวช่วย และยังมีเรื่องการนำเข้าสินค้าเพื่อใช้ในช่วงเทศกาลคริสมาสต์และปีใหม่ ทำให้การส่งออกดีขึ้น โดยทั้งปี แม้จะไม่พลิกกลับมาเป็นบวก แต่เชื่อว่าจะทำให้ติดลบน้อยลงได้ และเมื่อทำเต็มที่แล้ว จะบวก หรือจะลบ ก็ไม่เสียใจ ส่วนปัจจัยที่ต้องจับตา คือ ราคาน้ำมัน และปัญหาอิสราเอล ถ้าขีดวงอยู่ ก็ไม่มีผลต่อการขนส่ง แต่ถ้าขยายวง ก็น่าคิด ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ได้มีการหารือกับภาคเอกชน เพื่อเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้าแล้ว<br />
<br />
ทั้งนี้ การส่งออกทั้งปี ถ้าติดลบ 1% ช่วงที่เหลือ 3 เดือนต้องส่งออกให้ได้เฉลี่ยเดือนละ 23,827 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 0% ต้องส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 24,785 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ถ้าบวก 1% ต้องส่งออกเฉลี่ย 25,743 ล้านเหรียญสหรัฐ<br />
<br />
นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การส่งออกในเดือนก.ย.2566 ที่ออกมา ดีกว่าที่คาดไว้ และจากสถานการณ์ตอนนี้ ประเมินว่าทั้งปีน่าจะติดลบประมาณ 1%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การส่งออกเดือน ก.ย.2566 ที่เพิ่มขึ้น 2.1% เป็นการกลับมาเป็นบวกต่อเนื่องติดต่อกัน 2 เดือน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ การส่งออกติดลบต่อเนื่องมาแล้ว 10 ติดต่อกัน นับตั้งแต่เดือน ต.ค.2565 ที่ลดลง 4.2% พ.ย.2565 ลด 5.6% ธ.ค.2565 ลด 14.3% ม.ค.2566 ลด 4.6% ก.พ.2566 ลด 4.8% มี.ค.ลด 4.2% เม.ย.2566 ลด 7.7% พ.ค.ลด 4.6% มิ.ย. ลด 6.5% ก.ค.ลด 6.2% และกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในเดือนส.ค.2566 ที่ 2.6%</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2023102571cd6b55def0860589d9cfddde50e597130154.jpg' type='image/jpg' length='212692' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”รับฟังความเห็น ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ FTA ไทย-เปรู ฉบับใหม่]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/16814</link>
<guid isPermaLink="false">b9b31a6cbf7e1d6817478d5d83c967cd</guid>
<pubDate>Thu, 19 Oct 2023 15:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศยก (ร่าง) ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง การออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ FTA ไทย-เปรู ฉบับปรับปรุงใหม่ หลังเพิ่มเติมกฎถิ่นกำเนิดสินค้าให้ทันสมัย ที่มีการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ และมีการปรับพิกัดศุลกากรใหม่เป็น HS 2017 พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่วันนี้ถึง 2 พ.ย.66 ก่อนที่ความตกลงฉบับแก้ไขจะมีผลบังคับใช้ 15 พ.ย.นี้</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้จัดทำ (ร่าง) ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง การออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเปรูและพิธีสารระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐเปรูเพื่อเร่งการเปิดเสรีการค้าและอำนวยความสะดวกทางการค้า พ.ศ. &hellip; เพื่อเป็นแนวปฏิบัติในการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form TP) ให้สอดคล้องกับพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 4 สำหรับผู้ประกอบการในการขอใช้สิทธิพิเศษทางด้านภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยและส่งออกไปยังสาธารณรัฐเปรู<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดทำ (ร่าง) ประกาศดังกล่าว เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเหมาะสม จึงขอเชิญหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร รวมทั้งผู้สนใจร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ (ร่าง) ประกาศ ผ่านระบบกลางของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (<a href="http://www.law.go.th/" target="_blank">www.law.go.th</a>) และเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ (<a href="http://www.dft.go.th/" target="_blank">www.dft.go.th</a>) ได้ตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค.&ndash;2 พ.ย.2566 โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ DFT Call Center โทร 1385 หรือกองสิทธิประโยชน์ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ โทร 0 2547 4818</p>

<p>ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2565 ไทยและเปรูได้ลงนามในพิธีสารเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 ภายใต้พิธีสารระหว่างระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐเปรู ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขความตกลงว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย-เปรู (Thailand-Peru Closer Economic Partnership : TPCEP) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อปรับปรุงข้อบทกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าและกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้า (Product Specific Rules : PSRs) ให้มีความทันสมัยทัดเทียมกับความตกลงการค้าเสรี (FTA) ฉบับอื่น ๆ ของไทย โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือก่อให้เกิดพันธกรณีเพิ่มเติมแต่อย่างใด<br />
<br />
โดยสาระสำคัญได้แก่ 1.ปรับปรุงและเพิ่มเติมข้อบทกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทการค้าในปัจจุบันและในอนาคต อาทิ อนุญาตให้ใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่ใช้การลงนามและประทับตราด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Signature and Seal : ESS) และเพิ่มเติมข้อบทให้รองรับการจัดทำหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-CO) ในอนาคต เพื่อให้ข้อบทด้านกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลง TPCEP มีความทันสมัยเท่าเทียมกับความตกลง FTA ฉบับอื่น ๆ ที่ไทยเป็นภาคี<br />
<br />
2.ปรับโอนพิกัดศุลกากรของกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้าจากระบบฮาร์โมไนซ์ 2007 (HS 2007) เป็นระบบฮาร์โมไนซ์ 2017 (HS 2017) ซึ่งเป็นการดำเนินการทางเทคนิคให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติขององค์การศุลกากรโลกที่มีการปรับโอนพิกัดศุลกากรเป็นประจำทุก 5 ปี โดยฝ่ายไทยและฝ่ายเปรูเห็นพ้องกันที่จะกำหนดวันมีผลบังคับใช้ของพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 4 ในวันที่ 15 พ.ย.2566</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202310194c9ff0d11d54135fc252e5a9dfa9452e153506.jpg' type='image/jpg' length='61677' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม” ถกผู้ว่าฯ วากายามะ ดันร่วมมืออุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์-เกษตรแปรรูป]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/16810</link>
<guid isPermaLink="false">f5ed0ff4f3b5422c8e244c535f8838eb</guid>
<pubDate>Thu, 19 Oct 2023 15:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; ถกผู้ว่าราชการจังหวัดวากายามะ เจรจาเพิ่มความร่วมมือภายใต้ MOU ขอช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการเฟอร์นิเจอร์ และเกษตรแปรรูปของไทย เพื่อพัฒนาสินค้าร่วมกัน และเพิ่มโอกาสในการส่งออกระหว่างกัน รวมถึงส่งออกไปประเทศอื่น ๆ พร้อมขอให้พิจารณานำเข้าวัตถุดิบเกษตรไปผลิตสินค้าเพิ่มเติม ย้ำไทยพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนโรงแรม และอำนวยความสะดวกนักลงทุนจากวากายามะ</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับนายคิชิโมโตะ ชูเฮ (KISHIMOTO Shuhei) ผู้ว่าราชการจังหวัดวากายามะ ประเทศญี่ปุ่น ว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับรัฐบาลท้องถิ่นจังหวัดวากายามะ ประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค.2562 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า และการพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ของทั้งสองประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา มีความร่วมมือกันมาอย่างต่อเนื่อง และในโอกาสที่ได้พบปะกันครั้งนี้ ได้เสนอให้จังหวัดวากายามะ ส่งเสริมความร่วมมือและเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการจังหวัดวากายามะในสาขาอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ และเกษตรแปรรูป เพื่อพัฒนาสินค้าร่วมกัน โดยใช้จุดแข็งของแต่ละประเทศ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมประชุมกับภาคเอกชนไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้มีการหยิบยกประเด็นความร่วมมือในสาขาอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ โดยขอให้ผมผลักดันความร่วมมือนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการจังหวัดวากายามะได้มีโอกาสเชื่อมโยงและพัฒนาสินค้าร่วมกัน โดยนำนวัตกรรมและองค์ความรู้มาเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าอันจะมีส่วนช่วยในการขยายตลาดการส่งออกระหว่างกัน รวมถึงการเพิ่มโอกาสส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ&rdquo;<br />
<br />
ทั้งนี้ ยังได้ขอให้ผู้ประกอบการในจังหวัดวากายามะ ในส่วนอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ให้พิจารณาการนำเข้าวัตถุดิบสินค้าเกษตรจากไทยไปผลิตสินค้าเพิ่มเติม อาทิ บริษัท Nakata Foods Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทที่เข้าร่วมงาน Thaifex-Anuga Asia กับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และมีความสนใจนำเข้าน้ำเสาวรสจากไทย เพื่อไปผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาการค้า ทั้งนี้ ได้ยืนยันไปว่าหากทางจังหวัดวากายามะ มีบริษัทอื่น ๆ ที่สนใจสินค้าไทย กระทรวงพาณิชย์ยินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่</p>

<p>นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้แจ้งกับผู้ว่าราชการจังหวัดวากายามะว่า จากนโยบายของจังหวัดวากายามะในการดึงดูดนักลงทุนไทยที่เกี่ยวกับธุรกิจโรงแรม ไปลงทุนในจังหวัดวากายามะ หากมีประเด็นใดที่กระทรวงพาณิชย์ สามารถช่วยเหลือได้ ทางจังหวัดวากายามะสามารถประสานผ่านกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ หรือหากภาคเอกชนของจังหวัดวากายามะมีความประสงค์จะขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจบริการในประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ ก็มีความยินดีจะให้ความช่วยเหลือเช่นกัน<br />
<br />
สำหรับจังหวัดวากายามะ ตั้งอยู่บริเวณภูมิภาคคันไซ มีอาณาเขตติดต่อกับ จ.โอซากา จ.นารา และ จ.มิเอะ มีศักยภาพในการขนส่งสินค้าทั้งทางอากาศและทางทะเลได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้สนามบินคันไซ และมีท่าเรือ Shimotsu ซึ่งเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ และยังมีโครงข่ายการจราจรทางบกที่เชื่อมต่อทางพิเศษกับเมืองใหญ่ในภูมิภาคคันไซได้หลายเส้นทาง โดยธุรกิจ SMEs ในจังหวัดวากายามะ ส่วนมากเป็นด้านสิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องหนัง เครื่องเขิน และของใช้ในครัวเรือน โดยอุตสาหกรรมหลัก คือ ปิโตรเลียม เคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมเหล็ก เครื่องจักรกล และอุตสาหกรรมอาหาร การส่งเสริมอุตสาหกรรมให้มีการลงทุนในจังหวัดเพิ่มมากขึ้น อาทิ การให้เงินอุดหนุนในงบประมาณไม่เกิน 10,000 ล้านเยน สำหรับผู้ที่จะเข้ามาลงทุนหรือขยายการลงทุนในจังหวัดตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งเป็นวงเงินอุดหนุนที่มากที่สุดในญี่ปุ่น และมีกองทุนให้กู้ยืมสำหรับธุรกิจใหม่หรือการขยายโรงงาน ด้านเกษตรกรรม มีชื่อในเรื่องการเป็นแหล่งผลิตผลไม้ที่สำคัญของญี่ปุ่นโดยเฉพาะส้ม ลูกพลับ และลูกบ๊วย พร้อมทั้งยังมีการจัดทำยุทธศาสตร์เร่งด่วนด้านอุตสาหกรรมการเกษตรของจังหวัด เพื่อผลักดันให้สามารถผลิตสินค้าเกษตรแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ รวมถึงยุทธศาสตร์ส่งเสริมการจำหน่ายอาหารแปรรูป สินค้าเกษตร และประมง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในพันธมิตรทางการค้าที่สำคัญยิ่งของไทย ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นคู่ค้าอันดับที่ 3 ของไทย โดยในช่วง 8 เดือนปี 2566 (ม.ค.-ส.ค.) มีมูลค่าการค้ารวม 38,210.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,308,051.58 ล้านบาท) แบ่งเป็นการส่งออกมูลค่า 16,808.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (571,601.71 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 0.75% &nbsp;และนำเข้ามูลค่า 21,401.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (736,449.87ล้านบาท) ลดลง 3%</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202310199332d988ec76ed6c40b8a4424f9f93ca153351.jpg' type='image/jpg' length='377823' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกอัญมณี ส.ค.ลด 10.44% ลุ้นจับจ่ายปลายปี เพิ่มยอด แนะใช้กลยุทธ์ USE ขายสินค้า]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/14349</link>
<guid isPermaLink="false">1ba24e1e2c2274ef9d69c3ad415d4eba</guid>
<pubDate>Wed, 04 Oct 2023 13:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ส.ค.66 มูลค่า 573.11 ล้านเหรียญสหรัฐ ลด 10.44% หากรวมทองคำ มีมูลค่า 801.93 ล้านเหรียญสหรัฐ ลด 27.14% รวม 8 เดือน ไม่รวมทองคำ เพิ่ม 5.47% รวมทองคำ ลด 17.55% เผยทิศทางส่งออก ยังต้องจับตาเศรษฐกิจโลก ทั้งสหรัฐฯ และยูโรโซนที่ชะลอตัว แต่ยังมีลุ้นเทศกาลจับจ่ายปลายปี ช่วยกระตุ้น แนะผู้ส่งออกใช้กลยุทธ์ USE สร้างความแตกต่างให้สินค้า &nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือนส.ค.2566 มีมูลค่า 573.11 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 10.44% หากรวมทองคำ มีมูลค่า 801.93 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 27.14% และรวม 8 เดือน ของปี 2566 (ม.ค.-ส.ค.) การส่งออก ไม่รวมทองคำ มีมูลค่า 5,357.56 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 5.47% และรวมทองคำ มูลค่า 8,970.33 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 17.55%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับตลาดส่งออกสำคัญ พบว่า มีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง โดยฮ่องกง เพิ่ม 146.04% อิตาลี เพิ่ม 43.73% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 21.14% สิงคโปร์ เพิ่ม 53.59% ส่วนสหรัฐฯ ลด 12.01% เยอรมนี ลด 19.72% สหราชอาณาจักร ลด 10.43% เบลเยียม ลด 7.33% สวิตเซอร์แลนด์ ลด 8.02% อินเดีย ลด 59.34%<br />
ส่วนสินค้าส่งออกสำคัญ มีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง โดยเครื่องประดับทอง เพิ่ม 27.36% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 8.94% พลอยก้อน เพิ่ม 27.78% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 85.44% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน เพิ่ม 130.56% เพชรก้อน เพิ่ม 1.88% ส่วนเพชรเจียระไน ลด 31.75% เครื่องประดับเงิน ลด 14.58% เครื่องประดับเทียม ลด 9.29% เศษหรือของที่ใช้ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า ลด 21.80% และทองคำ ลด 37.72%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธกล่าวว่า ทิศทางการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับจากนี้ ต้องจับตาเศรษฐกิจโลกที่ยังคงชะลอตัว โดยเฉพาะตลาดสำคัญ อย่างสหรัฐฯ ยังคงชะลอตัว รวมถึงเศรษฐกิจยูโรโซน ที่ชะลอตัวเช่นเดียวกัน และมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงที่เหลือของปีนี้ แต่ก็หวังว่า การเข้าสู่ช่วงจับจ่ายใช้สอยในเทศกาลท้ายปี จะกระตุ้นให้การเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศ และการซื้อสินค้าเพื่อเป็นรางวัลให้ตนเองและเป็นของขวัญคึกคักมากขึ้น จึงอาจมีส่วนทำให้มีแรงซื้อสินค้าเข้ามามากขึ้น รวมถึงเงินบาทอ่อนค่า ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ GIT มีข้อแนะนำสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยในช่วงที่ตลาดชะลอตัว ควรจะใช้แนวทาง USE โดย U : Unique ให้เน้นการพัฒนาสินค้าให้โดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่ง มีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจเฉพาะตัว S : Soft Power ใช้ประโยชน์จากการสร้างเรื่องราวให้กับสินค้าและบริการ โดยอาจเชื่อมโยงกับภาคบริการและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นที่รู้จักถึงความเป็นไทยในนานาประเทศ และ E : E-Commerce ศึกษาการใช้ช่องทางการนำเสนอสินค้าที่เหมาะสม สร้างช่องการติดต่อสื่อสารออนไลน์กับผู้บริโภคให้สะดวกรวดเร็ว รวมทั้งมีช่องทางชำระเงินและจัดส่งสินค้าที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย เชื่อถือได้ รวมทั้งต้องศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึกในตลาดต่าง ๆ ทั่วโลก แล้วนำมาพัฒนาสินค้าให้ตอบสนองความต้องการ ซึ่งจะทำให้สามารถสร้างและนำเสนอคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ได้ตรงใจลูกค้า</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20231004340842e196797b2ed168541e36757508135101.jpg' type='image/jpg' length='43143' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อาเซียน-แคนาดา ถกทำ FTA คืบหน้าต่อเนื่อง นัดรอบ 6 พ.ย.นี้ วางแผนปี 67 คุย 5 รอบ]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/14060</link>
<guid isPermaLink="false">6e8befdee08e147e234cb8b9f6b25bd0</guid>
<pubDate>Tue, 03 Oct 2023 14:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เผยผลประชุมจัดทำ FTA อาเซียน-แคนาดา รอบที่ 5 คืบหน้าต่อเนื่อง มอบคณะทำงานหารือต่อ ก่อนนัดประชุมรอบที่ 6 เดือน พ.ย.นี้ พร้อมกำหนดแผนประชุมอีก 5 รอบในปี 67 ตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาภายในปี 68</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรัชวิชญ์ ปิยะปราโมทย์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงผลการประชุมเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) อาเซียน-แคนาดา รอบที่ 5 ณ เมืองบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 25-29 ก.ย.2566 ที่ผ่านมา ว่า การประชุมรอบนี้ ได้เน้นหารือ 9 กลุ่ม ได้แก่ การค้าบริการ บริการโทรคมนาคม บริการด้านการเงิน การลงทุน พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายและสถาบัน การค้าสินค้า และกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ส่วนอีก 4 กลุ่ม ได้หารือผ่านทางออนไลน์ ได้แก่ พิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า และวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย<br />
<br />
&ldquo;การเจรจามีความคืบหน้าด้วยดี โดยคณะกรรมการเจรจาการค้าได้กำชับให้คณะทำงานเจรจาทุกคณะ หารืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ความคืบหน้าเพิ่มเติมก่อนการประชุมรอบที่ 6 ในเดือน พ.ย.2566 พร้อมทั้งกำหนดแผนที่จะประชุมกันอีก 5 รอบ ในปี 2567 เพื่อให้อาเซียนและแคนาดาสามารถสรุปผลการเจรจาภายในปี 2568 ตามที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนและแคนาดาได้ตั้งเป้าหมายไว้&rdquo;นายรัชวิชญ์กล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ ในช่วง 7 เดือนของปี 2566 (ม.ค.-ก.ค.) การค้าระหว่างอาเซียนและแคนาดา มีมูลค่า 16,459.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอาเซียนส่งออกไปแคนาดา มูลค่า 12,700.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากแคนาดา มูลค่า 3,759.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรกลไฟฟ้า เครื่องจักรกล สิ่งทอ และรองเท้า ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ ธัญพืช เครื่องจักรกล ปุ๋ย เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ และเครื่องจักรกลไฟฟ้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนในช่วง 8 เดือนของปี 2566 (ม.ค.-ส.ค.) การค้าระหว่างไทยกับแคนาดา มีมูลค่า 1,919.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปแคนาดา มูลค่า 1,209.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากแคนาดา มูลค่า 710.42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เตาอบไมโครเวฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน ข้าว เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืช เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2023100350c9fc907c67cd88d7c8ce44520d1016144042.jpg' type='image/jpg' length='279182' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พาณิชย์จังหวัดพัทลุง เข้าร่วมประชุมหารือระหว่างรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับภาคเอกชน]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/13317</link>
<guid isPermaLink="false">ba3e757f3f1c511bf4be0fc9272427f3</guid>
<pubDate>Wed, 27 Sep 2023 19:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>พาณิชย์จังหวัดพัทลุง เข้าร่วมประชุมหารือระหว่างรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับภาคเอกชน</p>

<p>**********************************</p>

<p>วันที่ 27 กันยายน 2566 นายกอบ ทวนดำ พาณิชย์จังหวัดพัทลุง พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่กลุ่มส่งเสริมการประกอบธุรกิจการค้าและการตลาด เข้าร่วมประชุมหารือระหว่างรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายภูมิธรรม เวชยชัย) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายนภินทร ศรีสรรพางค์) กับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เพื่อรับทราบสถานการณ์และทิศทางการค้า รวมทั้งประเด็นปัญหาและข้อเสนอของผู้ประกอบการ ผ่านสื่อระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Conference Meeting) ณ ห้องประชุม ชั้น 3 สำนักงานพาณิชย์จังหวัดพัทลุง โดยมี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นประธานการประชุม</p>

<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1210/ประชุมหารือระหว่าง_รองนายกรัฐมนต.jpg" style="width: 600px; height: 849px;" /></p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20230927e4a4e4fd9c28d7bceff8bc874da787fe194235.jpg' type='image/jpg' length='474721' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออก ส.ค.66 เพิ่ม 2.6% บวกครั้งแรกในรอบ 11 เดือน รวม 8 เดือนยังลบ 4.5%]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/13146</link>
<guid isPermaLink="false">c661e4e19175aae8aad7ca3d04bd1f32</guid>
<pubDate>Tue, 26 Sep 2023 15:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยการส่งออก ส.ค.66 ทำได้มูลค่า 24,279. ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 2.6% พลิกบวกครั้งแรกในรอบ 11 เดือน สินค้าเกษตร บวกครั้งแรกรอบ 4 เดือน และสินค้าอุตสาหกรรม บวกครั้งแรกรอบ 3 เดือน รวม 8 เดือน ยังลบ 4.5% คาดเดือน ก.ย. ยังมีลุ้น แต่ฐานสูงมาก ส่วนไตรมาส 4 เป็นบวกแน่ ทั้งปียังมีเป้าทำงาน 1-2% ถ้าไม่ได้ จะพยายามให้ติดลบน้อยที่สุด</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือน ส.ค.2566 มีมูลค่า 24,279.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.6% เป็นการพลิกกลับมาบวกเป็นครั้งแรกในรอบ 11 เดือน ถือเป็นสัญญาณที่ดี เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 824,938.0 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 23,919.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 12.8% คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 822,476.4 ล้านบาท ได้ดุลการค้ามูลค่า 359.9 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 2,461.6 ล้านบาท รวมการส่งออก 8 เดือนของปี 2566 (ม.ค.-ส.ค.) มีมูลค่า 187,593.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ลด 4.5% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 6,379,734.3 ล้านบาท นำเข้ามูลค่า 195,518.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ลด 5.7% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 6,732,833.5 ล้านบาท ขาดดุลการค้า มูลค่า 7,925.4 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 353,099.2 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การส่งออกของไทยเดือน ส.ค.2566 ที่กลับมาเป็นบวกได้ 2.6% เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถือว่าไทยทำได้ดี โดยอินเดีย ลบ 6.9% ไต้หวัน ลบ 7.3% เกาหลีใต้ ลบ 8.3% จีน ลบ 8.8% สิงคโปร์ ลบ 12.6% มาเลเซีย ลบ 21.2% และอินโดนีเซีย ลบ 21.2% เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการส่งออกที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของสินค้าเกษตร 4.2% เป็นบวกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน แต่สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ยังลดลง 7.6% โดยสินค้าสำคัญที่เพิ่มขึ้น เช่น ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง เพิ่ม 99.8% เฉพาะมังคุดสด เพิ่ม 28,175% ข้าว เพิ่ม 10.8% สิ่งปรุงรสอาหาร เพิ่ม 28.6% ผักกระป๋องและผักแปรรูป เพิ่ม 26.5% นมและผลิตภัณฑ์นม เพิ่ม 13.2% ผักสดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง เพิ่ม 22.8% ส่วนยางพารา ลด 32.9% ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ลด 12.8% อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ลด 9.7% น้ำตาลทราย ลด 23.1% ไก่แปรรูป ลด 12.8% ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ลด 57.4% &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 2.5% เป็นบวกครั้งแรกในรอบ 3 เดือน โดยสินค้าสำคัญที่เพิ่มขึ้น เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่ม 5.2% แผงวงจรไฟฟ้า เพิ่ม 39.8% เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เพิ่ม 6.4% เครื่องโทรศัพท์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่ม 36.9% อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด เพิ่ม 74.5% หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เพิ่ม 59.1% ส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ลด 26.9% ผลิตภัณฑ์ยาง ลด 4.7% อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ลด 10.4% เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ลด 23.4%</p>

<p>ทางด้านการส่งออกไปตลาดสำคัญ ตลาดหลัก เพิ่ม 2.3% โดยสหรัฐฯ เพิ่ม 21.7% จีน 1.9% และญี่ปุ่น 15.7% แต่อาเซียน (5) CLMV และสหภาพยุโรป (27) ลด 1.5 , 21.3 และ 11.6% ตลาดรอง เพิ่ม 2.4% โดยทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 22.4% แอฟริกา 4.9% รัสเซียและกลุ่ม CIS 30.4% และสหราชอาณาจักร 10.7% ขณะที่ตลาดเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา ลด 0.9 , 12.6 และ 11.7% และตลาดอื่น ๆ เพิ่ม 62.8% เช่น สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 53.6%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายกีรติกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกเดือน ก.ย.2566 ยังหวังว่าจะฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง แต่ก็มีข้อสังเกตเดือน ก.ย.2565 ฐานสูงมาก มีมูลค่า 24,953.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็ต้องมามารอดูว่าจะส่งออกได้เกิน 2 หมื่นเหรียญสหรัฐไปเท่าไร แต่ตัวเลขตั้งแต่เดือน ต.ค.-ธ.ค.2566 น่าจะเห็นอะไรดี ๆ เข้ามา เพราะเป็นช่วงที่คำสั่งซื้อเข้ามาเยอะ ส่วนเป้าทั้งปี ยังคงมีเป้าทำงานไว้ที่ 1-2% ถ้าทำเป็นบวกไม่ได้ ก็ต้องให้ติดลบน้อยที่สุด ซึ่งต้องถือว่าเอกชนของไทย ยืนอยู่แถวหน้าได้เลยในเรื่องการส่งออกด้วยศักยภาพที่มีอยู่ และยังมีการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนที่ช่วยขับเคลื่อนการส่งออก ทั้งรักษาตลาดเดิม เปิดตลาดใหม่ ที่เป็นปัจจัยสนับสนุน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนมองว่าแนวโน้มการส่งออกในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ จะกลับมาเป็นบวกได้ และในช่วงที่เหลืออีก 4 เดือน หากจะให้การส่งออกพลิกกลับมาขยายตัว 0% การส่งออกแต่ละเดือนต้องทำให้ได้มูลค่า 24,960 ล้านเหรียญสหรัฐ และถ้าติดลบ 1% จะต้องส่งออกให้ได้เฉลี่ย 24,200 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ถ้าจะให้ฟันธง ทั้งปีน่าจะติดลบ 1%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การส่งออกเดือน ส.ค.2566 ที่เพิ่มขึ้น 2.6% เป็นการกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 11 เดือน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ การส่งออกติดลบต่อเนื่องมาแล้ว 10 ติดต่อกัน นับตั้งแต่เดือน ต.ค.2565 ที่ลดลง 4.2% พ.ย.2565 ลด 5.6% ธ.ค.2565 ลด 14.3% ม.ค.2566 ลด 4.6% ก.พ.2566 ลด 4.8% มี.ค.ลด 4.2% เม.ย.2566 ลด 7.7% พ.ค.ลด 4.6% มิ.ย. ลด 6.5% ก.ค.ลด 6.2%</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20230926702094ed78f86b828672cab27d0bc552155926.jpg' type='image/jpg' length='214741' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผยชาวนา โรงสี ผู้ส่งออก ยื่นข้อเสนอมาตรการบริหารจัดการข้าวปี 66/67]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/13143</link>
<guid isPermaLink="false">5e64b5f80f9080944afd4ae35006a150</guid>
<pubDate>Tue, 26 Sep 2023 15:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในถกชาวนา โรงสี ผู้ส่งออก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์ผลผลิตข้าวปี 66/67 เบื้องต้นคาดลดลง 3% จากภัยแล้ง แต่ต้องรอดูความชัดเจนปริมาณน้ำช่วงต้น ต.ค.นี้ อีกครั้ง ส่วนมาตรการบริหารจัดการข้าว มีการเสนอให้เก็บสต๊อกเพิ่มขึ้น ทั้งเกษตรกร สหกรณ์ โรงสี ผู้ส่งออก และผู้ประกอบการค้า เผยชาวนาขอให้พิจารณาเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาทไม่เกิน 20 ไร่ เตรียมรวบรวมก่อนชง นบข. พิจารณาต่อไป</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมได้รับนโยบายนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้ติดตามสถานการณ์การผลิตข้าวเปลือก รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ เอกชน ตลอดจนเกษตรกร เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะและแนวทางรักษาเสถียรภาพราคาข้าวที่มีประสิทธิภาพ สามารถแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดและเกิดความคุ้มค่า โดยต้องคำนึงถึงประโยชน์ของทุกภาคส่วนทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค ตลอดจนโอกาสของข้าวไทยในตลาดโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมได้จัดประชุมร่วมกับสมาคมชาวนา 4 สมาคม ได้แก่ สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย สมาคมชาวนาข้าวไทย สมาคมส่งเสริมชาวนาไทย สมาคมส่งเสริมเกษตรกรชาวนาอีสาน โรงสี ผู้ส่งออก ผู้ค้า และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์การผลิตข้าวเปลือก ปีการผลิต ปี 2566/67 พบว่า จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกนาปีคาดว่าจะอยู่ที่ 25.76 ล้านตัน ลดลงจากปีก่อนที่ 26.63 ล้านตัน ลดลง 3% ส่วนหนึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์ปริมาณน้ำฝน ในช่วงต้นเดือน ต.ค.2566 อีกครั้งนึง ถึงจะประเมินปริมาณผลผลิตข้าวปี 2566/67 ได้ชัดเจนขึ้น</p>

<p>สำหรับข้อเสนอแนวทางมาตรการบริหารจัดการข้าว ปี 2566/67 มีการเสนอให้มีการเก็บสต็อกทั้งในส่วนของเกษตรกร สหกรณ์ โรงสี ผู้ส่งออก และผู้ประกอบการค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยทั้งในส่วนการรักษาเสถียรภาพราคาและมีสต็อกข้าวไว้เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ ขณะที่เกษตรกรได้เสนอขอให้ช่วยเหลือค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน 20,000 บาท/ครัวเรือน ซึ่งกรมจะได้รวบรวมข้อเสนอทั้งหมด และนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (นบข.) เพื่อพิจารณามาตรการและแนวทางบริหารจัดการข้าวที่มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสำหรับปีการผลิต 2566/67 ต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ล่าสุดนายภูมิธรรม ได้สั่งการให้กรมเพิ่มความเข้มงวดการตรวจสอบเครื่องชั่งตวงวัดในการซื้อขายสินค้าเกษตร ให้มีความเที่ยงตรง เพื่อดูแลความเป็นธรรมให้กับเกษตรกร ซึ่งกรมได้จัดชุดสายตรวจเฉพาะกิจลงพื้นที่ทำการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องแล้ว หากตรวจพบเครื่องชั่ง ไม่ถูกต้อง ไม่มีความเที่ยงตรง จะดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด ส่วนเกษตรกร หากพบเห็นหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อขายสินค้าเกษตร สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20230926edf7037f7086a15c247cea01d257cf09155549.jpg' type='image/jpg' length='211735' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์ (สพจ.พัทลุง)]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/12771</link>
<guid isPermaLink="false">6c122aae1f8685ae19a78226391c8735</guid>
<pubDate>Thu, 21 Sep 2023 10:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ประชุมคณะทำงานด้านการตลาดระดับจังหวัด (เซลล์แมนจังหวัด) ครั้งที่ 11/2566<br />
********************************<br />
&nbsp;วันที่ 20 กันยายน 2566 พาณิชย์จังหวัดพัทลุง (นายกอบ ทวนดำ) ประชุมคณะทำงานด้านการตลาดระดับจังหวัด (เซลล์แมนจังหวัด) ณ ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานพาณิชย์จังหวัดพัทลุง เพื่อรายงานผลการดำเนินงานที่ผ่านมา&nbsp;<br />
1)&nbsp; ส่งผู้ประกอบการเข้าร่วมงานแสดงและจำหน่ายสินค้า จำนวน 5 ครั้ง ยอดจำหน่ายรวม 164,600 บาท&nbsp;<br />
2) นำผู้ประกอบการไปเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชน OTOP SMEs และการเจรจาธุรกิจการค้า (Business Matching) จำนวน 14 ราย เมื่อวันที่ 15 &ndash; 18 สิงหาคม 2566 ณ จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์&nbsp; &nbsp;ยอดซื้อขายและยอดเจรจารวม 891,600 บาท&nbsp;<br />
3) จัดกิจกรรมเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตร สินค้าชุมชน OTOP SMEs วันที่ 3 กันยายน 2566 ณ ตลาดใต้โหนด&nbsp; และวันที่ 9 กันยายน 2655 ณ ตลาดสวนไผ่ขวัญใจ ยอดจำหน่ายรวม 166,390 บาท</p>

<p>&nbsp;ทั้งนี้คณะทำงานยังได้ร่วมกันพิจารณาแนวทางการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดพัทลุงเพิ่มพื้นที่การปลูกกล้วยหอมทอง เนื่องจากปัจจุบันปริมาณผลผลิตมีไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด</p>

<p><img alt="" src="https://phatthalung.moc.go.th/cms/s109/u1210/เซลล์แมนจังหวัด200966.jpg" style="width: 800px; height: 1132px;" /></p>
]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/2023092184a695c8a05524a712d1ee116eff82e5103033.jpg' type='image/jpg' length='258986' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ข้อมูลเศรษฐกิจการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ประจำเดือน มีนาคม 2566]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/11561</link>
<guid isPermaLink="false">7619921175c4f0e7ec3ce29c1eff1d28</guid>
<pubDate>Wed, 26 Apr 2023 15:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20230622a6d9be0442facd5f96dab4868449bdba130805.png' type='image/png' length='425858' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ข้อมูลเศรษฐกิจการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ประจำเดือน กุมภาพันธ์]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/11562</link>
<guid isPermaLink="false">a1ca94f09be34d95ffd4818577a4555d</guid>
<pubDate>Tue, 18 Apr 2023 15:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/202306223a85d5b533292a2ccbc7f9ad1fbff5b1130916.png' type='image/png' length='429336' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สรุปข้อมูลสถานการณ์เศรษฐกิจจังหวัดเชียงใหม่ (มกราคม 2566)]]></title>
<link>https://phatthalung.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/11563</link>
<guid isPermaLink="false">818597673e90914c49461a418562af32</guid>
<pubDate>Sun, 16 Apr 2023 15:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://phatthalung.moc.go.th/th/file/get/file/20230622c2135badeeed37aafbb63de0e6d5b384131017.png' type='image/png' length='177566' />
</item>
</channel>
</rss>
